หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

รถฟอร์คลิฟท์คือ ? What is forklift ?

Forklift_01หลายคนคงเคยรู้จัก, เคยได้ยิน หรือเคยสัมผัสกับเจ้ารถฟอร์คลิฟท์ กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ทว่าอีกหลายๆ คน  ก็สอบถามว่ารถฟอร์คลิฟท์คือรถอะไร เป็นยังไง ไม่รู้จักเลย...  ความจริงแล้วรถฟอร์คลิฟท์ หรือบางคนก็เขียนว่า รถโฟร์คลิฟท์ นั้นก็คือ เครื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้ประเภทหนึ่ง ที่ด้านหน้าของมันมีงายาวๆ สองอันทำจากเหล็ก ใช้สำหรับยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากๆ ขึ้น หรือลงจากที่สูงได้  และเคลื่อนที่หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของไปตามที่ต่างๆ ที่ต้องการได้ บางท่านอาจเรียกรถฟอร์คลิฟท์ ว่ารถยก ซึ่งก็จะซ้ำกับ รถยก ที่เวลารถยนต์เสียแล้วเราจะเรียกรถยกมาขนย้ายมัน ซึ่งนั่นก็เป็นรถยกประเภทหนึ่ง แต่ไม่ใช่รถฟอร์คลิฟท์ คำว่ารถฟอร์คลิฟท์ มาจากการเรียกทับศัพท์จากภาษาอังกฤษว่า Forklift ซึ่งก็มาจากคำ 2 คำว่า Fork (ฟอร์ค) ซึ่งแปลว่า “งา” และคำว่า lift (ลิฟท์) ซึ่งแปลว่า “ยก” นั่นเอง

ประเภทของรถฟอร์คลิฟท์

เราสามารถแบ่งรถฟอร์คลิฟท์ออกเป็น 2ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะแหล่งพลังงานของมันคือ

1)   รถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้า คือใช้แบคเตอรี่เป็นเป็นแหล่งพลังงาน

2)   รถฟอร์คลิฟท์น้ำมัน ซึ่งก็ใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงาน  รถฟอร์คลิฟท์แบบใชน้ำมันยังยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็น น้ำมันเบนชิน, ดีเซล และแก๊ส ด้วย ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับรถยนต์นั่นเอง

Forklift_01 Forklift_02 Forklift_03

การเลือกรถฟอร์คลิฟท์

ปัจจัยพื้นฐานที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะไปทำการเลือกซื้อ หรือเช่ารถฟอร์คลิฟท์ มีดังนี้คือ

1)   น้ำหนักของสิ่งของที่จะทำการยกหรือขนย้าย เพื่อเลือกระวางรถให้เหมาะสม 

2)   สถานที่ที่ใช้งาน อากาศถ่ายเทได้สะดวกหรือไม่ เพื่อเลือกประเภทแหล่งพลังงานให้เหมาะกับรถฟอร์คลิฟท์ และรวมถึงขนาดของรถด้วย

3)   ความสูงที่จะให้รถฟอร์คลิฟท์ยกสิ่งของ เพื่อเลือกความสูงของเสาที่สามารถยืด-หดได้ หรือต้องการเสาพิเศษ เพื่อสามารถเข้าไปยกของในตู้คอนเทนเนอร์ได้

4)   ระบบเกียร์ ว่าต้องการเป็นแบบเกียร์ธรรมดา หรือว่าเกียร์อัตโนมัติ

5)   อุปการณ์พิเศษอื่นๆ ที่สามารถติดตั้งได้ เช่น ที่คีบหรือที่หนีบ, งาหมุน, งาเท เป็นต้น

6)   ยี่ห้อของรถ ซึ่งความจริงแล้ว รถฟอร์คลิฟท์ทุกยี่ห้อก็ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้เหมือนๆ กันแต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้อีกเช่นกันว่าชอบยี่ห้อไหนมากกว่ากัน

ระบบต่างๆ ที่สำคัญของรถฟอร์คลิฟท์

1) ระบบเครื่องยนต์

2) ระบบขับเคลื่อน ระบบเกียร์

3) ระบบช่วงล่าง ระบบบังคับเลี้ยว และระบบเบรค ซึ่งรถฟอร์คลิฟท์นี้จะไม่เหมือนกับรถยนต์ เพราะรถฟอร์คลิฟท์จะขับเคลื่อน, เบรคล้อหน้า และบังคับเลี้ยวล้อหลัง 

4) ระบบไฮดรอลิก และระบบควบคุมเสาการขึ้นลงของเสา และงา

5) ระบบความปลอดภัยต่างๆ

ด้วยรถฟอร์คลิฟท์ เป็นเคลื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้ และลักษณะการทำงานยังต้องยกสิ่งของขึ้น-ลงที่สูง และสิ่งของที่ยกก็มีน้ำหนักมากด้วย ดังนั้นการใช้รถฟอร์คลิฟท์จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างมาก จึงได้มีการกำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยขึ้น ซึ่งข้อปฎิบัติต่างๆ นี้ได้มาจากเว็บความปลอดภัยในการใช้รถฟอร์คลิฟท์ ขออนุญาตคัดลอกมาเพื่อเป็นความรู้กัน 

ข้อปฏิบัติการใช้รถฟอร์คลิฟท์  เพื่อความปลอดภัย

1. ห้ามบุคคล ซึ่งไม่มีหน้าที่ หรือไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาทำการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์โดยเด็ดขาด 

2. ในขณะที่มีการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์ ห้ามบุคคลอื่นโดยสาร หรือขึ้นไปอยู่บนรถ 

3. ก่อนใช้โฟล์คลิฟท์ในแต่ละวัน ผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่ขับขี่ ต้องทำการตรวจสอบสภาพรถทุกครั้ง (สภาพภายนอก ,ระบบบังคับการ , ระบบห้ามล้อ) 

4. เมื่อยกของที่มีขนาดใหญ่กว่า ช่วงยาวของงา จะต้องทำการผูกมัดของที่ยกให้ยึดติดมั่นคงกับโฟล์คลิฟท์ 

5. การขับรถโฟล์คลิฟท์ลงตามทางลาด ผู้ขับขี่จะต้องใช้เกียร์ต่ำ 

6. การบรรทุกของ ห้ามบรรทุกของหนักเกินกว่าพิกัดที่กำหนดไว้ และห้ามบรรทุกของสูงเกินไป เพราะจะบังสายตาของผู้ขับขี่ 

7. ห้ามทำการยก หรือบรรทุกของเกินอัตราที่พื้น หรือกระดานทางลาดจะรับน้ำหนักไว้ได้ 

8. พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ต้องสวมหมวกนิรภัย โฟล์คลิฟท์ต้องมีหลังคาโครงเหล็กปกคลุมเหนือตัวคนขับ ทั้งนี้เพื่อป้องกันของตกใส่จากที่สูง 

9. ผู้ขับขี่โฟร์คลิฟท์ต้องสำรวจเส้นทางให้แน่ใจว่า เส้นทางที่จะควบคุมรถให้วิ่งไปนั้น มีความกว้างเพียงพอที่รถ จะวิ่งผ่านไปได้ และไม่มีสิ่งกีดขวาง 

10. ก่อนจะเคลื่อนรถโฟร์คลิฟท์ ต้องยกงาให้พ้นจากพื้นไม่น้อยกว่า 10 เซ็นติเมตร และเมื่อรถโฟร์คลิฟท์วิ่งให้ยกงาสูงกว่าระดับพื้นไม่เกิน 30 เซ้นติเมตร พร้อมทั้งยกปลายงาเข้าหาคนขับ เพื่อป้องกันวัตถุที่ยกไหลตกลงมา 

11. เมื่อเลิกใช้งาน ต้องปล่อยงาให้ลงต่ำแตะพื้น ในลักษณะวางขนานกับพื้น ดับเครื่อง ห้ามดึงล้อมือ ถ้าจอดไว้ในบริเวณที่เป็นพื้นเอียงต้องใช้ไม้หมอนยันล้อไว้ เพื่อป้องกันรถไหล 

12. ต้องให้สัญญาณเสียงและไฟกระพริบ เมื่อรถโฟร์คลิฟท์วิ่งถอยหลัง 

13. ควรปรับระยะกว้างของงาให้กว้างที่สุดและพอเหมาะกับพื้นรองยก เพื่อไม่ให้วัสดุเอียงตก และเพื่อกระจายน้ำหนัก 

14. การสอดงา ควรให้งาทั้งสองห่างจากศูนย์กลางพื้นรองยกเท่ากัน เพื่อรักษาสมดุลของวัตถุ 

15. เมื่อต้องการใช้โฟร์คลิฟท์ ในสถานที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือ ในเวลากลางคืน ต้องจัดให้มีไฟส่องสว่างทางข้างหน้า และรอบบริเวณทำงาน


นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถฟอร์คลิฟท์ด้วย ซึ่งขอยกยอด ไปในครั้งหน้าครับ


Write by : K.C.A.N

สวนกล้วยไม้แห่ง นครปฐม


ORCHAID_00เคยเขียนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ด้วยเหตุผิดพลาดทางเทคนิคหน่อย ไม่รู้ว่าบล็อกนั้นหายไปไหน สงสัยว่าจะกดลบผิดอันในช่วงย้ายรูป เลยขอเขียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเสียดายรูปกล้วยไม้สวยๆ ทั้งหลายที่มันหายไปด้วย เพราะว่ามันเป็นอีกหนึ่งช่วงความทรงจำที่มีความสุึขของครอบครัว เลยไม่อยากเก็บเอาไว้คนเดียว สู้เฝื่อแผ่ความสุขนี้ให้คนอื่นด้วยดีกว่า เผื่อว่าท่านอื่นๆ ได้เห็นแล้วอยากจะลองไปสัมผัสดู อย่างน้อยก็ได้ช่วยในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศอีกไม่มากก็น้อย... ความจริงแล้วสถานที่แห่งนี้ ผมเองก็พึ่งจะรู้จัก เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง เพราะว่าเพื่อนสนิทผมคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่นครปฐมแถวๆ วัดอ้อมใหญ่แนะนำมาอีกที ด้วยความที่ว่าบ้านเพื่อนคนนี้ เคยเป็นสวนกล้วยไม้มาก่อน สมัยเรียนหนังสือด้วยกันเคยไปติวหนังสือกันที่นั่นบ่อย แต่หลังจากที่เรียนจบและต่างคนต่างทำงาน และผมก็ย้ายมาอยู่ปทุมธานี เราก็เลยไม่ได้พบกัน แต่เมื่อปลายปีที่แล้วด้วยความบังเอิญผมพบเพื่อนผมในโลกสังคมออนไลน์ จึงได้นัดว่าจะเข้าไปหาที่บ้าน เพื่อที่จะขอคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของกล้วยไม้ที่แม่ผมแสนจะรัก แต่ว่ามันก็ไม่ยอมออกดอกมาให้แม่ผมเชยชมเสียที... แต่ด้วยกาลเวลา จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก ระแวกแถวๆ บ้านเพื่อนผมกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม เกือบหมด... วันที่ผมเข้าไปหาปรากฎว่าหลง จำไม่ได้เลยว่าบ้านเพื่อนอยู่ตรงไหน บรรยายกาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มีแต่โรงงานกับหอพัก กว่าจะหากันเจอหมดค่าโทรศัพท์ไปตั้งเยอะ และเมื่อได้คุยกับเพื่อน เขาก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามา น้ำก็จะเสียตามมา และไม่สามารถที่จะใช้รดน้ำกล้วยไม้ได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะขายที่ให้กับโรงงาน บ้างก็จะปลูกหอพักพนักงานกัน ซึ่งบ้่านเพื่อนผมเองที่ที่เคยปลูกกล้วยไม้ในสมัยก่อน ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นปลูกหอพักพนักงานเหมือนกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพราะไม่อาจจะฝืนกับกระแสส่วนใหญ่ได้ เพราะถ้าฝืนต่อไปก็คงจะไม่รอดเพราะว่าน้ำไม่สามารถใช้รดกล้วยไม้ได้ และอากาศเองก็ไม่บริสุทธิเหมือนเก่าด้วย, เพื่อนบอก


Orchid_05  Orchid_04

และเพื่อนผมก็แนะนำว่าเดี๋ยวนี้ถ้าต้องการจะดูหรือว่าซื้อกล้วยไม้ที่นครปฐมแล้วละก็ต้องข้ามไปทางฝั่งบางเลน ซึ่งธรมชาติทางฝั่งนั้นยังบริสุทธิอยู่มาก และเขาก็แนะนำ แอร์ ออร์คิดส์ ที่เขาบอกว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวนครปฐมเลย... เพราะว่าเป็นซุปเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แห่งแรกของโลก ไม่รู้ว่าเพื่อนผมมันพูดเกินจริงไปหรือเปล่านะครับ หรือที่เรียกๆ กันว่าโม้นั่นเอง^ ^ แต่ผมก็ต้องเชื่อเพราะว่าในฐานะที่เขาเป็นคนพื้นที่ และเขาเองก็เป็นคนนำทางผมไปโดยขับรถพาไปทางพุทธมลฑลสาย 4 ออกไปทางศาลายา แล้วขับตามทางที่เขาเขียนว่าไปบางเลน ระยะทางก็ไกลพอสมควรน่าจะซัก 30กว่าๆ กิโลเมตรเห็นจะได้ แถมเจ้าเพื่อนผมยังขับเสียเร็วอีก ไม่เห็นใจคนขับตามหลังที่ไม่รู้จักเส้นทางอย่างผมเลย แต่ยังไงๆ ผมก็ตามมาจนถึงจนได้ พอลงจากรถได้เท่านั้น แม่กับลูกสาวผมก็รีบตรงดิ่งเข้าไปข้างใน อย่างรอใครเลย ส่วนผมปิดประตูรถเสร็จ ก็หันไปจะต่อว่าเสียหน่อยว่าขับรถไม่รอกันเลย แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร เพื่อนผมก็ชิงบอกกับผมว่า "ทำไมมึงขับรถช้าจังว่ะ..." ตกลงผมเลยเป็นฝ่ายผิดอีก แต่ยังไงก็ต้องขอบใจเจ้าเพื่อนผมที่อุตสาห์ำพามาและทำให้แม่ผมมีความสุข ได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มอีก 1 แห่ง แถมยังมีกล้วยไม้สวยๆ และราคาไม่แพงมากขายเยอะด้วย สมกับที่เพื่อนผมมันคุยไว้จริงๆ

Orchid_12  Orchid_13  Orchid_07

ในขณะที่นั่งเขียนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตอยู่นี้ ฝนข้างนอกหน้าต่างก็ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง น้ำก้อนมหึมาก็กำลังจะมาจากทางเหนือ ซึ่งชาวบ้านในหลายๆ จังหวัดทางภาคเหนือ และอีสานก็กำลังถูกน้ำท่วมกัน โดยเฉพาะที่จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอน้ำปาด เห็นแล้วก็ได้แต่เศร้าและสงสาร แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ท่านที่กำลังประสบภัยจากน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วยภาพของกล้วยไม้ต่างๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าโลกของเรายังมีสิ่งที่สวยงามรอเราอยู่ อย่าเพิ่งหมดหวังและกำลังใจ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ครับ

Orchid_06  Orchid_09  Orchid_08

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เพียงแค่คุณยิ้ม @^_^@


Smile_01" เพียงแค่เรายิ้ม สิ่งดีดีก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมากมาย " คอนเซ็ปดีๆ ของรีสอร์จเล็กๆ แห่งหนึ่งแถวๆ มวกเหล็ก, สระบุรี (ขออภัยที่จำชื่อรีสอร์จไม่ได้จริงๆ) เมื่อซัก 2ปี - 3ปีก่อนเห็นจะได้  พอดีได้ไปค้นรูปเก่าๆ มาเปิดดู แล้วก็จำได้ลางๆ ว่าเป็นวันเสาร์ที่หยุดอยู่บ้านแล้วรู้สึกเบื่อๆ จึงได้ชวนลูกๆ ไปเที่ยวใกล้ๆ โดยตั้งใจในตอนแรกว่าจะไป นมัสการรอยพระพุทธบาท ณ วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แล้วก็จะกลับบ้าน แต่ว่าหลังจากที่นมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ลูกๆ ก็ชวนไปแวะเที่ยวต่อที่เขื่อนป่าสักฯ ซึ่งผมเองก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ ก็พาลูกไปดูเขื่อน หลังจากชมเขื่อนแล้วในระหว่างทางกลับบ้าน ผมเองก็ขับรถหลงทางนิดหน่อยไปเห็นป้ายอุโมงค์ต้นไม้ ลูกๆ ก็อยากไปดูอีก ก็เลยขับรถพาลูกๆ ขับรถลงมาทางสระบุรี เพื่อรอดอุโมงค์ต้นไม้ และตั้งใจว่าแวะที่น้ำตก 7สาวน้อยอีก แต่ว่ามืดเสียก่อน จึงต้องหาที่พักที่ราคาไม่แพงมาก เลยแวะสอบถามไปเรื่อยๆ หลายต่อหลายรีสอร์  (ระแวกนั้นมีรีสอร์จ น้อยใหญ่เกิดขึ้นมากจริงๆ) เงือนไขสำคัญในการเลือกรีสอร์จของครอบครัวผมก็คือ ราคาถูกเป็นอันดับแรกครับ จนกระทั่งมาพบรีสอร์จแห่งนี้เข้า  เจ้าของรีสอร์จ เป็นข้าราชการที่เกษียรอายุแล้ว มีที่ดินอยู่แถวมวกเหล็ก น้ำตก 7สาวน้อย เลยมาเปิดเป็นรีสอร์จ จำได้ว่าวันที่ไปพักเจ้าของรีสอร์จก็อยู่ด้วยและได้มีโอกาสคุยกันนิดหน่อย รีสอร์จพี่เขายังสร้างไม่เสร็จดี 100% (ปัจจุบันน่าจะเสร็จแล้วนะ) จำได้ว่าสมัยที่ผมไปในส่วนบ้านพักสร้างเสร็จแล้วประมาณ 90% ในส่วนกลางก็เสร็จประมาณ 60% แต่ในทุกๆ มุมของสวน และบริเวณบ้านพัก ก็จะเห็นตุ๊กตาดินเผาคนยิ้มประดับอยู่เต็มไปหมด  พี่เขาเล่าให้ฟังว่า คนไทยสมัยนี้ยิ้มยากขึ้น จิตใจหงุดหงิดง่ายขึ้นและเป็นสาเหตุให้รักกันน้อยลง ไม่เหมือนกับคนไทยในสมัยก่อน ยิ้มง่ายจนได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม พี่เขายังบอกอีกว่า การที่เรายิ้มปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายได้ง่าย เพราะการยิ้มจะทำให้คนที่เห็นเราเครียดน้อยลง และน้อยลง และการยิ้มพี่เขาบอกว่าจะช่วยให้คนเราอายุยืนมากขึ้นด้วยเพราะว่าไม่เครียด พี่เขาเลยพยายาม หาตุ๊กตาดินเผาคนยิ้มมาประดับสวนของแก ซึ่งมีมากจริงๆ มากกว่า 100แบบเห็นจะได้ ซึ่งก็ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้จริงๆ ผมและครอบครัว ได้เดินดู เดินชม ถ่ายรูป แล้วเพลินมาก รู้สึกว่าเราอารมณ์ดีขึ้นจริงๆ มิน่าละพี่เขาถึงดูไม่แก่เลยทั้งๆ ที่เกษียรอายุแล้ว


















Smile_02

อยากให้คนไทยทุกสี ทุกฝ่าย ในปัจจุบันหันมายิ้มให้กันจริงๆ ประเทศของเราจะได้กลายเป็นประเทศแห่งรอยยิ้มอีกครั้ง เหมือนที่ฝรั่งเขาเรียกว่า สยามเมืองยิ้ม (Smile Siam) เชื่อเถิดครับว่ารอยยิ้มของคนไทย ขายได้จริงๆ ฝรั่งชอบๆๆๆๆ


Smile_05
Smile_04
Smile_03
Smile_06

Writed by: k.c.a.n

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระสมุทรเจดีย์, ป้อมพระจุลฯ

ความจริงแล้ว สถานที่ท่ิองเที่ยวทั้งสองแห่งนี้เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระสมุทรเจดีย์ หรือที่เขาเรียกกันว่าเจดีย์กลางน้ำ สถานที่ที่แสดงให้เห็นว่าแม่น้ำสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ ยังจำได้ดีว่าในสมัยเด็กๆ เรียนวิชาภูมิศาสตร์ คุณครูก็จะยกตัวอย่างเจดีย์กลางน้ำแห่งนี้นี่แหละมาสอนเรื่องการเปลี่ยนตำแหน่งของแม่น้ำ โดยอธิบายว่าสมัยก่อน เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา จึงได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์กลางน้ำ แต่ปัจจุบันเจดีย์แห่งนี้ขึ้นมาอยู่บนฝั่งแล้วเพราะแม่น้ำเปลี่ยนตำแหน่งไป แต่ก็ไม่เคยไปสักการะซักที รวมถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือที่เขาเรียกกันสั้นๆ ว่าป้อมพระจุลฯ ด้วย จำได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของรถเมล์สาย 20ในสมัยนั้น เพราะเคยชวนเพื่อนนั่งรถเมล์ไปเที่ยว แต่เพื่อนบอกว่าต้องไปช่วยแม่ขายของในสมัยนั้นจึงไม่ได้ไป...

กว่า 30ปี จนกระทั่งวันวิสาขบูชาที่ผ่านมาถึงได้มีโอกาสไปเยียมชมและสักการะเป็นครั้งแรก ลูกสาวคนโตปาเข้าไป 10ขวบเศษแล้ว บ่าย 2 โมงเศษในวันนั้น ผมก็ได้พาลูกสาว, แม่ และภรรยา มาถึงองค์พระสมุทรเจดีย์ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่ก็มีความสุขกันได้ครับ เหนื่อยก็พัก ร้อนนักก็หาที่หลบแดด กางร่มหรือวิธีอื่นๆ นั่งชมวิวริมแม่น้ำ นั่งฟังเรื่องเล่าสมัยก่อนจากอาม่า รวมทั้งตัวผมด้วย ที่เล่าให้ลูกฟังเกี่ยวกับพระสมุทรเจดีย์ ลูกสาวก็ฟังอย่างสนใจ จากนั้นเราก็ไปนมัสการองด์พระประธานที่อยู่ในโบถท์ ก่อนที่จะออกเดินทางเที่ยวต่อกันที่ป้อมพระจุลฯ ซึ่งอยู่ภายในกรมทหารเรือ อยู่ติดกับอ่าวไทย มาป้อมพระจุลฯ สิ่งแรกก็ต้องนมัสการอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 กันก่อน จากนั้นก็ต้องขึ้นไปดูเรือรบหลวงแม่กลองที่เคยไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ มากมาย และไปไกลถึงทางยุโรปมาแ้ล้วด้วย เราเดินเที่ยวในเรือจนเวลาผ่านไปเกือบ 1ชั่วโมง ด้วยความสนอกสนใจของลูกสาว + กับความซนปืนขึ้นปีนลงทั้งห้องกัปตัน ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องเครื่อง และอื่นๆ จากนั้นเราก็ออกมาเดินเที่ยวต่อที่โรงเรียนศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนกันอีกกว่า 20นาที รวมๆ แล้วเราเดินกันไปชั่งโมงเศษๆ จึงทำให้ท้องร้องกันเลยทีเดียว เราจึงใช้บริการของสโมสรท้ายเรือหลวงแม่กลอง เพื่อรับประทานอาหารเย็นกันก่อนที่จะกลับบ้าน ซึ่งก็เป็นอาหารง่ายๆ ข้าวผัดปูคนละจาน ยำตะไคร้ และต้มจืดเต้าหู้หมูสับ ทานอาหารไป นั่งชมบรรยาศยามเย็นริมน้ำ พร้อมรับสายลมเย็นๆ มีความสุข...



หลังจากที่อิ่มกันแล้ว เราก็เดินทางกลับบ้าน ถือเป็นการท่องเที่ยวที่รอคอยมากว่า 30ปีทีเดียวเชียว. . .

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช

เมื่อประมาณสิ้นปีที่แล้วลูกสาวชวนไปดูต้นกระบากที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ. อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ฟังแล้วน่าสนใจดี จึงตอบตกลงกับลูกสาวไป... แล้ววันแห่งสัญญาก็มาถึง วันศุกร์หลังเลิกงาน ก็ขับรถกลับมาบ้านประมาณ ทุ่มเศษ ทุกคนพร้อมหน้า เราก็ออกเดินทางกันเลย... เราไปถึงจังหวัดตากกันเกือบเช้า ประมาณตีสามกว่าเราก็หาที่พักกันชั่วคราวก่อนเข้าในตัวเมืองตาก... เป็นโรงแรมเล็กๆ ข้างทาง พอเช้าประมาณ 8โมงเศษ เราก็ออกจากที่พัก แวะหาอาหารเช้าทานกันระหว่างทาง และมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช โดยเรามาแวะหาซื้ออาหารกันอีกครั้งที่ตลาดดอยมูเซอ ที่มีคุณย่าก้างแห่งหลานปู่กู้อีจู้ ซึ่งตลาดแห่งนี้ต้องขับรถเลยจากทางเข้าอุทยานเข้าไปอีก 2กม. เรามาถึงตลาดประมาณ 9โมงเศษ หลังจากแวะซื้อของกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ขับรถเข้าไปในอุทยานประมาณ 10โมงเศษ เราก็มุ่งหน้าสู่ ต้นกระบากยักษ์กันเป็นอันดับแรก ด้วยจะได้มีเวลาเหลือกลับมาทันกางเต้นท์ การเดินทางไปดูต้นกระบากยักษ์ เราสามารถขับรถเข้าไปบริเวณ เหนือหุบเขาที่ต้นกระบากยักษ์ อยู่ได้ หลังจากนั้นเราจะต้องเดินลงในหุบ ประมาณ ~800เมตร ซึ่งทางอุทยานได้ทำเป็นบันไดไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนเดินลงก็ไม่เท่าไหร่เพราะยังสนุก และยังตื่นเต้นกับการที่จะได้เห็นต้นกระบากยักษ์ อยู่ โดยไม่ได้คิดถึงตอนขากลับไว้เลย... นั่นไงป๊า "ต้นกระบากยักษ์ เห็นแล้ว" 

เสียงตะโกนบอกจากลูกสาวให้รู้ว่าเราใกล้จะถึงแล้ว. ต้นใหญ่สมชื่อจริงๆ ครับ ไม่รู้ว่าอายุกี่ขวบแล้ว... มาหลบอยู่ตั้งก้นหุบเขาอย่างนี้นี่เอง ถึงได้รอดจากน้ำมือมนุษย์ได้ อยากให้เมืิองไทยมีต้นไม้ใหญ่ๆ อย่างนี้เหลือเยอะๆ จริงๆ เลย หลังจากที่ได้เก็บภาพ กับเจ้าต้นกระบากยักษ์ จนเป็นที่ชุ่มฉ่ำหัวใจแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินขึ้นหุบกันแล้ว... สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นกันในภาพ ขนาดเด็กๆ ยังเหนื่อยเลย แล้วเราผู้ใหญ่ก็คงไม่ต้องพูดถึง แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราคงจะไม่นอนกันข้างทางแน่นอน ต้องขึ้นให้ถึงข้างบนให้ได้ เพราะอาหารเที่ยงรอเราอยู่... และแล้วเป้าประสงค์ของการเดินทางในครั้งนี้ก็สำเร็จลง หลังจากอาหารเที่ยงซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวในอุทยานฯ แล้ว เราก็เริ่มหาที่กางเต้นท์ เพื่อพักผ่อนกันในคืนนี้อีกหนึ่งคืน ณ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชแ่ห่งนี้ เวลาก็เลยเข้าไปบ่ายสองโมงกว่าแล้ว หลังจากเลือกสถานที่กันได้แล้ว เราก็เริ่มลงมือกางเต้นท์ โดยมีลูกสาวคนโตเป็นผู้ช่วยหลัก ส่วนลูกสาวคนที่สอง อาโกวลี่ และคุณแม่ก็เตรียมตัวเรื่องอาหารเย็นท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ กับแสงแดดที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป ในที่สุดเราก็ได้ที่พักค้างแรมกับอาหารมื้อเย็นที่แสนอร่อยกันแล้ว คืนนี้อากาศเย็นจริงๆ บวกกับลมที่พัดตลอด อุณหภูมิโดยประมาณจากเจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าประมาณ 13 - 14 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าแจ่มใส ดาวนับล้านดวงสวยมาก เรานอนดูดาว สัมผัสกับลมเย็นๆ กันสักประมาณ 3ทุ่ม ก็เข้าไปนอนกันอย่างอบอุ่นในเต้นท์ ภายใต้ผ้าห่มอีก 5ผืน... และทุกคนก็หลับเป็นตาย ด้วยความอ่อนเพลียนั่นเอง... เราตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในเช้าวันอาทิตย์ที่สดใส เป็น

วันที่จะต้องเดินทางกลับบ้าน เรารอตักบารตพระในตอนเช้าตรู่ หลังจากนั้นก็เก็บเต้นท์ และข้าวของกัน ประมาณเกือบ 10โมงเช้าก็ออกเดินทางกลับบ้านกัน เราเดินทางกลับมาถึงบ้านที่ปทุมธานีกันประมาณ 2ทุ่มเศษ เป็นการสิ้นสุดการเดินทางในครั้งนั้น แม้ระยะเวลาในการท่องเที่ยวจะสั้น และเหนื่อยจากการเดินทางมาก แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตดีๆ ที่พ่อกับแม่จะให้ติดตัวพวกเขาได้ไปตลอด เพราะว่าเป็นสถานที่ที่เขาเลือกที่จะไปเอง และได้ไปสัมผัสกับมันจริงๆ แต่น่าเสียดายที่งานนี้อาม่าไม่ได้ไปด้วย แอบหนีไปเที่ยวภูเก็ตกับลูกชายคนที่สอง...


อยากให้ราคาน้ำมันถูกลงเหมือนเมื่อสิ้นปี ประมาณไม่เกิน 30บาทต่อลิตร... เราจะได้มีโอกาสพาอาม่าเดินทางไปเที่ยวกันอีก... แต่คงต้องรอรัฐบาลหน้ากันแล้วละครับ...

BY: KCAN

ขอขอบคุณ

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

ดอกบานชื่น

"ดอกบานชื่น" ดอกไม้ที่แสนจะธรรมดาสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่ความจริงดูให้ดีๆ แล้ว สวยงามไม่ใช่น้อย สงกรานต์ที่ผ่านมามีโอกาสไปพบเห็นดอกบานชื่นทางภาคอีสานมา เห็นมีหลายสีมาก เลยเก็บรูปมาฝาก












ดอกบานชื่น












ภาษาอังกฤษว่า ZINNIA. หรือ BAN-CHUEN












บางก็เรียก ดอกกระดาษ (Paper flower)












สีแดงก็มี












สีขาวก็สวย











ธรรมชาติช่างสร้างสิ่งสวยงามไว้ให้คู่กับโลกของเราจริงๆ



By: K.C.A.N trading


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

เจ็ดคดโป่งก้อนเส้า


 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับผมและครอบครัว รวมทั้งเป็นสถานที่แรกที่ไปนอนกางเต้นท์เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทั้งไปนอนเต้นท์ท้าลมหนาวในฤดูหนาว ไปเช่าบ้านพักในช่วงฤดูฝน หรือฤดูร้อน รวมถึงในวันที่รู้สึกเบื่อกับการงานและต้องการเพิ่มพลังชีวิต ด้วยเพราะว่าห่างจากบ้านเพียง 140กิโลเมตรเศษ

7 คตโป่งก้อนเส้า ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ, น้ำตก, ลานกา้งเต้นท์ใกล้กรุงเทพ

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ 7คตโป่งก้อนเส้าอยู่ในจังหวัดสระบุรี การเดินทางสะดวกสบาย ขับรถตามถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิต, วังน้อย, หนองแค, และหินกอง จากนั้นชิดซ้ายขึ้นสะพานข้ามถนนพลหโยธินเข้าถนนเลี่ยงเมืองสระบุรี แล้วเข้าถนนมิตรภาพ มุ่งหน้าจังหวัดนครราชสีมา ผ่านแยกบ้านนา เมื่อถึงเนินแรกที่ขึ้นเขาบริเวณโรงปูนตรานกอินทรีย์หรือที่เรียกกันว่า " ทับกวาง " ก็ให้กลับรถ หลังจากกลับรถให้ สังเกตุจะมีสะพานลอยคนข้าม จะมีซอยทางซ้ายมือให้เลี้ยวเข้า (มีป้ายบอก) แล้วตรงไปตามทางประมาณ 20 กิโลเมตร ซี่งก็จะมีป้ายบอกตลอดทาง เมื่อขับรถมาได้สักพัก ก็จะพบกับฝูงลิง ให้ระวังเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และอย่าให้อาหารพวกมันด้วย พอขึ้นไปถึงให้ไปติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่ ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งก็จะมีบ้านพักให้เลือกหลายแบบ หลายราคา หรือจะเลือกนอนเต้นท์เขาก็มีลานกางเต้นท์ให้พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ที่ล้างจาน และอื่นๆ ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าหากว่านอนเต้นท์โดยเป็นเต้นท์ของเรา ก็จะแล้วแต่เราจะบริจาคเพื่อบำรุงสถานที่ บริเวณลานกางเต้นท์จะเห็นวิวด้านหน้าเป็นอ่างเก็บน้ำทำให้รู้สึกร่มรื่น ตอนกลางคืนอากาศเย็นมากโดยเฉพาะในฤดูหนาว ลมจะค่อนข้างแรง
กิจกรรมการท่องเที่ยว : พักผ่อนหย่อนใจ, เดินป่า, ดูนก, ถ่ายภาพ, เที่ยวน้ำตกซึ่งมีอยู่หลายแห่งได้แก่ น้ำตก 7คตเหนือ, 7คตกลาง, 7คตใต้, ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายตอนเช้าด้วยการเดินรอบอ่างเก็บน้ำก็พอจะเรียกเหงือได้อยู่ ชีวิตที่ไม่มีต้องมีไฟฟ้า ไม่มีพัดลม ไม่มีแอร์ แต่นอนได้แบบไม่ร้อน
หมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ 7คตโป่งก้อนเส้าเพื่อสำรองที่พักหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 08 9237-8659

By : K.C.A.N trading

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

@วังน้ำเขียว

@ วังน้ำเขียว

ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสพาครอบครัวไปพักผ่อนที่อำเภอวังน้ำเขียว โดยไปกางเต้นท์ที่บริเวณน้ำตกสวนห้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในอุทยานแห่งชาติทับลาน บริเวณทางเข้าน้ำตกจะอยู่ในตัวอำเภอวังน้ำเขียวเลย และก็มีตลาดสดอยู่หน้าทางเข้าด้วย จึงค่อนข้างสะดวกสบายเกี่ยวกับของกินทั้งหลาย โดยไม่ต้องขนจากบ้านไปมาก ไปซื้อเอาที่นั่นเลย ราคาก็ไม่แพงเพราะเป็นตลาดสด รวมถึงได้ช่วยชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวไปในตัวด้วย ในวันที่ไปค้างนั้นก็มีย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาพอดี ซึ่งก็ทำให้อุณหภูมิในคืนนั้นอยูที่ประมาณ 15องศา ซึ่งก็เย็นพอสมควรประจวบกับลมที่พัดแรง เพราะบริเวณที่กางเต้นท์ เป็นที่โล่งและใกล้กับหุบเหว จึงทำให้รู้สึกว่าหนาวเลยทีเดียว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ที่ชอบท้าทายความหนาวมาก ได้นอนในเต้นท์ที่มีผ้าห่อหนาๆ และคนที่เรารักก็มีความสุขมาก อีกทั้งยังได้นั่งจิบกาแฟร้อน ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายในยามเช้าด้วยยื่งมีความสุขจนเกินบรรยาย

นอกจากนี้แล้วทางอำเภอวังน้ำเขียวยังได้มีการจัดงานดอกเบญจมาศบานในช่วงปีใหม่ ซึ่งเห็นบอกว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีและมีคนเยอะมาก แต่ในวันที่ไปเที่ยวนั้นเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม แต่ก็ปรากฎว่ายังพอมีควันหลงให้เหลือได้ถ่ายภาพอยู่บ้าง

ดอกเบญจมาศ ดูยังไงก็สวย

เห็นดอกเบญจมาศแล้ว ทำให้คิดถึงเมื่อ 5-6 ปีก่อนได้เคยมาเที่ยวที่วังน้ำเขียวกับเพื่อนๆ จำได้ว่า ณ ขณะนั้นมีข่าวว่าวังน้ำเขียวมีโอโซนในบรรยากาศมากเป็นอันดับ 7ของโลก และนั่นเป็นแม่เหล็กก้อนใหญ่ที่ดึงดูดผมและเพื่อนๆ ให้มาเที่ยวที่วังน้ำเขียวแห่งนี้ และคงจะรวมถึงคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งนั่นก็คงเป็นสาเหตุที่ทำให้วังน้ำเขียวเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ถนนหนทางจาก 2ช่องจราจร ปัจจุบันนี้ก็ขยายเป็น 4ช่องจราจร, รีสอร์จ, โรงแรมน้อย, ใหญ่ บ้านพักตากอากาศเกิดขึ้นมากมายเพื่อตอบสนองการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว และสร้างความมั่งคั่งแก่คนวังน้ำเขียวเป็นอย่างมาก แต่นั่นก็หมายถึงการทำลายธรรมชาติ ตัดต้นไม้, ป่าไม้ก็ถูกรุก และทำลายลง ซึ่งไม่รู้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ วังน้ำเขียวยังมีโอโซนมากเป็นอับดับที่ 7ของโลกอยู่หรือไม่ ? เราน่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่กับการส่งเสริมการเพิ่มปริมาณโอโซนของวังน้ำเขียวไปพร้อมๆ กันน่าจะดีมาก

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนวังน้ำเขียวจะช่วยกันทำให้ วังน้ำเขียวมีโอโซนมากขึ้นและมากขึ้น จนเป็นอันดับ 1ของโลก




By : K.C.A.N trading