หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึกไว้ สงกรานต์ 2555

     และแล้ววันสงกรานต์ปีนี้ก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก วันหยุดติดต่อกัน 5วันทำไมมันช่างรวดเร็วขนาดนี้ อย่างที่เขาว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ แต่สำหรับผมแล้ว เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการขับรถ และขับรถ ปีนี้เราออกจากบ้านกันวันที่ 12เม.ย. ประมาณ หกโมงกว่าๆ เจ็ดโมงเช้า เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ ไปสวัสดีปีใหม่แม่ของภรรยาน้องชาย ที่เมื่อครั้งน้ำท่วมเราได้พาแม่, น้องสาวและลูกสาวไปฝากเอาไว้กว่าสองเดือน (และเฝื่อว่าปีนี้อาจจะต้องขอรบกวนอีกครั้ง...) แต่ตามที่คาดเอาไว้ว่ารถจะต้องติดแน่ๆ ก็เป็นไปตามคาด สระบุรีก็ยังเป็นจุดที่รถติดมากๆ โดยเฉพาะช่วงจากเส้นบายพาส ไปจนถึงร้านครูต้อ แถวมวกเหล็ก ก็ใช้เวลาไปกว่า 2ชม.และก็ค่อยๆ ไหลตามๆ กันไป กว่าจะผ่านแยกโชคชัย เพื่อมุ่งหน้าไปบุรีรัมย์ ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่า ซึ่งวันนั้นไปศรีสะเกษก็ประมาณ 6โมงครึ่งเห็นจะได้ สรุปว่าขับรถไป 12.5ชม. พอไปถึงแม่เขาก็เตรียมหมูกระทะเอาไว้ต้อนรับเลย หิวๆๆๆๆ หลังจากอาหารเย็นกันแล้วก็นั่งคุยกัน เพื่อรอลูกชายอีกคนของแม่เขาที่กำลังจะมาถึง จนเกือบ 4ทุ่มถึงแยกย้ายกันเข้านอน แน่นอนว่าหลับเป็นตาย แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวก็ตาม แต่เนื่องจากเหนื่อยจากการเดินทาง

เช้าวันรุ่นขึ้น13เม.ย. ก็ต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมของไปตักบาตรที่ทางจังหวัดจัดขึ้นเนื่องในวันสงกรานตร์ ซึ่งทางศรีสะเกษก็จัดอยู่ที่ศาลหลักเมือง เวลาประมาณ 7-8โมงเช้า บรรยายกาศก็เหมือนกันกับในทุกจังหวัดที่เคยไปมา แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มาตักบาตรที่นี่ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้มาตักบาตรวันสงกรานต์ หลังจากที่ตักบาตรแล้ว ก็ต้องแวะไปตลาดเพื่อหาของใส่ท้องกันก่อนที่จะลุยกันต่อ ที่ศรีสะเกษนี่ก็มีของอร่อยๆ เยอะเหมือนกัน เราก็ได้ห่อหมกปลา ปลาเผาเกลือ กาแฟ ปาท่องโก๋ และอื่นๆ   มากมาย... กับไปกินกันที่บ้าน ซึ่งแม่เขาก็เตรียมข้าวเหนียวร้อนๆ เอาไว้รออยู่แล้ว หลังจากอาหารเช้าแล้วเราก็ต้องออกไปเที่ยววัดกันเฝื่อได้ช่วยขนทรายเข้าวัด  วัดที่แม่เขาแนะนำก็คือวัดพระธาตุเรืองรอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมาก ประมาณไม่เกิน 10กิโลเมตรจากบ้าน แม่บอกว่าเป็นวัดที่สวยวัดหนึ่งของศรีสะเกษ ซึ่งก็สมคำร่ำรือครับ ที่เป็นจุดเด่นก็เห็นจะเป็นองค์พระธาตุ ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่า แม่ผมเห็นแล้วยังบอกเลยว่าเมืองไทยมีวัดสวยๆ อยู่อีกเยอะจริงๆ ที่ยังไม่ได้ไปโชคดีที่ได้มา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีมากมาก มีนักท่องเที่ยว และชาวบ้านแถวๆ นั้นเดินทางมากันเป็นจำนวนมาก โชคดีที่เราไปเช้ากว่าเขาคนเลยไม่เยอะมาก ที่วัดนี้ ทำให้เรารู้ว่า ศรีสะเกษมีชนอยู่ 4เผ่าด้วยกัน คือ ลาว, เขมร, ส่วย,  และไทย อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
 

จนเป็นจังหวัดศรีสะเกษในทุกวันนี้ เราอยู่ที่วัดกันประมาณ 2 ชม. ซึ่งคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราก็กลับมาที่บ้าน ซึ่งคุณแม่ของภรรยาน้องชายก็เตรียมอาหารกลางวันเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็จะมีลูกชิ้นทั้งหลาย ทั้งทอดกรอบๆ ชุบแป้งก่อนทอด ลวกจิ้ม และอื่นอีกมากมาย ทั้งลูกชิ้นหมู ไส้กรอก  เกี้ยวทอด แม่เขาบอกว่าเป็นร้านเก่าแก่ของศรีสะเกษเลย เขาขายลูกชิ้นอย่างเดียวแต่รวยมากๆๆๆๆ ซึ่งก็กินกับข้าวเหนียวได้อย่างอร่อยเลยทีเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำจิ้มสูตรเด็ดของเขาอร่อยและเข้มข้นมากที่เดียว เที่ยงกว่าๆ เด็กๆ ก็ขอออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งน้องชายผมก็จัดหนักให้โดยยืมรถกระบะจากคุณอา แล้วขนอุปกรณ์เล่นน้ำให้อย่างครบครัน ทั้งกะละมัง, ถังน้ำพลาสติกขนาดใหญ่อีก 2ใบ, ปืนฉีดน้ำ, ขันน้ำ หลังจากนั้นก็ให้ลูกสาวผม 2 คน หลานอีก 2-3คน รวมถึงภรรยาของผมด้วย ก็นั่งท้ายกระบะกันออกไปตะลุยเล่นสงกรานต์ โดยมีน้องชายผมเป็นสารถีและมีแม่ผมไปดูบรรยายกาศด้วย ส่วนผมก็ขอตัวนอนต่อเพื่อเก็บแรงเอาไว้ขับรถ เพราะว่าจะต้องไปหาน้าชายของภรรยาผมที่จังหวัดยโสธร ในตอนเย็นวันเดียวกันนี้ เมื่อเด็กกลับกันมาประมาณบ่าย 3โมง ผมก็รู้สึกทันทีว่าลูกสาวทั้งสองรวมทั้งคุณภรรยาของผมผิวคล้ำขึ้นแบบทันตาเห็นเลยทีเดียว โชคดีที่ใบหน้าแต่ละคนมีแป้งหรือดินสอพองเคลือบเอาไว้ไม่อย่างนั้นคงดูเข้มแน่ๆ เมื่อคุณๆ ทั้งหลายอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดกันเสร็จสับเรียบร้อย เรา 4คน ก็ของลาทั้ง แม่ผม และแม่ภรรยาของน้องชายเพื่อไปต่อกันที่จังหวัดยโสธร โดยใช้เส้นทางผ่านอำเภอราษีไศล, อำเภอมหาชนะชัย, อำเภอคำเขื่อนแก้ว, เข้าสู่จังหวัดยโสธร ระยะทางก็ประมาณ 100กม. เศษๆ มาถึงยโสธรก็ประมาณ 5โมงครึ่งเห็นจะได้ พอดีกับทางลูกพี่ลูกน้องของภรรยากำลังจะออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ เด็กๆ ก็เลยรีบเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะอย่างรวดเร็วรวมทั้งคุณภรรยาของผมด้วย ปล่อยให้ผมนั่งดื่มกันคุณน้าผู้ชายกันสองต่อสอง กว่าจะกลับกันมาก็ประมาณทุ่มเศษๆ ถึงจะได้กินอาหารเย็นกัน วันนั้นเด็กๆ ก็เข้านอนกันแต่หัวค่ำปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่ กับน้าๆ นั่งคุยกันจนเกือบจะ เที่ยงคืนเห็นจะได้ถึงจะแยกย้ายกันไปนอน เพราะว่าไม่ได้พบกันตั้งปีกว่า...

วันที่ 14 ตามแผนที่วางไว้คือเราจะออกเดินทางจากยโสธรไป จังหวัดมหาสารคามเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคุณยายพุธ, พ่อวิชัย แม่สุภาพ และน้าอีก 2 คนในต้นเช้า ที่วัดอภิสิทธิ์ในตัวจังหวัดมหาสารคาม แต่ว่าด้วยเมื่อคืนนอนกันดึกและก็มีการดื่มกันมากไปหน่อยเลยตื่นสายกันเล็กน้อย และกว่าจะรอให้ทุกๆ คนตื่นมาพร้อมหน้าพร้อมตากันก็เกือบจะ 9โมงเช้า หลังจากที่กินข้าวเช้า แล้วก็ไปตลาดกันในเมืองยโสธร เพื่อซื้อของไปทำบุญ แต่ด้วยที่ว่าเขาจัดงานสงกรานต์กัน รถติดมากมาย ระยะทางหนึ่งกิโลใช้เวลาไปเกือบ 1ชัวโมง กลับรถก็ไม่ได้ มีแต่รถกระบะเต็มไปหมด ต้องค่อยๆ ไหลตามเขาไปเรื่อยๆ วันนั้นกว่าจะออกเดินทางจากยโสธรก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่าๆ ระยะทางจากยโสธรไปมหาสารคามก็ประมาณ 100กว่ากิโลเมตรเหมือนกัน ใช้เส้นทางผ่านอำเภอเสลภูมิ, อำเภอธวัชบุรี, เมืองร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ใช้เวลาเดินทางอีก ประมาณชั่วโมงเศษ ไปถึงมหาสารคามกันบ่าย 2โมงกว่าๆ ก็รีบตรงไปที่วัด นิมนต์พระมาทำพิธี กว่าจะเสร็จก็บ่าย 3โมงกว่าๆ หลังจากนั้นคุณน้าก็ชวนไปกินข้าวเที่ยงโดยไปกินแจ่วฮ้อนกันที่ร้านดังในมหาสารคามซฃึ่งอยู่ใกล้ๆ ทางไปมหาลัยมหาสารคาม หลังจากนั้นก็มาแวะที่ Big C มหาสารคาม เพื่อกินน้ำแข็งใส และภรรยาผมจะซื้อของฝากให้คุณน้าเข้าด้วย แล้วจึงร่ำลาน้าๆ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพกันในคืนนั้น ตามแผนที่วางไว้ว่าจะมานอนค้างที่แถวๆ โคราชกันอีกคืน เพื่อป้องกันเรื่องรถติดเหมือนขาไปอีก แต่ทว่าฟ้าฝนไปเป็นใจ เราออกเดินทางจากมหาสารคาม มาที่อำเภอบรบือ ตอนนั้นน่าจะประมาณ 5โมงเกือบ 6โมงเย็น ฝนก็ตกอย่างหนักมาตลอดทาง รวมทั้งลมก็แรงมากด้วย ผมเองก็ขับๆ หยุดๆ กว่าจะมาถึงที่อำเภอบ้านไผ่ ก็ประมาณทุ่มเศษๆ แต่ฝนก็ลดลงบ้างแต่ลมยังแรงอยู่มาก สังเกตุจากต้นไม้ริมถนนเหมือนว่ามันจะล้มลงมาเลย รวมทั้งรถของผมก็เหมือนจะปลิว ต้องออกแรงดึงพวงมาลัยเป็นช่วงๆ ที่ลมปะทะรถแรงๆ พอใกล้อำเภอพล ฝนก็ตกกระหน่ำลงออกอีกครั้งอย่างหนัก ผมกลัวว่าลูกเห็บจะตกแล้วกระจกรถจะแตก และก็กลัวว่าต้นไม้จะล้มทับรถด้วย เลยบอกลูกๆ หาที่พักดีกว่า ตอนนั้นน่าจะประมาณ 2ทุ่มนิดๆ เห็นจะได้ เราเลยหาที่พักกันแถวๆ เมืองพล อากาศคืนนั้นเย็นผิดปกติ น่าจะเป็นพายุฤดูร้อน เด็กๆ เองก็พึ่งเคยเห็นว่าฝนตกหนักขนาดนี้ ขนาดเปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์ที่เร็วสุดแล้วยังมองไม่ค่อยเห็นถนนเลย...
วันที่ 15 อากาศแจ่มใส เหมาะกับการเดินทางกลับบ้าน ด้วยความที่เราพักห่างจากเป้าหมายที่วางเอาไว้ค่อนข้างไกลก็บอกกับเด็กๆ เอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะต้องออกจากที่พักกันเช้าหน่อย กลัวว่ารถจะติดแถวๆ ปากช่อง, กับมวกเหล็กสระบุรี อยากให้ไปถึงปากช่องสักก่อนเที่ยง... เด็กๆ เองก็เข้าใจวันนั้ันตื่นกันแต่เช้า แล้วก็อาบน้ำอาบท่ารอกัน แต่คนที่ช้าทีสุดก็ยังเป็นคุณภรรยาผมเหมือนเดิม... เราออกจากที่พักกันประมาณ 8โมงเช้า แวะกินข้าวเช้ากันแถวๆ เลยเมืองพลออกมานิดหน่อย ซึ่งก็เป็นอาหารยอดนิยมของเด็กๆ นั่นก็คือไข่กระทะนั่นเอง จากนั้นเราก็เดินทางกันยาวๆ เลยจะกระทั่งมาพักอีกครั้งที่ อำเภอปากช่อง ที่ไร่สุวรรณ ประมาณ 11:00โมง เพื่อแวะซื้อของฝากกันนิดหน่อย เรามาถึงที่ไร่สุวรรณก่อนเที่ยง เลยยังมีน้ำข้าวโพดที่เขาร่ำรือกันว่าอร่อยมากมาย ก็เลยซื้อกลับไปลองชิมดูด้วย ปกติมาทีไรหมดทุกที เพราะเขาบอกว่าขายแค่ครึ่งวันเช้าเท่านั้นเอง วันนี้โชคดีมากเลย หลังจากที่ได้ข้าวโพดเข้าไปคนละ 2-3ฝัก และถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งตรงกลับบ้านเลย โดยมาถึงที่บ้านกันประมาณบ่าย 2โมงนิดๆ อย่างปลอดภัย เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางเที่ยวสงกรานต์ปี 2555 หมดกับค่าน้ำมันรถไป 4,xxxบาท แต่ก็ยังมีความสุข . . .
บางครั้งการแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ปีละซักครั้งก็เป็นอีกหนึ่งสีสันของคนไทยเหมือนกัน... ถ้าน้ำมันราคาถูกรถคงจะติดมากกว่านนี้แน่ๆ ดีที่รัฐบาลรู้ทันเลยขึ้นราคาน้ำมันให้แพงไว้ก่อน...

 BY: K.C.A.N trading
https://picasaweb.google.com/110204195696385618098/Songkarn2555#