หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำความสะอาดพัดลม ใครๆ ก็ทำได้

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ไม่ต้องไปทำงาน เลยเซ็งๆ เบื่อๆ ตื่นขึ้นมาเปิดเฟสบุ๊คก็ไม่รู้ว่าจะโพสต์อะไร ก็เลยปิด แล้วก็เดินไปจะเปิดพัดลม เห็นว่ามันมีฝุ่นเยอะ เลยเปลี่ยนใจไม่เปิดละ หิ้วมันมาล้างด้วยดีกว่าในระวางทางที่จะเดินออกมาหน้าบ้านก็เห็นลูกสาวเปิดคอมฯ ที่ผมใช้งานอยู่ ก็หนีไม่พ้น เฟสบุ๊ค ตามเคย ก็เลยบอกว่ามาล้างพัดลมช่วยป๊าดีกว่า แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เขาติดเฟสบุ๊กมากกว่าติดพ่อ บอกผมว่าเขาล้างไม่เป็น ผมเองก็แอบโมโหในใจ แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเขาไม่ชอบไม่รักทางนี้ จะไปบังคับเขา เดี๋ยวก็ทะเลาะกันเปล่าๆ สู้สอนคนที่อยากรู้ดีกว่า เลยเป็นที่มาของบล๊อกนี้แหละครับ


ขั้นตอนการล้างทำความสะอาดพัดลมเริ่มจาก ถอดพัดลมออกเป็นชิ้นๆ ตามรูปข้างล่างครับ
ขั้นตอนการถอกนั้นก็ไม่ยุ่งยากมาก มีเพียงไขควงแฉกอันเดียวก็สามารถจะถอดได้แล้วครับ
โดยเริ่มจาก
1) ถอดตระเกรงหน้าออก ซึ่งก็จะมีตัวล๊อกเป็นพลาสติด (แล้วแต่รุ่น) แต่ถอกไม่ยากครับรับรอง
2) ถอดส่วนของในพัด โดยคลายเกลียวตัวล๊อกใบพัดออก
3) ถอดตระเกรงหลังออก ซึ่งก็จะคลายเกลียวตัวล๊อกเป็นพลาสติดที่อยู่พลังใบพัดออก
4) ถอดตัวครอบมอเตอร์ด้านหลังออก โดยส่วนใหญ่จะมีน๊อตยึดอยู่ทางด้านหลังสุด 1ตัว และก็น๊อตตรง     ปุ่มที่กดให้พัมลมส่าย อีก 1ตัว ก็สามารถถอดถอดฝากครอบด้านหลังมอเตอร์ออกได้แล้วครับ
5) จากนั้นก็จะเป็นฝาครอบมอเตอร์ที่อยูด้านหน้า ซึ่งก็จะถูกยึดด้วยน๊อต 3-4ตัว กับโครงของมอเตอร์เป็นอันเสร็จสิ้น

เมื่อถอดออกทุกอย่างแล้วก็จะสามารถแบ่งพัดลมออกเป็น 2ส่วนใหญ่คือ
1) ส่วนที่สามารถล้างได้ด้วยน้ำ
2) ส่วนที่ไม่สามารถล้างด้วยน้ำได้ นั้นก็คือส่วนที่เป็นระบบไฟฟ้าอันได้แก่มอเตอร์, และสวิทช์ 

รูปข้างบนด้านซ้ายจะเป็นส่วนที่เราสามารถล้างด้วยน้ำได้ครับ ส่วนทางด้านขวานั้นเราจะใช้แปรงในการปัดฝุ่นเอาครับ

ผมจะเริ่มจากส่วนที่สามารถล้างได้ด้วยน้ำก่อน เราก็นำชิ้นส่วนต่างๆ นั้นไปล้างเลยครับ ใช้แปรงผ้าและผงซักฟอกล้างให้สะอาดตามรูปข้างล่างครับ


จากนั้นก็นำไปเช็ดให้แห้ง และก็ตากแดงหรือผึ่งลมให้เแห้งสนิทครับ โดยเฉพาะส่วนที่จะต้องครอบมอเตอร์จะต้องให้แห้งจริงๆ นะครับ เพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกไฟดูด หรือไฟช๊อตเสียหายได้

ในระหว่างรอให้ชิ้นส่วนต่างๆ แห้ง ผมก็จะหันไปทำความสะอาดตัวมอเตอร์โดยใช้แปรงทาสีในการปัดฝุ่นออกจากตัวมอเตอร์ จากนั้นก็ใช้สเปย์หล่อลื่นฉีดตามจุดหมุนต่างๆ เพื่อหล่อลื่น ใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นพลาสติกครับ

เมื่อทุกอย่างแห้งและสะอาดดีแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการประกอบกับอย่างเดิมครับ ซึ่งก็จะตรงข้ามกับตอนที่เราถอดนั่นเอง ขั้นตอนการประกอบกับก็เป็นไปตามรูปข้างล่างครับ
1) ประกอบฝาครอบด้านหน้ามอเตอร์ ต้องมั่นในว่าชิ้นส่วนแห้งสนิท ไม่มีหยดน้ำเกาะอยู่นะครับ
2) ประกอบฝาครอบมอเตอร์ ด้านหลัง อันี้ก็เหมือนกันครับ ดูให้ดีก่อนที่จะประกอบกับตัวมอเตอร์ครับ
3) ใส่ตะแกรงเหล็กด้านหลัง
4) ใส่ใบพัดลม
5) ปิดด้วยตะเกรงเหล็กด้านหน้า เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ



ตอนนี้ก็มาถึงขั้นตอนการทดลองเสียบไฟฟ้าแล้วครับ ว่าพัดลมที่เราทำความสะอาดแล้วจะยังคงทำงานได้ตามปกติหรือไม่ และที่สำคัญเหนืออื่นใดคือระวังไฟรั่วลงโครงเหล็กต่างๆ ด้วย เราอาจจะใช้ไขควงวัดไฟลองแตะดู ตามโครงเหล็กต่างๆ ว่ามีไฟรั่วหรือไม่


เพียงเท่านี้ เราก็จะได้พัดลมที่สะอาด และช่วยประหยัดไฟฟ้าด้วยครับ

By: K.C.A.N

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เที่ยววันแม่แห่งชาติ

สวัสดีครับวันนี้ขอส่งบล๊อกที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ไปมาเมื่อวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา (เดือนที่แล้ว) เป็นจังหวัดเล็กๆ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก อุดมไปด้วยธรรมชาติ ขุนเขา ป่าไม้และน้ำตก นั่นก็คือจังหวัดนครนายกนั่นเอง พอดีว่าน้าสาวของภรรยาอยู่ที่จังหวัดนี้ ก็เลยถือโอกาสมาสวัสดีวันแม่ ซึ่งแม่ของภรรยาผมเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ภรรยาผมอายุได้ 10กว่าขวบ ก็ได้น้าสาวคนนี้แหละที่เลี้ยงเขาต่อมาจนโต ก็เลยนับถือน้าเหมือนแม่คนหนึ่ง หลังจากที่แวะไปสวัสดีคุณน้าแล้ว น้าก็ให้พาเด็กๆ ไปเที่ยวโดยสถานที่แรกที่ไปก็คือ เขื่อนขุนด่านฯ ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนนครนายกมาก เพราะเป็นโครงการพระราชดำริ จากในหลวงของเรา ความจริงผมว่าน่าจะเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งประเทศ ดูบรรยากาศ แล้วแบบว่าสวยมากๆ
Nakornnayok1
ความจริงอยากลงไปนั่งเรือหางยาวเที่ยว แต่บังเอิญวันที่ไปมีฝนตก ก็ตกๆ หยุดๆ คุณภรรยาผมเขาเลยกลัว เพราะว่าเขาว่ายน้ำไม่เป็น... หลังจากที่ลงจากเขื่อนแล้ว คุณน้าก็ตั้งใจจะพาไปเที่ยวน้ำตกนางรอง แต่ว่าคนเยอะมากรถติดบริเวณทางเข้ายาว... เลยกลับรถออกไปเที่ยววัดเพื่อไหว้พระดีกว่า โดยวัดที่คุณน้าแนะนำก็คือวัดสีชมพู (วัดเขาทุเรียน) ซึ่งก็สวยดีครับ หลังจากไหว้พระ ทำสังฆทานเรียบร้อยแล้วก็Nakornnayok2
ต้องแวะไปเยี่ยมชมที่ห้องน้ำของวัดนี้ก็สวยมากคล้ายกับวัดท่าการ้อง ที่อยุธยา ซึ่งห้องน้ำติดแอร์ด้วย จากวัดเขาทุเรียนคุณน้าก็พาไปเที่ยวสวนของคุณน้าซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ ซึ่งเป็นทางผ่านเข้าไปยังสวนของคุณน้า เห็นบรรยายกาศแล้วดีมากๆ ครับดูได้จากรูปข้างล่าง
เห็นแล้วเหมือนไปต่างประเทศ เลยเก็บรูปมาฝากครับ ส่วนบรรยายกาศของสวนคุณน้าก็ไม่ธรรมดาครับ มีธานน้ำไหลผ่านที่ของแกด้วย เหมือนน้ำตกส่วนตัวเลย เป็นวันแม่แห่งชาติที่เรียบง่าย และมีความเป็นธรรมชาติสุดๆ เลยของบันทึกเอาไว้

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ชุดซ่อมกระบอกไฮดรอลิกรถฟอร์คลิฟท์ (Forklift hydraulic cylinder repair kit)

รถฟอร์คลิฟท์ กับระบบไฮดรอลิค

ไฮดรอลิคคือ การใช้ของเหลวเข้ามาช่วยผ่อนแรงต่างๆ ของมนุษย์ในหลายรูปแบบ ซึ่งของเหลวในที่นี้ก็มีตั้งแต่น้ำ น้ำมัน และสารสังเคระห์ต่างๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในลักษณ์ต่างๆ ซึ่งระบบไฮดรอลิกจะมีใช้กันในเครื่องจักรอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย ซึ่งก็รวมถึงรถฟอร์คลิฟท์ด้วย

ระบบไฮดรอลิคที่ใช้ในรถฟอร์คลิฟทืส่วนใหญ่จะเป็นแบบกระบอกไฮดรอลิคครับที่เห็นๆ ตามมาตราฐานรถฟอร์คลิฟท์เลยก็จะมี
1) กระบอกยก
2) กระบอกคว่ำ หงาย
3) กระบอกเลี้ยว (กระบอกเพาเวอร์)

ส่วนที่เป็นออปชั่นที่ประกอบรถอีกมากมาย ได้แก่
1) กระบอกงาเท
2) งาหมุน
3) งาหนีบ
ซึ่งล้วนแต่ใช้กระบอกไฮดรอลิคและระบบไฮดรอลิกแทบทั้งสิ้น

ภายในกระบอกไฮดรอลิคจะประกอบด้วยลูกสูบและซีลยางต่างๆ ที่ใช้ป้องกัน ไม่ให้ของเหลวภายไหลออกมาภายนอกได้ และป้องกันไม่ให้ของเหลวไหลข้ามระหว่างห้องต่างๆ ด้วย
และถ้าหากว่าของเหลว สามารถที่จะวิ่งผ่านภายในห้องต่างๆ หรือรั่วออกมาข้างนอกได้ ระบบก็จะมีปัญหาซึี่งอาจจะทำให้แรงตก กระบอกเคลื่อนที่ช้า
หรือไม่เคลื่อนที่เลย ดังนั้นซีลยางต่างๆ จึงมีความสำคัญเป็นอันมาก และซีลยางเหล่านี้ก็จะมีอายุการใช้
งานในระดับหนึ่ง ซึ่งเราก็ควรที่จะทำการเปลี่ยนเมื่อรู้สึกว่ากระบอกไฮดรอลิคของเราเริ่มเคลื่อนที่ช้าลง ดีกว่าปล่อยจนกระทั่ง ลูกสูบเสียดสีกับกระบอกสูบ จนทำให้ตัวกระบอกสูบเป็นรอยขูด ซึ่งถ้าถึงตอนนั้น เราจะต้องเปลี่ยนทั้งกระบอกสูบเลย เพราะว่าเปลี่ยนเฉพาะซีลยางอย่างเดียว ของเหลวก็ยังคงสามารถเคลื่อนที่ผ่านตามรอยขูดขีด ของผนังกระบอกสูบได้อยู่ดี ดังนั้นในการซ่อมกระบอกไฮดรอลิคจึงสามารถที่จะเปลี่ยนชุดซ่อมได้ เฉพาะเมื่อเสื้อกระบอกสูบไม่เป็นรอยเท่านั้นครับ

ตัวอย่างชุดซ่อมกระบอกเพาเวอร์ (กระบอกเลี้ยว)
 

ตัวอย่างชุดซ่อมกระบอกยก



สนใจชุดซ่อมไฮดรอลิค สำหรับรถฟอร์คลิฟท์ ทั้ง
  - กระบอกเลี้ยว
  - ชุดซ่อมกระบอกยก
  - กระบอกคว่ำ หงาย

Line ID: kitti_kh
Tel : 0841437045

BY : K.C.A.N

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คอมฯ บูตช้า

"ป๊าๆ เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์ไม่รู้เป็นอะไรมันช้ามากเลย เปิดเครื่องกว่าจะใช้ได้ต้องรอตั้งนาน ป๊ามาดูให้หน่อยซิ" งานเข้าแต่เช้าในฐานะตำแหน่ง พ่อ คงต้องเข้าไปหาคำตอบและแก้ไขปัญหาให้ลูก...

ความจริงแล้วผมรู้ว่าลูกสาวเขาอยากจะได้เครื่องใหม่เลย เพราะว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านอายุมันก็ประมาณเกือบ 3ปีเห็นจะได้ ระบบปฎิบัติการยังเป็น Windows XP แต่ผมว่ามันก็ยังใช้งานได้ดีอยู่เลยทีเดียว ความเร็ว CPU 1GHz,  RAM (หน่วยความจำชั่วคราว) ก็ตั้ง 2 gigabytes มันก็ไม่น่าจะแย่มากเท่าไหร่ แต่ที่เครื่องมันช้าก็น่าจะมีสาเหตุมาจากอย่างอื่นแน่ๆ ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ และตั้งสมมุติฐานก่อนครับว่ามันช้าเพราะสาเหตุใดได้บ้าง

1) เครื่องโดนไวรัส พวก Worm และอื่นๆ
2) โปรแกรมที่ถูกเรียกขึ้นมาโดยอัตโนมัติตอนบูตเครื่อง มีแยะมากเกินไป
3) เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ มีฝุ่นจับที่แผ่นระบายความร้อนของ CPU มากเกินไป ทำให้ระบายความร้อนไม่สะดวก ความเร็ว CPU เลยตก (หรือเปล่า) 
แต่เราก็สามารถท่จะตั้งเป็นสมมุติฐานไว้ก่อนได้ครับ เพื่อที่จะทำการทำการตรวจเช็คและแก้ปัญหา ไปทีละข้อ ว่าแต่จะมีสาเหตุอื่นๆ อีกไหมหนอ...
ไม่เป็นไรครับ เราเริ่มจากทำความสะอาดก่อนดีกว่า ก่อนอื่นก็เปิดฝาข้างของเครื่องคอมพิวเตอร์ออก จากนั้นก็ใช้โบเวอร์ (เครื่องเป่าลม) ซึ่งก็ยืมจากรุ่นพี่ที่ทำงานมา เพื่อเป่าทำความสะอาด...
อัยย่ะ ฝุ่นบาน ยิ่งตรงบริเวณพัดลมของตัว CPU ฝุ่นอย่างเยอะ ผมเป่าจนรู้สึกว่าฝุ่นมันเริ่มหายไปหมดแล้ว ก็ปิดฝาเครื่องกลับอย่างเดิม และก็ยกกลับมาต่อกับจอ เมาส์ คีย์บอร์ด เหมือนเดิม แล้วลองเปิดเครื่องดู... อืมมันก็บูตนานจริงอย่างที่ลูกสาวบอก ประมาณเกือบ 3-4 นาทีเห็นจะได้ ทำไมตอนซื้อมาใหม่ๆ มันบูตเร็วกว่านี้เยอะมาก ไม่ถึงนาทีก็พร้อมใช้งานแล้ว แสดงว่ายังแก้ปัญหาได้ไม่ถูกจุดครับ ตอนนี้ผมเริ่มคิดถึงข้อที่ 2 ครับ ส่วนขอที่ 1 ไวรัส ก็ยังไม่ทิ้งนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นไวรัส น่าจะทำให้มันทำงานช้าลงด้วยมากกว่า ไม่ใช่แค่ตอนบูตเครื่องอย่างเดียว อย่างนั้นเราก็ต้องดูที่ด้านขวาล่างของจอภาพ ว่ามีโปรแกรมถูกเรียกขึ้นมาใช้งานเยอะหรือเปล่าปรากฏว่าเป็นไปตามคาด  โปรแกรมเต็มไปหมดถูกเรียกขึ้นมาใช้งาน ทั้งโปรแกรมป้องกันไวรัว โปรแกรมติดต่อสื่สารต่างๆ โปรแกรมที่ทำให้พีซี สามารถเปิด App ของ Android  ได้ โปรแกรม ที่ทำให้เครื่องบูตได้เร็วขึ้น และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้ง Widget ต่างๆ กว่า 20โปรแกรมเห็นจะได้

ในที่สุดก็ เราก็พบสาเหตุของปัญหา ว่าแต่เราจะทำยังไงดี ถอนการติดตั้งโปรแกรมเหล่านั้นทิ้ง ? จะดีหรือเปล่านะ หรือว่าปิดเอาไว้ชั่วคราวก่อนดี ? แล้วลองบูตเครื่องดูใหม่ ว่ามันจะเร็วขึ้นหรือไม่ ?  ขอเลือกวิธีหลังดีกว่าครับ ขี้เกียจทะเลาะกับลูก... วิธีการก็คือ เรียกใช้คำสั่ง msconfig ในช่อง RUN ครับ ซึ่งคำสั่ง msconfig นี้จะทำให้เราสามารถที่จะปรับแต่ง ลักษณะเลือกหรือไม่เลือก ว่าจะให้โปรแกรมอะไรถูกบูตบ้าง

โดยเฉพาะใน แท๊บ START UP (เรื่มต้น) และ SERVICE (โปรแกรมบริการ) ถ้าเราติ๊กเครื่องหมายถูกออก โปรแกรม หรือบริการนั้นๆ จะไม่ถูกเรียกใช้ครับ แต่ปัญหาคือว่า เครื่องคอมพิวเตอร์อาจจะรวนได้ครับ โดยเฉพาะในแท๊บ SERVICE วิธีการของผมคือเลือก SERVICE ที่มาจาก Microsoft ทุกอันครับ เพื่อป้องกันตัว Windows มีปัญหา ส่วนที่ไม่ใช่ของ Microsoft ก็ค่อยมาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ว่าเราจะให้โหลดโปรแกรมอะไรบ้าง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นพวกโปรแกรมป้องกันไวรัสที่จะเลือกเอาไว้ ส่วนที่เหลือก็ติ๊กออกครับ หลังจากนั้ันก็ให้กด APPLY และก็ OK เครื่องขะให้ทำการ รีบูตเครื่องโดยจะสอบถามว่าจะรีบูตเลย หรือว่าจะรีบูตทีหลัง ซึ่งผมก็เลือกที่จะรีบูตเลยครับ...

ว้าว... ครั้งนี้บูตเร็วขึ้นมากครับ ประมาณ 1นาทีกับ 30วินาทีก็พร้อมใช้งานแล้ว โปรแกรมที่เลือกโหลดขึ้นมาก็จะมีแต่โปรแกรมป้องกับไวรัสอย่างเดียว ที่เหลือไม่เลือกเลยครับ หลังจากนี้ก็ต้องทำการ อัปเดต โปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนที่จะให้มันทำการสแกนเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งหมด โดยจะขอเอาไว้เล่าต่อในครั้งหน้าครับ...

BY: KCAN


วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หาดแม่รำพึง ช่วงอาสาฬหบูชา '56

ในที่สุดเราก็ได้มาเสียที "ทะเล" หลังจากที่เป็นโรคเลื่อนมาตั้งแต่โรงเรียนปิดเทอมใหม่ๆ ประมาณปลายเดือนมีนาคม พอดีว่าลูกสาวคนที่สองต้องสอบเข้าเรียนต่อ ม.1 ก็เลยเลื่อนมาเรื่อยๆ จนวันที่รอคอยก็ได้มาถึง นั่นก็คือช่วงวันหยุดยาวอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษานั่นเอง


โดยที่ทางโรงงานที่ภรรยาทำงานอยู่ หยุด 4วัน ตั้งแต่ 20-23 ก.ค แต่สำหรับผมแล้วได้หยุดแค่ 2วัน คือวันที่ 21-22 ก.ค ครับ โดยที่ภรรยาผมเขาได้นัดกับเพื่อนๆ ว่าจะมาเที่ยวเกาะเสม็ดกัน โดยมากันตั้งแต่วันที่ 20 ซึ่งผมเองติดงานเลยไม่สามารถมาได้ เลยให้ลูกสาวคนโตมาแทน ส่วนผม แม่ผม น้องสาว และลูกสาวคนที่สอง จะตามมาในวันรุ่งขึ้น แต่ว่าไม่ได้ข้ามไปเกาะเสม็ด แค่พักบนฝั่งหาดแม่รำพึงครับ เพราะว่ามีทั้งเด็ก คนอ้วน และคนชราครบเลยคิดว่าน่าจะข้ามไปเกาะลำบาก เลยให้ภรรยและลูกสาวคนโตข้ามกลับมาจากเกาะเสม็ด เพื่อมาสมทบกันแทน
เช้าวันที่ 21 เป็นครั้งแรกที่เราออกจากบ้านกับแบบเช้าเวอร์ ไม่ถึง 7โมงเช้าเราก็ออกเดินทางกันแล้วครับ โดยมีลูกสาวคนที่สองทำหน้าที่เนวิเกเตอร์ แทนพี่สาวของเขา ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ดีเลยทีเดียว
เราใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ โดยขับรถทะลุทางเส้นคลอง 4 มาออกเส้นลำลูกกา และขึ้นมอเตอร์เวย์ทางลำลูกา หลังจากนั้นเราก็วิ่งอยู่บนมอเตอร์เวย์ยาวๆ ครับ ผ่าน 2ด่าน คือด่านลาดกระบัง และด่านทับช้าง เรามาถึงจุดพักรถบนมอเตอร์เวย์ ประมาณ 8โมงนิดๆ เพื่อแวะเข้าห้องน้ำ ห้องท่า, เติมน้ำมันรถและ รวมถึงกินข้าวเช้าด้วย เราเลยแวะกันนานนิดหน่อย โดยที่แม่ และน้องสาวเลือกที่จะกินก๋วยจับทรงเครื่อง ลูกสาวเลือกก๋วยเตี๋ยวน้ำ ส่วนผมก็เป็นต้มเลือดหมูกับข้าวเปล่า ซึ่งก็ง่ายๆ ครับ ตบท้ายด้วยกาแฟสด อีกคนละแก้ว ก่อนออกเดินทางต่อ โดยขับรถผ่านด่านพานทอง เป็นด่านสุดท้าย หลังจากที่ออกจากมอเตอร์เวย์ เราก็ใช้เส้นทางสาย 7 ที่เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างชลบุรีกับระยอง เรามาถึงระยองประมาณเกือบ 10โมงเช้า ซึ่งโทรไปถามภรรยาผมแล้ว ก็กำลังจะออกจากที่พัก แต่ว่าจะต้องนั่งเรือประมาณ 45นาที จากเกาะเสม็ดมายังฝัง ผมเลยแวะไปเรื่อยๆ ตลอดทางก่อนที่จะไปยังท่าเรือ ที่จะข้ามไปเกาะเสม็ด ที่บริเวณตลาดเพ ซึ่งก็จะมีบริเวณหาดแม่รำพึง ที่มีการจัดสวนเอาไว้รับนักท่องเทียว นั่งกินลมกันจนท้องอิ่ม ลมพัดตลอดเวลา หลังจากนั้น เราก็แวะที่ อช. เขาแหลมหญ้า ซึ่งต้องเสียค่าบัตรผ่านเหมือนอุทยายแห่งชาติทั่วๆ ไปครับ ผู้ใหญ 40บาท เด็ก 20บาท ผมเองก็ไม่ได้มาเสียนาน น่าจะตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นเลยมั้ง เพราะวิวมันคุ้นๆ แต่ว่าแม่ผม บอกว่าไม่เคยมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะครับ เพราะความจำของแกก็เริ่มเบลอๆ บ้าง ส่วนลูกสาวกับน้องสาวก็มั่นใจเลยว่ายังไม่เคยมาแน่นอน



เราถ่ายรูปและเดินเล่นในอุทยานประมาณใกล้ๆ เที่ยงเห็นจะได้ ภรรยาผมก็โทรมาว่าเรือกำลังจะถึงฝั่งแล้ว ให้รีบมารับได้แล้ว เราก็เลยขับรถออกจากอุทยานฯ มุ่งหน้าไปตลาดเพ ใช้เวลาประมาณ 30นาที เราก็พบกันครบครอบครัว และเราก็หาข้าวเที่ยงกินกัน ก่อนที่จะขับรถย้อนกลับมาหาที่พักแถวๆ หาดแม่รำพึง พร้อมทั้งเล่นน้ำทะเลกัน ตั้งแต่บ่ายๆ จน 5โมงเย็นกันเลย มือไม้เหี่ยวหมด แต่ก็สนุกมาก เพราะไม่ได้เล่นน้ำทะเลมานาน ที่หาดแม่รำพึงนี่ ลมแรงมาก คลื่นเลยเยอะมาก ก็ต้องระวังอย่างมากสำหรับคนที่พาเด็กๆ มาเล่นน้ำด้วยไม่ควรละสายตาครับ


หลังจากเหนื่อยจากการเล่นน้ำเด็กๆ ก็อยากนอนดูทีวีอยู่ที่บ้านพักกับอาม่า และอาโกว ส่วนผมและภรรยาก็ออกมาหาอาหารเย็น ซึ่งก็ต้องเป็นอาหารทะเลครับ ในระหว่างที่รออาหารอยู่นั้น เราก็เดินเก็บบรรยายกาศริมทะเลกัน ตามประสาหนุ่ม-สาว 555


วันรุ่งขึ้น เราออกจากที่พักกันประมาณ 10 โมงกว่าๆ โดยตั้งใจว่าจะไปนมัสการหลวงพ่อโสธร ที่ฉะเชิงเทรากัน แล้วเอาไว้วันหลังจะมาเขียนเล่าให้ฟังต่อนะคร๊าบ... วันนี้ดึกแล้วขอตัวไปนอนก่อนดีกว่า Good night.


วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดพระพี่นางฯ

หายไปเสียนานที่ไม่ได้ส่งบทความ เพราะว่าช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่งเลยทำให้ไม่มีเวลาไปเที่ยวไหนด้วย และไม่มีเวลาพิมพ์ด้วย แต่วันนี้ไข้หวัดรับประทาน สงสัยจะทำงานหนักเกิน ธรรมชาติเลยบังคับให้ได้หยุดบ้าง ก็เลยเอาเวลาว่างๆ มาเล่าประสบการณ์เที่ยวครั้งล่าสุดให้เพื่อนๆ ได้อ่านดีกว่า เฝื่อว่าปลายเดือนนี้จะมีวันพระใหญ่อีกวันหนึ่ง และเพื่อนๆ จะได้ถือโอกาสไปเที่ยวด้วย สถานที่นั้นก็คือ วัดพระพี่นางฯ  หรือวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ครับ... ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ผมได้มีโอกาสพาครอบครัวมาไหว้พระ และท่องเที่ยวที่วัดแห่งนี้เมื่อ 25/05/56 ที่ผ่านมา ด้วยเป็นช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา เป็นวันเสาร์ที่ภรรยาผมหยุดงานด้วย และที่โรงเรียนของลูกๆ ก็บังคับให้มีรูปถ่ายที่ถ่ายกับวัดไปส่งด้วย จึงเป็นที่มาของทริป วัดพระพี่นางฯ นี้

ความจริงเราตั้งใจว่าจะออกเดินทางกันในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาเลย แต่คิดว่าคนที่เดินทางในวันนั้นน่าจะเยอะมากเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว จึงบอกกับเด็กๆ ว่าให้หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และที่พักที่ใกล้ๆ กับที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในวันศุกร์ เด็กๆ ก็หาข้อมูลที่พักมาให้ ผมก็โทรไปจองห้องพัก ซึ่งเป็นรีสอร์จเล็กๆ ในอำเภอท่าตะโก
วันเสาร์ที่ 25/05/56 7โมงเช้าเราก็ออกเดินทางจากบ้าน  โดยแวะกินข้าวเช้ากันแถวๆ มอเตอร์เวย์ ตรงคลองหลวง ประมาณ 1ชั่วโมง หลังจากอิ่มหนัมสำราญกันแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยข้อมูลจากอากู บอกว่าระยะทางน่าจะประมาณ 220 กิโลเมตรกว่าๆ จากจุดที่นั่งทานข้าวเช้า ถึงอำเภอท่าตะโก จังหวักนครสวรรค์ เวลาที่ใช้ในการเดินทางอยู่ที่ประมาณ 2ชั่วโมง 47นาที ถ้าไม่แวะไหนเลยนะครับ แต่ว่าคณะเดินทางของเราก็แวะกันมาตลอดทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องน้ำกับปั๊ม และเรายังแวะที่วัดไชโยวรวิหาร ที่อ่างทองด้วย เพื่อนมัสการและขอพร องค์หลวงพ่อโต ซึ่งผมก็จะแวะแทบทุกครั้งที่มีโอกาสผ่านมาทางอ่างทอง และไม่ได้รีบไปไหน เราออกจากวัดไชโยฯ กันประมาณ 10ครึ่งเห็นจะได้ และก็มุ่งหน้าไปยังวัดพระพี่นางฯ เลย เราไปถึงประมาณ บ่ายโมงนิดๆ ซึ่งบนวัดจะมีโรงทานไว้บริการ ซึ่งเราก็ได้อาศัยโรงทานเติมพลังกัน ก่อนที่จะออกเดินสำรวจภายในวัด ซึ่งอาหารก็จะเป็นข้างต้มกับอาหารเจ ได้แก่ถั่วต้ม, ผักกาดดอง, ต้มเต้าหู้ทอด, และอื่นๆ

วัดพระพี่นางฯ สร้างเป็นรูปเรือลำใหญ่ ตั้งอยู่บนภูเขาไม่สูงมาก ภายในเรือก็จะบรรทุกพระพุทธรูปต่างๆ และเจดีย์ศรีมหาราช ซึ่งภายในเจดย์ จะจะมีรูปปั๊น รัชกาลต่างๆ ตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน และจุดที่นักท่องเที่ยวต้องไม่พลาดนั่นก็คือ เจดีย์ศรีพุทธคยา ซึ่งตั้งอยู่ ณ จุดที่สูงที่สุดของวัดแห่งนี้ โดยเราสามารถที่จะเลือกเดินขึ้น จากทางด้านหลังของลำเรือจะเป็นทางบันได หรือจะนั่งรถขึ้นไปก็ได้ โดยจะมีรถสองแถวของทางวัดบริการนักท่องเที่ยวอยู่ โดยราคาก็อยู่ที่ 20บาทต่อคน (ไป-กลับ) โดยที่ขึ้นรถสองแถวก็จะอยู่ใกล้ๆ กับโรงทานครับ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุมากๆ ทำให้แม่ผมสามารถขึ้นไปถึงข้างบนได้


เราเยี่ยมชม ความงามของวัดจนกระทั่งเวลา บ่าย 3โมงเศษๆ ลูกสาวเดินมาบอกว่า เรายังไม่ได้จ่ายเงินจองที่พักเลยนะ แค่บอกเขาไว้เฉยๆ ถ้าไปถึงเย็นมากๆ อาจจะไม่มีห้องได้ และที่พักที่ดูเอาไว้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนด้วย นั่นก็คือจะต้องขับรถหาด้วย เมื่อลูกสาวทักดังนั้นก็เลยขับรถออกจากวัดมา มุ่งหน้าอำเภอท่าตะโก เพราะว่าที่พักอยู่ที่ในตัวอำเภอ เป็นถนนที่วิ่งระหว่างอำเภอท่าตะโกกับอำเภอเมืองนครสวรรค์ เรามาถึงที่พักกันประมาณ 4โมงเศษๆ ซึ่งห้องที่เราจองเอาไว้ทางเจ้าของก็ยังเก็บเอาไว้ในเราอยู่ครับ หลังจากที่อาบน้ำอาบท่ากันเสร็จเรียบร้อบ ก็มานั่งทานอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารในที่พัก ซึ่งอยู่ติดๆ กับทุ่งนาเห็นพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า และลมที่พัดตลอดเวลา เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิตจริงๆ เรานั่งทานข้าวไปและคุยกันไปว่าพรุ่งนี้เราจะมุ่งหน้าไปจังหวัดนครสวรรค์ ไปเที่ยวอุทยานนกน้ำ บึงบอระเพ็ด และพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืด รวมถึงปากน้ำโพ ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย
บรรยายกาศบริเวณที่พัก อาม่า กับหลานๆ เช้าวันอาทิตย์ก่อนออกเดินทางจากที่พัก เพื่อมุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดเป็นที่สุดท้ายแล้วกัน ก่อนที่จะกลับบ้าน
นครสวรรค์ เราชิวๆ กันมากทานข้าวเช้าซึ่งก็เป็นข้าวต้มที่ทางที่พักจัดเตรียมเอาไว้ให้ เราออกเดินทางกัน 10โมงกว่า เราแวะที่แรกก็คืออุทยานนกน้ำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบึงบอระเพ็ด แต่ว่าภาพที่เห็นก็คือ ไม่มีน้ำซักกะหยอด มีแต้พื้นดินแห้งๆ บางแห่งก็มีหญ้าขึ้น แถมไม่มีนกสักตัวให้เห็น เพราะไม่มีน้ำ ไม่มีปลา นกก็เลยไม่มานั่นเอง งานนี้ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์นก...  ซึ่งก็ทำให้คิดว่าปากน้ำโพ กับตัวบึงบอระเพ็ด ก็คงจะไม่มีน้ำเหมือนกันแน่ๆ เลย ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่คิด เอาไว้ เรามานั่งทานข้าวเที่ยงกันที่ร้านข้างๆ บึงบอระเพ็ด ซึ่งปกติ จะมีฝืนน้ำกว้างใหญ่เป็นฉากหลัง แต่วันที่ไปปรากฎ แต่พื้นดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแทน... ทำให้การไปนครสวรรค์ในครั้งนี้ไม่ค่อยประทับใจ เพราะว่าร้อนมากจริงๆ ขนาดพระอาทิตย์ยังทรงกลดเลย เด็กๆ บอกว่าอยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากไปแวะที่ไหนแล้ว ก็บอกเด็กๆ ไปว่าไหนๆ ก็มาแล้วแวะไป

อาโกวรี่ ที่อุทยานนกน้ำ แต่ไม่มีน้ำเลยไม่มีนก

อุโมงค์กระจกใน พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืด นครสวรรค์

เราออกจากนครสวรรค์กันประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ โดยแวะซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ ก่อนด่ิงตรงกลับมาที่บ้าน ซึ่งปริมาณรถค่อนข้างเยอะ และก็มีอุบัติเหตุ ทำให้รถติดเป็นช่วงๆ ผมขับรถกลับมาถึงบ้านประมาณ 4โมงเย็น ในวันนี้น เป็นการจบทริป นครสวรรค์แบบคาใจยังไงพิกล...

คิดว่าถ้าหากว่าไปช่วงเข้าพรรษานี้ น่าจะสวยกว่าตอนที่ผมไปแน่เลย เพราะว่าฝนตกค่อนข้างบ่อย น้ำในบึงน่าจะเพิ่มได้เยอะ เพื่อนๆ ใครจะไปยังไงกลับมาเล่าให้ฟังบ้างครับ

By : KCAN

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สมุทรสงคราม วัดค่ายบางกุ้ง, อุทยาน ร2, อัมพวา

สมุทรสงครามเป็นจังหวัดทางผ่านจังหวัดหนึ่งเพื่อเดินทางลงภาคใต้ มีสถานที่ที่น่าสนใจอยู่มากมายหลายแห่ง สถานที่ที่เคยไปบ่อยๆ ก็น่าจะเป็น ดอนหอยหลอด ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยงเชิงอาหารการกิน และสัตว์ประจำถิ่นอย่างหอยหลอด แต่ครั้งนี้ที่แวะไปก็คือ วัดค่ายบางกุ้ง วัดที่ครั้งหนึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเคยเสร็จมาพักทัพ และเป็นหนึ่งใน UNSEEN IN THAILAND ด้วยครับ
แต่ที่วันนี้ผมอุตส่าห์ขับรถมาร้อยกว่ากิโลเมตร จากปทุมธานี ก็เพราะว่าได้ทราบข่าวจากรุ่นพี่ที่ทำงานว่า ที่วัดแห่งนี้มีชมรมสมุนไพร และมีสมุนไพรที่สามารถบรรเทาโรคไขข้อให้ดื่มฟรี และมีขายกลับบ้านด้วยให้ลองพาแม่ไปลองดูเฝื่อว่าจะดีขึ้น ความจริงผมเคยมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้แล้วซักเมื่อสามหรือสี่ปีก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่เห็นว่ามีชมรมสมุนไพรใดๆ หรือว่าอาจจะไม่ได้สังเกตุ แต่ไม่เป็นไรครับ ยังๆ วันนี้ผมก็ได้พาแม่ผมกับลูกสาวคนโตมาพิสูจน์ยาสมุนไพรกันครับ เส้นทางที่จะมาวัดแห่งนี้ก็ยังค่อนข้างเป็นธรรมชาติอยู่มากครับ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งถนนหนทางสายบายพาสมีการขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ถนนที่วิ่งเข้าไปด้านในวัดค่ายบางกุ้ง ก็ยังเป็นถนนแบบเดิม ซึ่งผมว่ามันคลาสสิกดี คือเป็นถนนแบบ 2 เลนท์สวนกัน และ2 ข้างทางก็ยังมีสวนผลไม้ให้ได้เห็นกันอยู่ เราไปถึงที่วัดกันเป็นสถานที่แรก ประมาณ 11:00โมงเช้าเห็นจะได้ หลังจากที่ได้เข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อนิลมณี พระประธานในโบถส์แล้ว ก็พาแม่ผมเดินอ้อมไปทางข้างหลังโบถส์ ตามคำบอกกล่าวของรุ่นพี่ที่ทำงาน เพื่อหาหม้อต้มสมุนไพรที่เอาไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว  ซึ่งก็พบจริงๆ มีแก้วไว้พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวได้ทดลองชิมกันเลย ซึ่งผมก็ไปรินมาให้แม่ผมลองชิมดู 1ถ้วย ซึ่งพอแม่ผมชิมจิบแรกเท่านั้น แม่ผมก็บอกว่ามันคือ จับเลี้ยง ของคนจีน แต่ต้มแบบไม่ใส่น้ำตาล ซึ่งคำว่า "จับเลี้ยง" ถ้าจะแปลเป็นภาษาไทยก็คือ "สิบเย็น" หมายถึงสมุนไพรสิบชนิดที่ช่วยให้ภายในร่างกายเย็นลง แก้อาการร้อนในนั่นเอง ส่วนที่ว่าสามารถบรรเทาเกี่ยวกับไขข้อนั้น อาจจะไม่ไม่ตรงเสียทีเดียว แต่ผมเองก็ไม่รู้นะครับเพราะว่าไม่ไดเป็นหมอ หรือเภสัช แต่แม่บอกอ่ะครับ อาจจะสามารถช่วยขับปัสสาวะได้ ซึ่งผมเองก็ได้ชิมดู 1แก้วเหมือนกัน ซึ่งก็เหมือนอย่างที่แม่บอกจริงๆ


แต่ว่าไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ต้องลองซื้อกลับไปต้มกินที่บ้านด้วย เฝื่อว่าจะมีตัวยางอย่างอื่นปนอยู่ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาเกี่ยวกับโรคไขข้อได้ก็เป็นได้ ซึ่งก็จะมีร้านค้าบริเวณด้านหน้าโบถส์ จำหน่ายอยู่ เป็นห่อๆ ละ 130บาทครับ หลังจากที่เสร็จกิจธุระหลักแล้ว ได้ไหว้พระแล้ว รูปก็ถ่ายแล้ว เราก็จะต้องหาที่เที่ยวต่อครับ


ซึ่งก็คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก ตลาดน้ำอัมพา และอุทยาน ร.2 จากที่วัดค่ายบางกุ้ง ขับรถมาอีก 4 -5 กม. ก็จะถึงครับ วันนั้นผมมาถึงที่อุทยาน ร.2 ประมาณบ่ายโมงเศษ ซึ่งก็ไม่สามารถหาที่จอดรถในอุทยาน ร.2 ได้แล้ว... ต้องจอดส่งแม่กับลูกสาวก่อนแล้วถึงขับรถออกมาจอดด้านนอกข้างกำแพงวัดอัมพวัน ผมคิดว่าโชคยังดี ที่มาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ เพราะถ้ามาถึงซักบ่ายสามโมงละก้อ ส่งสัยต้องจอดรถห่างออกไปอีก 1กิโลแน่เลย แต่ว่ามันก็เป็นสีสันอีกแบบหนึ่งคือแย่งที่จอดรถกัน...


ค่าผ่านเข้าชมอุทยาน คนไทย ท่านละ 20บาทครับ ภายในอุทยานก็จะมีพิพิธภัณท์พื้นเมืองให้ได้เยี่ยมชมกัน เป็นอาคารทรงไทยชุด มีเรือโบราณลำเล็กๆ จัดแสดง และจัดจำหน่ายด้วย รวมถึงอาหารการกิน
และวิถีชีวิตของคนแม่กลองในสมัยก่อน ซึ่งก็จะได้ความรู้พอสมควรครับ เราเดินชมอยู่ในอุทยานประมาณ 1ชั่วโมงเห็นจะได้ ทั้งเดินทั้งนั่งพัก ความจริงในอุทยานน่าจะมีรถเข็นไว้ให้บริการกับคนสูงอายุ เพราะสงสารแม่ผม เดินมากๆ ก็จะปวดขา ปวดเข่า ในใจก็อยากจะไปเที่ยวต่อที่ตลาดน้ำอัมพวา แต่ว่าร่างกายมันไม่เอื้ออำนวย ขนาดผมอายุน้อยกว่าแม่ผมตั้ง 20กว่าปี เดินนานๆ ยังรู้สึกเหมื่อยขาเลย นับประสาอะไรกับแม่ผม ตอนขากลับเราเดินออกทางด้านข้างของตัวอุทยานซึ่งเดี๋ยวนี้เขาทำสะพานเพื่อเชื่อมกับวัดอัมพวัน และตลาดน้ำอัมพวาได้ด้วย แต่ว่าแม่ผมเขาเดินไม่ไหว เลยไม่ได้แวะไปจึงเดินออกมาที่ข้างกำแพงวัด เพื่อขับรถกลับบ้าน ส่วนสมุนไพรที่ซื้อกลับมานั้นแม่ผมเองก็ต้มกินแทนน้ำ อยู่จนตอนนี้ (เขาบอกว่า 1ห่อ กินได้ประมาณ 1เดือน) หรือต้มจนมันจืด ส่วนเรื่องปวดเข่า แม่ผมก็บอกว่า เหมือนเดิม



ออกไปเที่ยวเถิด บ้านเราเอง
By: KCAN


วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

มหาสงกรานต์ @ มหาสารคาม


     สงกรานต์ปีนี้ 2556 เป็นปีที่มีผมไปกับภรรยากันแค่ 2คน เนื่องจากลูกๆ เริ่มโตเป็นสาว เริ่มไม่ค่อยอยากจะเดินทางไกลๆ เพราะขี้เกียจนั่งรถ และไปที่เดิมๆ เลยเบื่อ ไม่เหมือนกับตอนสมัยเป็นเด็กๆ ที่พ่อแม่จะพาไปไหนก็ไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นปีนี้เลยตัดสิ้นใจไม่ขับรถไป เพราะว่าไปกันแค่ 2คน นั่งรถทัวร์คุ้มกว่า เพราะถ้าขับรถไปเฉพาะค่าน้ำมัน ไป-กลับ มหาสารคาม ปทุมธานีก็น่าจะประมาณ 3,000กว่าบาทเห็นจะได้ แต่ถ้านั่งรถทัวร์ 2คนก็ประมาณ 2,000บาทเศษ ซึ่งถูกกว่า แม้จะไม่สะดวกสบายเท่ากับเอารถไปเองก็ตามที  วันที่ 12 ช่วงเช้าก็สอบถามภรรยาผมว่าตกลงจะไปไหม และจะไปยังไง เพราะว่าตั๋วรถเองก็ยังไม่ได้จองเลยและปานนี้ก็คงจะไม่มีแล้ว ภรรยาผมก็บอกว่าไป มีรถตู้ออกที่นวนคร ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีรถไปหรอก แล้วภรรยาผมก็เริ่มจัดของลงกระเป๋า พอซักประมาณ 6:00 เย็น ผมกับภรรยาก็ออกเดินทางจากบ้าน มาขึ้นรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างของลุงหน้าปากซอย เพื่ออกมาต่อรถตู้ที่หน้าหมู่บ้าน พอลงจากมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็เดินข้ามสะพานลอย มารอรถตู้ไปยังรังสิต จุดมุ่งหมายก็คือท่ารถ บขส. รังสิตนั่นเอง พอมาถึงยังท่ารถก็เดิมเข้าไปสอบถามตั๋ว เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดมหาสารคาม แต่คำตอบที่ได้ก็คือ "หมด", "เต็มแล้ว" รถผ่านก็เต็มเหมือนกัน... ผมบอกกับแฟนผมว่าไหนบอกว่ามีรถตู้ที่นวนครไง ทำไมไม่ไปนวฯ เลยล่ะ "เดี๋ยวลองถามที่นี่ดูก่อนว่ามีรถตู้หรือเปล่า" แล้วภรรยาผมก็ไปสอบถามกับทัวร์ข้างๆ บขส. ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่ามี แต่เป็นรถตู้ กรุงเทพฯ - ขอนแก่นนะ จะหารถไปมหาสารคามเลยไม่มีครับ ราคาคนละ 550บาท รถออกประมาณ 2ทุ่ม ซึ่งภรรยาผมก็ซื้อทันที 2ใบ เพราะกลัวว่าจะไม่มีรถไป เมื่อมีเหตุที่จะต้องเดินทางในช่วงเทศกาลแบบนี้ ทำให้คิดถึงรถไฟความเร็วสูง, รถไฟรางคู่, รถไฟไปมหาสารคามของรัฐบาลเลย หวังว่าคงจะสร้างเสร็จและผมจะมีโอกาสได้นั้งมันสักครั้งในชีวิตก่อนที่จะตายจากประเทศไทยไปนะครับ พอ 2ทุ่ม รถตู้ก็มารับตามกำหนด พอดีว่าเราเดินมาช้าไปหน่อย เพื่อนๆ เลยให้ผมกับภรรยานั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับ ซึ่งก็เป็น 2ที่สุดท้ายพอดี หลังจากที่รถตู้ขับออกจากสถานีขนส่งแล้ว ก็ได้เวลาทำความรู้จักกับคนขับรถตู้กัน ก็คงต้องสอบถามถึงประสบการณ์การขับรถ การพักผ่อนที่เพียงพอไหม อะไรต่างๆ ซึ่งก็ได้ความว่า เมื่อคืนก่อน (คืนวันที่ 11/04) แกก็รับงานขับรถแบบนี้เหมือนกัน โดยขับรถไปส่งผู้โดยสารที่จังหวัดสุรินทร์ ออกจากกรุงเทพฯ
ประมาณ 3ทุ่ม ถึงสุรินทร์ เกือบ 6โมงเช้าของวันที่ 12/04 และก็ตีรถเปล่ากับมากรุงเทพฯ และก็แวะนอนตามปั๊มน้ำมันต่างๆ มาเรื่อยๆ โดยกลับมาถึงบ้านประมาณ บ่าย 3โมง อาบน้ำแล้วก็นอนประมาณ 4ชม. แล้วก็ขับรถมารับพี่นี่แหละ คนขับรถเล่าให้ฟัง... ทางบริษัทฯ ทัวร์ให้เขาเที่ยวละ 6,000บาท เหมารวมทุกอย่างแล้ว ซึ่งค่าน้ำมันไป กลับ ก็ประมาณ 4,000บาท ก็จะได้ครั้งละ 2,000บาท แต่ว่าเหนื่อยหน่อยครับ จากคำพูดของคนขับทำให้ผมนอนไม่หลับเลยทั้งคืน ประกอบกับวันนั้นรถติดมากด้วย เริ่มติดตั้งแต่วงแหวนตะวันตกกันเลย เพราะรถมารวมกันที่บริเวณนี้เยอะมาก ทั้งมอเตอร์เวย์ และก็ยังมีปั๊มน้ำมันอีกเกือบ 10แห่ง กว่าจะถึงโคราชก็ปาเข้าไปเกือบตี 2 ขับแวะปั๊มน้ำมันเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ ห้องท่า รวมถึงตัวแกด้วย ซึ่งผมเองก็นั่งคุยเป็นเพื่อนแกมาตลอดทาง พอขึ้นรถผมก็ว่าจะนอนสักหน่อย แต่ก็นอนไม่หลับเลย จนถึงเมืองพลประมาณใกล้ๆ ตีสี่ครึ่งผมเองก็เหมือนกับว่าวูบๆ ไปเหมือนกัน เพราะจำได้ว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งลงที่เมืองพลก็ดูเวลาอยู่ แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้ตัวไปจนภรรยาผมบอกว่าจะถึงบ้านไผ่แล้วให้เตรียมตัวลง ดูนาฬิกาอีกทีหนึ่งก็ตีห้ากว่าๆ แล้ว ผมกํบภรรยาลงที่ท่ารถของอำเภอบ้านไผ่ เพื่อต่อรถเข้ามหาสารคาม ความรู้สึกแรกหลังจากลงจากรถตู้ก็คือ ทำไมอากาศมันเย็นขนาดนี้ ลมก็แรงด้วยทำให้รู้สึกว่ามันเหมือนกับฤดูหนาวมากกว่า... เรานั่งรอจนเกือบ 6โมงเช้าก็มีรถมุกดาหาร ผ่านมาซึ่งคนเยอะมาก (เราก็คาดเอาไว้อยู่แล้ว) ก็ต้องยืนครับ จากบ้านไผ่ยืนเข้าไปถึงมหาสารคามระยะทางประมาณ 70กม. คิดค่ารถคนละ 50บาท พอมาถึงมหาสารคามที่ท่ารถ ผมก็อาศัยเข้าห้องน้ำที่ท่ารถนี่แหละครับ ทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ แล้วก็มานั่งกินข้าวเช้า ก็ได้โจ๊กของคุณลุงที่แกขายประจำอยู่หน้า บขส.นี่แหละที่เป็นอาหารเช้าวันมหาสงกรานต์ ขอบอกว่ามันอร่อยมากๆๆๆๆๆ อากาศเย็นๆ กินโจ๊กหมูสับร้อนๆ หอมกินกระเทียมเจียว ต้นหอมซอย ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนอีกถ้วยหนึ่ง ที่สำคัญคือราคาถูกอีกต่างหาก (ไม่รู้แกคิดราคาผิดหรือเปล่า) แต่รวมแล้ว 65บาทเอง โจ็ก 2ชาม ธรรมดาหนึ่ง ใส่ไข่อีกหนึ่ง กาแฟร้อนอีก 1ถ้วย ถ้าค่ากาแฟ 10บาท โจ๊กใส่ไข่น่าจะอยู่ที่ 30บาท ไม่ใส่ไข่ก็ 25บาทครับ รับรองอิ่มแป้ หลังจากอาหารเช้าแล้วก็ต้องหาที่หลับนอนครับ แต่คุณภรรยาผมที่เขานอนมาบนรถตลอดทางนะซิอยากจะไปตักบาตร ที่ทางราชกาลจัดให้มีการตักบาตรเนื่องในวันมหาสงกรานต์ ผมเองก็ต้องทำตามที่เธอต้องการ ก็ต้องเดินไปหาซื้อของใส่บาตร และก็เดินต่อไปยังวงเวียนหอนาฬิกา ซึ่งก็ไม่ไกลจากท่ารถบชส.เท่าไรนัก



หลังจากที่ใส่บาตรเสร็จ เวลาตอนนั้นก็น่าจะ 8โมงกว่าๆ เห็นจะได้ ภรรยาผมก็พาผมมาหาที่นอนในสวนของบ้านแก โดยมีเปลญวนผูกเอาไว้ให้ผมนอน เพราะว่าบ้านแกเข้าไม่ได้ ลูกกุญแจอยู่กับน้าอี๊ด ที่กำลังเดินทางมาจากจังหวัดยโสธร เพื่อมาร่วมทำบุญให้กับยายพุธ แต่ผมว่าบรรยายกาศสุดยอด ดีกว่านอนในบ้านเสียอีก

เพราะออกซิเจนเยอะ ลมพัดตลอดเวลา และไม่ร้อนด้วย ภรรยาผมแกบอกว่าสวนบ้านแก เป็นแปลงท้ายๆ ของเมืองมหาสารคามแล้ว และนั่นก็เป็นประโยคท้ายๆ ที่ผมได้ยินคุณภรรยาพูด จากนั้นผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วครับ... "ฮัลโหล นี่เธอออกมาถวายอาหารเพลให้หลวงตาที่วัดเร็วๆ น้าอี๊ด กับน้าหน่อยมาถึงแล้ว นี่เธอตื่นหรือยัง ?" ผมก็บอกว่า "เอาเลยตามสบาย เดี๋ยวตามออกไป" พอวางหูเสร็จผมก็ดูเวลากำลังจะ 5โมงเช้า แล้วผมก็นอนหลับต่ออีกประมาณ 1ชั่วโมง พระอาทิตย์ก็ส่องทะลุช่องใบไม้ ลงมาโดนตาพอดีตามจังหวะของลมที่พัดใบไม้ไหวไปไหวมา ผมก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา แปรงฟันอีกรอบ เพื่อความมั่นใจ แล้วก็เดินออกไปหาคุณภรรยาที่วัดอภิสิทธิ์ (วัดกลาง)  แต่ก็ไม่เห็นภรรยาผม ก็เลยโทรหา ปรากฎว่าไปซื้อของเพื่อทำบังสกุล กำลังเดินทางกลับมาอยู่ นิมนต์พระไว้แล้วตอนเที่ยงครึ่ง ผมก็นั่งรออยู่ในวัดแป๊บนึง น้าอี๊ด น้าหน่อย และแฟนผมก็เดินทางมาถึงและก็เริ่มพิธีบังสกุลกัน พอเสร็จพิธี น้าอี๊ดก็ชวนไปทานข้าวเที่ยง ซึ่งก็ต้องไปแถวๆ ม. ใหม่ ซึ่งจะมีเจ้าแจ่วฮ้อนชื่อดังอยู่ แต่ว่าวันที่ไปร้านเขาไม่ขายนี่นะซิ... เลยต้องวิ่งวนกันไปมาจนมาถึงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เป็นแพอยู่ในแม่น้ำชี ซึ่งบรรยายกาศก็ดีประมาณหนึ่งครับ คล้ายๆ กับทางกาญฯ แต่ว่าน้ำมันน้อยๆ ยังไงไม่รู้ และน้ำก็นิ่งด้วย จึงน่าจะเป็นเหตุให้มีกลิ่นเหมือนโคลนแม่น้ำอยู่เหมือนกัน แต่โดยรวมๆ ทั้งรสชาดอาหาร ก็โอเคครับ หลังจากที่อิ่มหนำสำราญดีแล้ว น้าอี๊ดก็ชวนไปพักที่บ้านแกที่ยโสธร แต่ว่าภรรยาผมบอกว่าแกนัดกับเพื่อนๆ เอาไว้ และในเดือน 6ที่จะถึง ก็จะต้องไปยโสธรอยู่แล้ว เพราะว่าลูกสาวน้าอี๊ดแกจะแต่งงาน เลยเอาไว้ไปในช่วงนั้นเลยจะดีกว่า เลยขอให้น้าอี๊ดช่วยไปส่งที่บ้านเพื่อนของคุณภรรยา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ คลองสมถวิลในเมือง'สารคาม เพื่อน ชื่อว่าครูตู่ เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่แถวๆ บรบือ รับราชกาลครูมากว่า 20ปี ตั้งแต่เรียนจบมา หลังจากที่นั่งคุยกันที่บ้านอยู่นานแสนนาน ตามประสาคนที่ไม่ได้พบกันมาหลายสิบปี แล้วครูตู่ก็พาไปเลี้ยงอาหารเย็นอีกที่ร้านอาหารริมบึงที่ขุดเอาไว้แข่งเรือใบในกีฬามหาสารคามเกมส์ แถวๆ ทางไปบรบืออีก แต่บอกตรงๆ เลยว่าอาหารเที่ยงยังไม่ย่อยเลยครับกินอีกแล้ว... เลยทำให้ไม่ค่อยจะเจริญอาหารเท่าไหร่ ในระหว่างการกินข้าวคุณภรรยาผมก็นัดเพื่อนๆ ตอนมัธยมอีกหลายคนออกมาหาอะไรดื่มกินกันอีก ซึ่งเพื่อนแต่ละคนก็มีอาชีพและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ทั้งเจ้าของหอพัก พนักงานธนาคาร, คุณครู, ผู้อำนวยการ, อื่นๆ คืนนั้นเรานั่งดื่มเบียร์กันประมาณเที่ยงคืนก็กลับไปที่พัก โดยผมกับภรรยาก็ได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนที่เป็นเจ้าขอหอพักนี่แหละครับคุณเพื่อนเขาจัดให้ฟรีไม่ยอมเก็บเงิน เอาเป็นว่าผมตอบแทนให้แล้วกันครับ ถ้าหากว่าท่านใดต้องการหาหอพักให้ลูกๆ หลานๆ ที่จังหวัดมหาสารคาม หรือว่าต้องการที่พักชั่วคราว 1คืนเขาก็รับครับ สามารถติดต่อได้ตามเบอร์โทรข้างล่างครับ


เป็นหอพักที่มีแค่เพียงเสื้อผ้าอย่างเดียวก็สามารถเข้าไปอยู่ได้เลย เพราะในห้องนั้นมีของครบหมดแล้ว ทั้งเครื่องปรับอากาศ ตู้เสื้อผ้า เครื่องทำน้ำร้อน ทีวี ตู้เย็น โทรศัพท์ โค๊ะคอมฯ 
ผมโฆษณาให้แล้วนะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยหาลูกค้าให้ได้ครับ

วันรุ่งขึ้น คุณเพื่อนของภรรยาก็มารับตอนประมาณ 10:00 แล้วพาไปทานข้าวเช้าเป็นก๋วยจั๊บญวน ก่อนจะพามาส่งที่บ้าน เพื่อรอเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่อนุบาล... อ่านไม่ผิดครับ ตั้งแต่อนุบาล คบกันได้นานมากจริงๆ ซึ่งตอนนี้เพื่อนกลุ่มนี้ก็มีทั้งที่เป็นถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม, เป็นชาวนา, เป็นช่างเสริมสวยและก็เป็นคนขายอาหารตามสั่ง พอเพื่อนที่เป็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนมารับก็พาไปหาเพื่อนที่เป็นผู้ชายประเภทสอง (รุ่นแรก เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน) ภรรยาผมบอก ซึ่งก็เปิดเป็นร้านเสริมสวยอยู่ บนถนนเส้นที่จะไปร้อยเอ็ด ก่อนที่จะถึงแยกบายพาส เพื่อไปชวนให้เขาไปบ้านเพือนอีกคนที่เป็นชาวนา อยู่ที่บ้านหนองเขื่อนช้าง แต่ว่าเพื่อนเขาติดลูกค้าอยู่ไม่สะดวก เลยให้ไปกันเลย แล้วฝากความคิดถึงไปให้ เราจึงเดินทางไปจองตั๋วรถกันก่อน และก็เลยไปบ้านหนองเขื่อนช้าง ไปพบเพื่อนซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ (ชาวนา) หลังจากที่นั่งคุยกันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งคุณเพื่อนเขาจะต้องไปอยู่นา เพื่อเฝ้าข้าว เฝ้าวัวที่เลี้ยงเอาไว้ ก็เลยต้องขอตัวกลับกัน แล้วก็มานั่งรอเวลาที่บ้านเพื่อนที่เป็นร้านเสริมสวยอีกครั้ง เพราะมาตอนแรกยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย มาแวะเพื่อพูดคุยกันตามประสาคนที่ไม่ได้พบกันมานาน ก่อนจะออกมาส่งผมกับภรรยาที่ท่ารถ บขส. เพื่อกลับกรุงเทพฯ  ทริปนี้ ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ของคุณภรรยาที่ช่วยพาไปโน่น พามานี่ ให้ที่พัก เลี้ยงอาหาร และอื่นๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนมหาสารคาม และก็ความสัมพันธ์ของคำว่า "เพื่อน" ด้วย

มหาสาคาม มหาสงกรานต์ 
By: kcan.blogspot.com