หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ริมอ่าง ยามเช้า ส่งท้ายปลายปี 55


ประมวณภาพวิวรอบๆ อ่างเก็บน้ำโป่งก้อนเส้า มาฝากปิดท้ายปลายปี '55
เดินออกกำลังกายตอนเช้ารอบอ่างเก็บน้ำท่านกลางอากาศเย็นๆ ที่แสนจะบริสุทธิ์ วิวที่แสนสวย เส้นทางเดินง่ายไม่ลำบากมาก ระยะทางไม่ไกล แต่ก็สามารถเรียกเหงื่อยได้มาให้ดู รับรองว่าเหมาสำหรับคนที่รักสุขภาพ และธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน








สุดท้ายนี้ ขอส่งความสุข ให้กับทุกๆ คนไทย เนื่องในศุภวารดิถีขึ้นปีใหม่ "ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากล ที่ปกปักรักษาผืนแผ่นดินไทย อีกทั้งพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดปกป้องคุ้มครองอภิบาลรักษาและดลบันดาลให้ท่านและบุคคลผู้เป็นที่รัก ประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มากมายด้วยพลังใจ พลังทรัพย์ พรั่งพร้อมด้วยสติ สมาธิ และปัญญา มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ หากประสงค์สิ่งใดที่ชอบด้วยธรรม ขอให้ท่านจงประสบผลสัมฤทธิ์็ในสิ่งนั้น และสมปรารถนาทุกประการ"

โดย: K.C.A.N

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Flowers time in Thailand.

ประเทศไทยโชคดีมาก สามารถเห็นดอกไม้บานได้ตลอดทั้งปี ซึ่งต่างประเทศที่มีอากาศหนาวๆ พอเข้าช่วงฤดูหนาว ดอกไม้จะมีให้เห็นได้น้อยมาก ส่วนมากก็จะเห็นแต่หิมะขาวไปหมด ซึ่งต่างจากประเทศไทย เพราะในช่วงหน้าหนาว จะเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้จะบานมากกว่าปกติ... เพราะประเทศไทยยังมีแสงแดดรวมถึงอุณหภูมิก็เหมาะสมนั่นเอง พอดีผมไปเยี่ยม "เหล่ากู๋" มา ซึ่งอยู่แถวพระประแดง และภรรยาของแกซึ่งผมเรียกว่า "เหล่ากิ๋ม" เป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้ รวมถึงดอกไม้ต่างๆ ด้วย


คำว่า "กู๋" นั้นเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า น้าชาย (น้องชายของแม่) ส่วน "กิ๋ม" ก็คือน้าสะใภ้ (ภรรยาของอากู๋) ในภาษาไทยครับ และถ้าหากเราเติมคำว่า "เหล่า" เข้าไปข้างหน้า "กู๋" เป็น "เหล่ากู๋" นั่นก็จะทำให้ รุ่น หรือ เจนเนอเรชั่น (Generation) นั้นเปลี่ยนแปลงไป แทนที่จะเป็นน้องชายของแม่ของเรา ก็จะกลายเป็นน้องชายของยาย (แม่ของแม่) นั้นเอง แต่ไม่รู้ว่าภาษาไทยจะเรียกว่าอะไรดี น้องชายของคุณยายของเรา แต่คนจีนเรียกว่า "เหล่ากู๋" และภรรยาของ เหล่ากู๋ ก็จะเป็น เหล่ากิ๋ม นั่นเองครับ


ซึ่งการไปเยี่ยม เหล่ากู๋ และ เหล่ากิ๋ม ในครั้งนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสไปเก็บรูปดอกไม้สวยๆ มาฝากกันด้วย แต่อย่าถามว่าชื่อดอกอะไรนะครับ ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าถ้าดอกไม้ไหนที่ผมรู้จักผมจะโน๊ตชื่อเอาไว้ให้ครับ แต่ถ้าไม่รู้จักผมก็จะขอเก็บเป็นการบ้าน แล้วจะหามาตอบให้ในวันหน้า หรือถ้าหากว่าท่านใดพอจะทราบชื่อดอกไม้ที่ผมไม่รู้จัก จะช่วยแนะนำผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ขอเริ่มเลยนะครับ




ขอบขอบคุณเหล่ากู๋ กับเหล่ากิ๋มที่เอื้อเฟื้อสถานที่สำหรับถ่ายรูป และเป็นกำลังใจให้เหล่ากิ๋มด้วยครับ

By: K.C.A.N

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม


กลิ่นไอทะเล มิตรภาพอันอบอุ่น และอาหารที่แสนอร่อย...




ไม่ได้มาเสียนาน กับดอนหอยหลอด เมืองสมุทรสงคราม กับทริปเที่ยว 1 วันเพื่อไปเลี้ยงส่งน้องคนหนึ่งที่กำลังจะกลับไปคลอดลูกที่ประเทศญี่ปุ่น และก็คงจะอีกหลายปีกว่าที่จะกลับมา เพราะว่าต้องรอให้หลานโตพอที่จะขึ้นเครื่องบินได้ก่อน งานนี้เลยต้องเลี้ยงหลานที่อยู่ในท้องให้อิ่มเอม กินเฝื่อเอาไว้เลย จะได้รู้จักว่ารสขาดอาหารไทยนั้นอร่อยขนาดไหน...

กรมหลวงชุมพรฯ
ดอนหอยหลอด ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง สมุทรสงคราม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสันดอนปากแม่น้ำแม่กลองที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทรายมีอาณาบริเวณกว้างประมาณ 3 กิโลเมตร ยาว 5 กิโลเมตร มีหอยหลอด เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว กล่าวคือ เป็นแหล่งที่มีหอยหลอดชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งน้องๆ เขาเลือกที่จะมาที่ดอนหอยหลอด เพราะว่าอยากจะกินอาหารทะเล และไม่ไกลมากนักเพราะว่ามีคนท้องอ่อนๆ มาด้วย ก็เลยเลือกมาที่นี่กัน โดยจากบ้านผมที่อยู่แถวๆ รังสิต ก็ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2ชั่วโมงก็ถึง โดยที่กลุ่มของน้องๆ เขาล่วงหน้ามากันก่อน ส่วนผมและภรรยาก็ขับรถตามมาทีหลัง โดยออกจากบ้านประมาณ 9โมงเช้านิดๆ  ใช้ถนนวิภาวดี - รังสิต มาขึ้นทางด่วนแถวๆ ดินแดง ใช้ทางด่วนขั้นที่ 1 ข้ามสะพานพระราม 9 ไปลงที่ถนนพระราม 2 แถวๆ บางมด หลังจากนั้นก็วิ่งตามถนนพระราม 2 ผ่าน มหาชัย, สมุทรสาคร ข้ามแม่น้ำท่าจีน ขับไปเรื่อยๆ จนถึงบางแก้ว ซึ่งก็จะมีป้ายบอกตลอดทางครับ รับประกับว่าไม่หลงแน่นอน เมื่อมาถึงดอนหอยหลอด สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ แวะนมัสการศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ก่อน จากนั้นก็เดินชมบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งก็มีร้านขายสินค้าพื้นเมือง เช่น อาหารทะเลแห้ง อาหารทะเลสดหลายอย่างมากมาย หลังจากที่สาวๆ เดินปรึกษากันแล้วก็สรุปว่าได้เวลาหาของ อร่อยๆ กิน ซึ่งแถวนี้ก็มีร้านอาหารให้เลือกหลายร้าน โดยคณะของเราก็เลือกเข้าร้านๆ หนึ่ง บริเวณที่เห็นวิวทะเลสวยๆ โดยนั่งกินกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ 11ครึ่งเห็นจะได้  อาหารที่ไม่ควรพลาดก็น่าจะเป็นหอยหลอดผัดฉ่า ยำหอยหลอด และก็ตามมาด้วยอาหารทะเลอีกชุดใหญ่ ทั้งปลากระพงทอดน้ำปลา ปลาหมึกไข่ย่าง กุ้งอบวุ้นเส้น ต้มยำทะเล และอื่นๆ อีกหลายจาน จนกินกันแทบไม่ไหว นั่งกินไปคุยกันไป ทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ เรื่องอดีต เรื่องอนาคต ไม่รู้ว่าสาวๆ ไม่กลัวเสียหุ่นกันหรือยังไง ? คุยกันไป กินกันไป ก็หมดทุกอย่างแฮ้ ! สุดยอด ฮ่าๆๆๆ

ช๊อปสนุก !

หลังจากเสร็จจากอาหารมื้อหลัก เวลาตอนนั้นก็น่าจะเกือบบ่าย 2โมง ก็ต้องออกกำลังแบบเบาๆ เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร โดยสาวๆ ก็เริ่มเดินช๊อปปิ้งกัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนสุดๆ แต่ก็ไม่ระคายผิวของคุณๆ ทั้งหลายรวมทั้งคุณภรรยาของผมด้วย... เพราะว่ามันคุ้มกับการที่ได้เดินซื้อในสิ่งที่อยากได้ หลังการที่เดินกันประมาณ ครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ก็เริ่มที่จะหิวน้ำกันอีก ก็เลยแวะเข้าไปหากาแฟสดกินกันเพื่อดับกระหาย ซึ่งบรรยายกาศในร้านก็แต่งแบบให้นั่งดื่มกาแฟและดูวิวทะเลกันไปพร้อมกัน รวมถึงมีมุมต่างๆ จัดไว้ให้เก็บรูปถ่ายเป็นที่ระลึกกันด้วย ซึ่งสาวๆ เองก็ไม่พลาดอยู่แล้วงานนี้  เรานั่งกันชิวๆ จนเวลาล่วงเลยไปถึงบ่าย 3 โมงกว่าๆ เราก็ออกจากร้านกาแฟมาที่รถ ซึ่งฝากจอดเอาไว้ที่ร้านอาหาร แล้วเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งผมก็กลับมาถึงบ้านประมาณ 5โมงเย็นนิดหน่อย เป็นทริป 1 วันที่อิ่มมากๆ วันนั้นงดอาหารมื้อเย็นเลย เพราะว่ายังอิ่มอยู่

แก๊งค์คุณแม่

อีกมุมสบายๆ ในร้านกาแฟ

อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ
มีสิ่งที่สังเกตุเห็นในวันนั้นก็คือ ขนาดเป็นวันเสาร์ แต่คนเยอะมากพอสมควร ถ้าหากว่าเป็นวันอาทิตย์ คนน่าจะเยอะมากกว่านี้อีก ดีใจแทนประเทศไทย แสดงว่าคนไทยเรายังมีกำลังซื้อ กำลังเที่ยวอยู่... แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม 
BY: K.C.A.Nhttp://kcan9.wordpress.com

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อดีต ปัจจุบัน อนาคต พลังงาน...

อดีต ปัจจุบัน อนาคต พลังงาน...

ผมบอกกับลูกสาวผมบ่อยๆ พวกเขาน่ะเป็นรุ่นที่น่าจะโชคร้าย... คือเป็นรุ่นที่ช่วงต้นของชีวิตค่อนข้างจะสะดวกสบายเพราะว่ามีไฟฟ้า มีรถยนต์ ซึ่งใช้น้ำมันมาอำนวยความสะดวกตั้งแต่เกิด แต่ช่วงปลายของชีวิตเขาจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เพราะว่าน้ำมันกำลังจะหมดโลก ในอีก 50-60ปีข้างหน้า ซึ่งตอนนั้นรุ่นผมคงตายจากโลกนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ผมบอกเขาว่ารุ่นแม่ผม (ย่าของเขา) เป็นรุ่นที่ค่อนข้างจะโชคดีมาก คือรุ่นของแม่ผม ตอนต้นของชีวิต ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องจุดเทียนบ้าง จุดตะเกียงบ้าง พัดลม ทีวี ตู้เย็น แอร์ ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีให้เห็น ดีที่สุดก็คือวิทยุ ซึ่งแม่ผมก็เล่าให้หลานๆ ฟังอยู่เหมือนกัน เวลาเข้าห้องน้ำ ก็ต้องจุดตะเกียงแล้วถือไป หลังจากนั้นก็ค่อยๆ มีไฟฟ้าเข้าไปก็เริ่มจะสะดวกสบายขึ้น จนมาถึงรุ่นของผมซึ่งถือว่าเป็นรุ่นโชคดีนิดหน่อย กล่าวคือ เป็นยุคทองของการเผาผลาญน้ำมันโดยแท้จริง ตอนที่ผมจำความได้ที่บ้านก็มีไฟฟ้าใช้แล้วหมายถึงหลอดไฟ หลอดนีออนก็มีแล้ว มีพัดลมใบพัดเหล็ก แต่ทีวีขาวดำรุ่นหลอดภาพรู้สึกว่าจะมีตอนผมอายุสัก 6ขวบเห็นจะได้  ราคาน้ำมันสมัยผมเป็นเด็กๆ รู้สึกว่าจะลิตรละไม่ถึง 10บาท น่าจะอยู่ 7-8บาทเท่านั้น รถยนต์ก็มีใช้แล้วแต่ว่าไม่ค่อยเยอะมากเหมือนอย่างในปัจจุบัน สมัยก่อนบ้านผมยังไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ยังต้องอาศัยรถเมล์ กับการเดินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะเดินไกลมาก วันหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 5กิโลเมตร จากโรงเรียนมาบ้าน และจากบ้านไปโรงเรียน ซึ่งตอนต้นชีวิตของผมก็ไม่ได้สบายมาก แต่ผมก็รู้สึกว่าน่าจะสบายกว่ารุ่นที่แม่ผมเป็นเด็กแน่ๆ แต่ว่ารุ่นลูกสาวผม เดิน 800เมตร จากที่บ้านมาหน้าหมู่บ้านก็บ่นมากมาย มีคนเคยบอกว่า ถ้าหากว่าตอนต้นชีวิตเราลำบาก มากๆ แต่ตอนปลายชีวิตเราสบายขึ้นก็จะดีมาก แต่ถ้าหากว่าตอนต้นชีวิตของเราสบาย แต่ต้องลำบากตอนบ้านปลายชีวิตนี่ก็ดูน่าจะลำบากเหมือนกัน ตอนนี้ลูกสาวอายุ 10ขวบ ราคาน้ำมันอยู่ลิตรละ 35-40บาท อีก 10ปี ราคาน้ำมันจะเพิ่มเป็น 2เท่า แล้วตอนที่เขาอายุ 60 น้ำมันจะลิตรละเท่าไหร่นะ หรือว่าอาจจะหาดูได้เฉพาะในพิพิธภัณท์เท่านั้น... แต่ถ้าหากว่าคนๆ นั้นสามารถที่จะเข้าใจถึงอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไรก็คงจะอยู่สู้กับมันต่อไปได้ ดังนั้นผมก็เลยพยายามที่จะบอกลูกสาวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เขาเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต และเขาควรที่จะทำยังไง ช่วยกันคิดค้นหาพลังงานทดแทน แต่รู้สึกว่าจะเป็นงานใหญ่เกินไปสำหรับลูกสาวผมในตอนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสามารถที่จะทำได้ในตอนนี้ก็คือช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่ออนาคตของเขาเอง

มันเป็นเรื่องที่จริง ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต คือจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เหมือนรุ่นแม่ผมตอนเป็นเด็กๆ อีกครั้งหรือไม่ เมื่อไม่มีน้ำมัน แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินอยู่...

 ช่วยกันประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หาดดงตาล, สัตหีบ

ย่ำค่ำ@หาดดงตาล, สัตหีบ

ในเวลาที่เมืองไทยเราอากาศร้อนสุดๆ ทะเลยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ด้วยลมที่พัดตลอดเวลาทั้งที่ลมที่พัดมานั้นบางครั้งก็อุ่นๆ เวลาที่สัมผัสกับผิวหนังเราแต่ทว่าก็ยังดีกว่าไม่มีลมเลย หรือต้องอาศัยพัดลมมาทำให้เกิดลม ธรรมชาตินี่ก็แปลก ทำให้เกิดลมตลอดเวลาได้ยังไงนะ โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลยสักหน่วย... ลมบก ลมทะเล ความกดอากาศสูง ความกดอากาศต่ำ คนเรากำลังตามธรรมชาติหรือกำลังฝืนธรรมชาติอยู่กันแน่ พวกฝรั่งมันนำเรามาถูกทางแล้วจริงๆ หรือ เราถึงต้องเดิมตามเขา ตลอด . . .


It is very hot in Thailand, The Beach is still popular for visitor to rest. Because of  the free wind from the sea that no need to pay any electric fee not same as electric fan or air condition...
How the nature produce continuous wind ? Are human on following the natural or go against natural.


วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึกไว้ สงกรานต์ 2555

     และแล้ววันสงกรานต์ปีนี้ก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก วันหยุดติดต่อกัน 5วันทำไมมันช่างรวดเร็วขนาดนี้ อย่างที่เขาว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ แต่สำหรับผมแล้ว เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการขับรถ และขับรถ ปีนี้เราออกจากบ้านกันวันที่ 12เม.ย. ประมาณ หกโมงกว่าๆ เจ็ดโมงเช้า เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ ไปสวัสดีปีใหม่แม่ของภรรยาน้องชาย ที่เมื่อครั้งน้ำท่วมเราได้พาแม่, น้องสาวและลูกสาวไปฝากเอาไว้กว่าสองเดือน (และเฝื่อว่าปีนี้อาจจะต้องขอรบกวนอีกครั้ง...) แต่ตามที่คาดเอาไว้ว่ารถจะต้องติดแน่ๆ ก็เป็นไปตามคาด สระบุรีก็ยังเป็นจุดที่รถติดมากๆ โดยเฉพาะช่วงจากเส้นบายพาส ไปจนถึงร้านครูต้อ แถวมวกเหล็ก ก็ใช้เวลาไปกว่า 2ชม.และก็ค่อยๆ ไหลตามๆ กันไป กว่าจะผ่านแยกโชคชัย เพื่อมุ่งหน้าไปบุรีรัมย์ ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่า ซึ่งวันนั้นไปศรีสะเกษก็ประมาณ 6โมงครึ่งเห็นจะได้ สรุปว่าขับรถไป 12.5ชม. พอไปถึงแม่เขาก็เตรียมหมูกระทะเอาไว้ต้อนรับเลย หิวๆๆๆๆ หลังจากอาหารเย็นกันแล้วก็นั่งคุยกัน เพื่อรอลูกชายอีกคนของแม่เขาที่กำลังจะมาถึง จนเกือบ 4ทุ่มถึงแยกย้ายกันเข้านอน แน่นอนว่าหลับเป็นตาย แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวก็ตาม แต่เนื่องจากเหนื่อยจากการเดินทาง

เช้าวันรุ่นขึ้น13เม.ย. ก็ต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมของไปตักบาตรที่ทางจังหวัดจัดขึ้นเนื่องในวันสงกรานตร์ ซึ่งทางศรีสะเกษก็จัดอยู่ที่ศาลหลักเมือง เวลาประมาณ 7-8โมงเช้า บรรยายกาศก็เหมือนกันกับในทุกจังหวัดที่เคยไปมา แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มาตักบาตรที่นี่ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้มาตักบาตรวันสงกรานต์ หลังจากที่ตักบาตรแล้ว ก็ต้องแวะไปตลาดเพื่อหาของใส่ท้องกันก่อนที่จะลุยกันต่อ ที่ศรีสะเกษนี่ก็มีของอร่อยๆ เยอะเหมือนกัน เราก็ได้ห่อหมกปลา ปลาเผาเกลือ กาแฟ ปาท่องโก๋ และอื่นๆ   มากมาย... กับไปกินกันที่บ้าน ซึ่งแม่เขาก็เตรียมข้าวเหนียวร้อนๆ เอาไว้รออยู่แล้ว หลังจากอาหารเช้าแล้วเราก็ต้องออกไปเที่ยววัดกันเฝื่อได้ช่วยขนทรายเข้าวัด  วัดที่แม่เขาแนะนำก็คือวัดพระธาตุเรืองรอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมาก ประมาณไม่เกิน 10กิโลเมตรจากบ้าน แม่บอกว่าเป็นวัดที่สวยวัดหนึ่งของศรีสะเกษ ซึ่งก็สมคำร่ำรือครับ ที่เป็นจุดเด่นก็เห็นจะเป็นองค์พระธาตุ ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่า แม่ผมเห็นแล้วยังบอกเลยว่าเมืองไทยมีวัดสวยๆ อยู่อีกเยอะจริงๆ ที่ยังไม่ได้ไปโชคดีที่ได้มา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีมากมาก มีนักท่องเที่ยว และชาวบ้านแถวๆ นั้นเดินทางมากันเป็นจำนวนมาก โชคดีที่เราไปเช้ากว่าเขาคนเลยไม่เยอะมาก ที่วัดนี้ ทำให้เรารู้ว่า ศรีสะเกษมีชนอยู่ 4เผ่าด้วยกัน คือ ลาว, เขมร, ส่วย,  และไทย อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
 

จนเป็นจังหวัดศรีสะเกษในทุกวันนี้ เราอยู่ที่วัดกันประมาณ 2 ชม. ซึ่งคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราก็กลับมาที่บ้าน ซึ่งคุณแม่ของภรรยาน้องชายก็เตรียมอาหารกลางวันเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็จะมีลูกชิ้นทั้งหลาย ทั้งทอดกรอบๆ ชุบแป้งก่อนทอด ลวกจิ้ม และอื่นอีกมากมาย ทั้งลูกชิ้นหมู ไส้กรอก  เกี้ยวทอด แม่เขาบอกว่าเป็นร้านเก่าแก่ของศรีสะเกษเลย เขาขายลูกชิ้นอย่างเดียวแต่รวยมากๆๆๆๆ ซึ่งก็กินกับข้าวเหนียวได้อย่างอร่อยเลยทีเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำจิ้มสูตรเด็ดของเขาอร่อยและเข้มข้นมากที่เดียว เที่ยงกว่าๆ เด็กๆ ก็ขอออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งน้องชายผมก็จัดหนักให้โดยยืมรถกระบะจากคุณอา แล้วขนอุปกรณ์เล่นน้ำให้อย่างครบครัน ทั้งกะละมัง, ถังน้ำพลาสติกขนาดใหญ่อีก 2ใบ, ปืนฉีดน้ำ, ขันน้ำ หลังจากนั้นก็ให้ลูกสาวผม 2 คน หลานอีก 2-3คน รวมถึงภรรยาของผมด้วย ก็นั่งท้ายกระบะกันออกไปตะลุยเล่นสงกรานต์ โดยมีน้องชายผมเป็นสารถีและมีแม่ผมไปดูบรรยายกาศด้วย ส่วนผมก็ขอตัวนอนต่อเพื่อเก็บแรงเอาไว้ขับรถ เพราะว่าจะต้องไปหาน้าชายของภรรยาผมที่จังหวัดยโสธร ในตอนเย็นวันเดียวกันนี้ เมื่อเด็กกลับกันมาประมาณบ่าย 3โมง ผมก็รู้สึกทันทีว่าลูกสาวทั้งสองรวมทั้งคุณภรรยาของผมผิวคล้ำขึ้นแบบทันตาเห็นเลยทีเดียว โชคดีที่ใบหน้าแต่ละคนมีแป้งหรือดินสอพองเคลือบเอาไว้ไม่อย่างนั้นคงดูเข้มแน่ๆ เมื่อคุณๆ ทั้งหลายอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดกันเสร็จสับเรียบร้อย เรา 4คน ก็ของลาทั้ง แม่ผม และแม่ภรรยาของน้องชายเพื่อไปต่อกันที่จังหวัดยโสธร โดยใช้เส้นทางผ่านอำเภอราษีไศล, อำเภอมหาชนะชัย, อำเภอคำเขื่อนแก้ว, เข้าสู่จังหวัดยโสธร ระยะทางก็ประมาณ 100กม. เศษๆ มาถึงยโสธรก็ประมาณ 5โมงครึ่งเห็นจะได้ พอดีกับทางลูกพี่ลูกน้องของภรรยากำลังจะออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ เด็กๆ ก็เลยรีบเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะอย่างรวดเร็วรวมทั้งคุณภรรยาของผมด้วย ปล่อยให้ผมนั่งดื่มกันคุณน้าผู้ชายกันสองต่อสอง กว่าจะกลับกันมาก็ประมาณทุ่มเศษๆ ถึงจะได้กินอาหารเย็นกัน วันนั้นเด็กๆ ก็เข้านอนกันแต่หัวค่ำปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่ กับน้าๆ นั่งคุยกันจนเกือบจะ เที่ยงคืนเห็นจะได้ถึงจะแยกย้ายกันไปนอน เพราะว่าไม่ได้พบกันตั้งปีกว่า...

วันที่ 14 ตามแผนที่วางไว้คือเราจะออกเดินทางจากยโสธรไป จังหวัดมหาสารคามเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคุณยายพุธ, พ่อวิชัย แม่สุภาพ และน้าอีก 2 คนในต้นเช้า ที่วัดอภิสิทธิ์ในตัวจังหวัดมหาสารคาม แต่ว่าด้วยเมื่อคืนนอนกันดึกและก็มีการดื่มกันมากไปหน่อยเลยตื่นสายกันเล็กน้อย และกว่าจะรอให้ทุกๆ คนตื่นมาพร้อมหน้าพร้อมตากันก็เกือบจะ 9โมงเช้า หลังจากที่กินข้าวเช้า แล้วก็ไปตลาดกันในเมืองยโสธร เพื่อซื้อของไปทำบุญ แต่ด้วยที่ว่าเขาจัดงานสงกรานต์กัน รถติดมากมาย ระยะทางหนึ่งกิโลใช้เวลาไปเกือบ 1ชัวโมง กลับรถก็ไม่ได้ มีแต่รถกระบะเต็มไปหมด ต้องค่อยๆ ไหลตามเขาไปเรื่อยๆ วันนั้นกว่าจะออกเดินทางจากยโสธรก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่าๆ ระยะทางจากยโสธรไปมหาสารคามก็ประมาณ 100กว่ากิโลเมตรเหมือนกัน ใช้เส้นทางผ่านอำเภอเสลภูมิ, อำเภอธวัชบุรี, เมืองร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ใช้เวลาเดินทางอีก ประมาณชั่วโมงเศษ ไปถึงมหาสารคามกันบ่าย 2โมงกว่าๆ ก็รีบตรงไปที่วัด นิมนต์พระมาทำพิธี กว่าจะเสร็จก็บ่าย 3โมงกว่าๆ หลังจากนั้นคุณน้าก็ชวนไปกินข้าวเที่ยงโดยไปกินแจ่วฮ้อนกันที่ร้านดังในมหาสารคามซฃึ่งอยู่ใกล้ๆ ทางไปมหาลัยมหาสารคาม หลังจากนั้นก็มาแวะที่ Big C มหาสารคาม เพื่อกินน้ำแข็งใส และภรรยาผมจะซื้อของฝากให้คุณน้าเข้าด้วย แล้วจึงร่ำลาน้าๆ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพกันในคืนนั้น ตามแผนที่วางไว้ว่าจะมานอนค้างที่แถวๆ โคราชกันอีกคืน เพื่อป้องกันเรื่องรถติดเหมือนขาไปอีก แต่ทว่าฟ้าฝนไปเป็นใจ เราออกเดินทางจากมหาสารคาม มาที่อำเภอบรบือ ตอนนั้นน่าจะประมาณ 5โมงเกือบ 6โมงเย็น ฝนก็ตกอย่างหนักมาตลอดทาง รวมทั้งลมก็แรงมากด้วย ผมเองก็ขับๆ หยุดๆ กว่าจะมาถึงที่อำเภอบ้านไผ่ ก็ประมาณทุ่มเศษๆ แต่ฝนก็ลดลงบ้างแต่ลมยังแรงอยู่มาก สังเกตุจากต้นไม้ริมถนนเหมือนว่ามันจะล้มลงมาเลย รวมทั้งรถของผมก็เหมือนจะปลิว ต้องออกแรงดึงพวงมาลัยเป็นช่วงๆ ที่ลมปะทะรถแรงๆ พอใกล้อำเภอพล ฝนก็ตกกระหน่ำลงออกอีกครั้งอย่างหนัก ผมกลัวว่าลูกเห็บจะตกแล้วกระจกรถจะแตก และก็กลัวว่าต้นไม้จะล้มทับรถด้วย เลยบอกลูกๆ หาที่พักดีกว่า ตอนนั้นน่าจะประมาณ 2ทุ่มนิดๆ เห็นจะได้ เราเลยหาที่พักกันแถวๆ เมืองพล อากาศคืนนั้นเย็นผิดปกติ น่าจะเป็นพายุฤดูร้อน เด็กๆ เองก็พึ่งเคยเห็นว่าฝนตกหนักขนาดนี้ ขนาดเปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์ที่เร็วสุดแล้วยังมองไม่ค่อยเห็นถนนเลย...
วันที่ 15 อากาศแจ่มใส เหมาะกับการเดินทางกลับบ้าน ด้วยความที่เราพักห่างจากเป้าหมายที่วางเอาไว้ค่อนข้างไกลก็บอกกับเด็กๆ เอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะต้องออกจากที่พักกันเช้าหน่อย กลัวว่ารถจะติดแถวๆ ปากช่อง, กับมวกเหล็กสระบุรี อยากให้ไปถึงปากช่องสักก่อนเที่ยง... เด็กๆ เองก็เข้าใจวันนั้ันตื่นกันแต่เช้า แล้วก็อาบน้ำอาบท่ารอกัน แต่คนที่ช้าทีสุดก็ยังเป็นคุณภรรยาผมเหมือนเดิม... เราออกจากที่พักกันประมาณ 8โมงเช้า แวะกินข้าวเช้ากันแถวๆ เลยเมืองพลออกมานิดหน่อย ซึ่งก็เป็นอาหารยอดนิยมของเด็กๆ นั่นก็คือไข่กระทะนั่นเอง จากนั้นเราก็เดินทางกันยาวๆ เลยจะกระทั่งมาพักอีกครั้งที่ อำเภอปากช่อง ที่ไร่สุวรรณ ประมาณ 11:00โมง เพื่อแวะซื้อของฝากกันนิดหน่อย เรามาถึงที่ไร่สุวรรณก่อนเที่ยง เลยยังมีน้ำข้าวโพดที่เขาร่ำรือกันว่าอร่อยมากมาย ก็เลยซื้อกลับไปลองชิมดูด้วย ปกติมาทีไรหมดทุกที เพราะเขาบอกว่าขายแค่ครึ่งวันเช้าเท่านั้นเอง วันนี้โชคดีมากเลย หลังจากที่ได้ข้าวโพดเข้าไปคนละ 2-3ฝัก และถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งตรงกลับบ้านเลย โดยมาถึงที่บ้านกันประมาณบ่าย 2โมงนิดๆ อย่างปลอดภัย เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางเที่ยวสงกรานต์ปี 2555 หมดกับค่าน้ำมันรถไป 4,xxxบาท แต่ก็ยังมีความสุข . . .
บางครั้งการแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ปีละซักครั้งก็เป็นอีกหนึ่งสีสันของคนไทยเหมือนกัน... ถ้าน้ำมันราคาถูกรถคงจะติดมากกว่านนี้แน่ๆ ดีที่รัฐบาลรู้ทันเลยขึ้นราคาน้ำมันให้แพงไว้ก่อน...

 BY: K.C.A.N trading
https://picasaweb.google.com/110204195696385618098/Songkarn2555#

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

กว่าจะมาถึงวันนี้

17/มี.ค./2555
     ตำแหน่งพ่อ และแม่ เป็นตำแหน่งที่สมัครแล้วลาออกไม่ได้ไปจนตลอลชั่วชีวิต และก็ต้องทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ให้ดีที่สุดด้วย วันนี้ลูกสาวคนโตเรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 ผมเองในฐานะพ่อ ก็ดีใจ ที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาในระดับหนึ่ง สามารถที่จะส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือจนจบระดับชั้นประถม 6 นับเป็นบันไดขั้นที่สองในชีวิคของเขา หลังจากที่ได้ผ่านก้าวแรก นั่นก็คือระดับอนุบาลมาแล้ว สมัยเมื่อ 6ปีก่อน สำหรับตัวผมแล้วทั้งสองเหตุการณ์ มันยังอยู่ในความทรงจำเสมอ และมันเหมือนกับว่าเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ในครั้งแรกมาเพียงไม่นาน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งออกจากห้องประชุมมาหาเราและเอาใบวุฒิบัตรมาโชว์เรา  เพียงแต่ว่าทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขนาดและรูปร่างของลูกสาวเราเปลี่ยนไปก็เท่านั้นเอง แต่ในสายตาของพ่อ และแม่ก็ยังคงมองเห็นว่าลูกเรายังเป็นเด็กๆ อยู่นั่นเอง ซึ่งผมคิดว่าสำหรับคุณพ่อ และแม่ท่านอื่นๆ ก็คงจะมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผมเท่าไหร่ จากนี้ไปก็จะเป็นบันไดขั้นที่สามของเขา ที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆ ในการปีนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการหามี่เรียนใหม่ ต้องไปสอบแข่งขันกับนักเรียนคนอื่นๆ นี่ก็ถือเป็นบทชีวิตอีกหนึ่งบทที่ลูกสาวผมจะต้องผ่านมันไป แต่ไม่ว่าจะสอบได้ หรือสอบไม่ได้ก็ตาม ผมและแม่เขาก็ยังคงจะต้องทำหน้าที่พ่อ กับแม่ของเขาต่อไป เขาอยากจะเรียนอะไร โตขึ้นเขาอยากจะเป็นอะไร เราก็คงจะต้องคอยส่งเสริมเขา เป็นที่ปรึกษาให้กับเขา ผมบอกกับลูกสาวเสมอๆ ว่า พ่อกับแม่ไม่อยู่กับลูกไปจนชั่วชีวิตของลูกหรอกนะ ซักวันหนึ่งพ่อ กับแม่ก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และก่อนที่วันนั้นจะมาถึง ก็อยู่ที่ตัวลูกเองว่าอยากจะได้ในสิ่งที่พ่อกับมาจะให้หรือไม่ พ่อกับแม่คงไม่มีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือเอาไว้ให้เหมือนอย่างคนอื่นเขา จะมีให้ก็แต่ความรู้ต่างๆ นั่นเองทั้งในห้องเรียน ทั้งจากประสบการณ์จริงของชีวิต ที่บอกเล่าให้ลูกได้ฟังได้ และลูกก็จงใช้ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับไว้ เลี้ยงดูตัวเองต่อไปในวันที่ไม่มีพ่อ และแม่อยู่ด้วย... 

ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดได้มากน้อยเพียงใด แต่ก็หวังว่าในอนาคต เขาจะสามารถเป็นคนดีและยืนอยู่ในสังคมด้วยขาของเขาเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพ่อและแม่ได้ ปีหน้าเหตุการณือย่างนี้ก็จะกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งสำหรับลูกสาวคนที่สองซึ่งตอนนี้อยู่ชั้น ป.5 และกำลังจะขึ้น ป.6 และปีหน้าเขาก็จะจบป.6 และผมกับแม่เขาก็คงจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอย่างนี้อีกครั้ง และก็หวังว่าจะได้สัมผัสบรรยายกาศแบบนี้ไปจนกระทั่งเขาโตเป็นผู้ใหญ่ เข้าวัยทำงาน และแต่งงานมีครอบครัวไป แต่ตำแหน่ง พ่อ กับแม่ ก็ยังคงอยู่ต่อไป จนกว่าชีวิต จะหาไม่ และก็ไม่รู้ว่าลูกเราจะรู้จักตำแหน่งของลูกหรือเปล่า ว่าจะต้องมีหน้าที่อย่างไร... เพราะตอนนี้หน้าที่ของเขาส่วนใหญ่ก็คือเรียนหนังสือ และนี่ก็คือความหวัง ความฝัน และความทรงจำเล็กๆ จากพ่อคนหนึ่ง ที่มีต่อลูกสาวของเขา และก็เชื่อว่าพ่อกับแม่ทุกคนก็คงจะมีความหวังคล้ายๆ กันกับผมเช่นกัน
และนี่คืออีกหนึ่งบทบันทึก ที่อยากเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำ

BY: K.C.A.N