หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

มหาสงกรานต์ @ มหาสารคาม


     สงกรานต์ปีนี้ 2556 เป็นปีที่มีผมไปกับภรรยากันแค่ 2คน เนื่องจากลูกๆ เริ่มโตเป็นสาว เริ่มไม่ค่อยอยากจะเดินทางไกลๆ เพราะขี้เกียจนั่งรถ และไปที่เดิมๆ เลยเบื่อ ไม่เหมือนกับตอนสมัยเป็นเด็กๆ ที่พ่อแม่จะพาไปไหนก็ไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นปีนี้เลยตัดสิ้นใจไม่ขับรถไป เพราะว่าไปกันแค่ 2คน นั่งรถทัวร์คุ้มกว่า เพราะถ้าขับรถไปเฉพาะค่าน้ำมัน ไป-กลับ มหาสารคาม ปทุมธานีก็น่าจะประมาณ 3,000กว่าบาทเห็นจะได้ แต่ถ้านั่งรถทัวร์ 2คนก็ประมาณ 2,000บาทเศษ ซึ่งถูกกว่า แม้จะไม่สะดวกสบายเท่ากับเอารถไปเองก็ตามที  วันที่ 12 ช่วงเช้าก็สอบถามภรรยาผมว่าตกลงจะไปไหม และจะไปยังไง เพราะว่าตั๋วรถเองก็ยังไม่ได้จองเลยและปานนี้ก็คงจะไม่มีแล้ว ภรรยาผมก็บอกว่าไป มีรถตู้ออกที่นวนคร ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีรถไปหรอก แล้วภรรยาผมก็เริ่มจัดของลงกระเป๋า พอซักประมาณ 6:00 เย็น ผมกับภรรยาก็ออกเดินทางจากบ้าน มาขึ้นรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างของลุงหน้าปากซอย เพื่ออกมาต่อรถตู้ที่หน้าหมู่บ้าน พอลงจากมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็เดินข้ามสะพานลอย มารอรถตู้ไปยังรังสิต จุดมุ่งหมายก็คือท่ารถ บขส. รังสิตนั่นเอง พอมาถึงยังท่ารถก็เดิมเข้าไปสอบถามตั๋ว เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดมหาสารคาม แต่คำตอบที่ได้ก็คือ "หมด", "เต็มแล้ว" รถผ่านก็เต็มเหมือนกัน... ผมบอกกับแฟนผมว่าไหนบอกว่ามีรถตู้ที่นวนครไง ทำไมไม่ไปนวฯ เลยล่ะ "เดี๋ยวลองถามที่นี่ดูก่อนว่ามีรถตู้หรือเปล่า" แล้วภรรยาผมก็ไปสอบถามกับทัวร์ข้างๆ บขส. ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่ามี แต่เป็นรถตู้ กรุงเทพฯ - ขอนแก่นนะ จะหารถไปมหาสารคามเลยไม่มีครับ ราคาคนละ 550บาท รถออกประมาณ 2ทุ่ม ซึ่งภรรยาผมก็ซื้อทันที 2ใบ เพราะกลัวว่าจะไม่มีรถไป เมื่อมีเหตุที่จะต้องเดินทางในช่วงเทศกาลแบบนี้ ทำให้คิดถึงรถไฟความเร็วสูง, รถไฟรางคู่, รถไฟไปมหาสารคามของรัฐบาลเลย หวังว่าคงจะสร้างเสร็จและผมจะมีโอกาสได้นั้งมันสักครั้งในชีวิตก่อนที่จะตายจากประเทศไทยไปนะครับ พอ 2ทุ่ม รถตู้ก็มารับตามกำหนด พอดีว่าเราเดินมาช้าไปหน่อย เพื่อนๆ เลยให้ผมกับภรรยานั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับ ซึ่งก็เป็น 2ที่สุดท้ายพอดี หลังจากที่รถตู้ขับออกจากสถานีขนส่งแล้ว ก็ได้เวลาทำความรู้จักกับคนขับรถตู้กัน ก็คงต้องสอบถามถึงประสบการณ์การขับรถ การพักผ่อนที่เพียงพอไหม อะไรต่างๆ ซึ่งก็ได้ความว่า เมื่อคืนก่อน (คืนวันที่ 11/04) แกก็รับงานขับรถแบบนี้เหมือนกัน โดยขับรถไปส่งผู้โดยสารที่จังหวัดสุรินทร์ ออกจากกรุงเทพฯ
ประมาณ 3ทุ่ม ถึงสุรินทร์ เกือบ 6โมงเช้าของวันที่ 12/04 และก็ตีรถเปล่ากับมากรุงเทพฯ และก็แวะนอนตามปั๊มน้ำมันต่างๆ มาเรื่อยๆ โดยกลับมาถึงบ้านประมาณ บ่าย 3โมง อาบน้ำแล้วก็นอนประมาณ 4ชม. แล้วก็ขับรถมารับพี่นี่แหละ คนขับรถเล่าให้ฟัง... ทางบริษัทฯ ทัวร์ให้เขาเที่ยวละ 6,000บาท เหมารวมทุกอย่างแล้ว ซึ่งค่าน้ำมันไป กลับ ก็ประมาณ 4,000บาท ก็จะได้ครั้งละ 2,000บาท แต่ว่าเหนื่อยหน่อยครับ จากคำพูดของคนขับทำให้ผมนอนไม่หลับเลยทั้งคืน ประกอบกับวันนั้นรถติดมากด้วย เริ่มติดตั้งแต่วงแหวนตะวันตกกันเลย เพราะรถมารวมกันที่บริเวณนี้เยอะมาก ทั้งมอเตอร์เวย์ และก็ยังมีปั๊มน้ำมันอีกเกือบ 10แห่ง กว่าจะถึงโคราชก็ปาเข้าไปเกือบตี 2 ขับแวะปั๊มน้ำมันเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ ห้องท่า รวมถึงตัวแกด้วย ซึ่งผมเองก็นั่งคุยเป็นเพื่อนแกมาตลอดทาง พอขึ้นรถผมก็ว่าจะนอนสักหน่อย แต่ก็นอนไม่หลับเลย จนถึงเมืองพลประมาณใกล้ๆ ตีสี่ครึ่งผมเองก็เหมือนกับว่าวูบๆ ไปเหมือนกัน เพราะจำได้ว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งลงที่เมืองพลก็ดูเวลาอยู่ แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้ตัวไปจนภรรยาผมบอกว่าจะถึงบ้านไผ่แล้วให้เตรียมตัวลง ดูนาฬิกาอีกทีหนึ่งก็ตีห้ากว่าๆ แล้ว ผมกํบภรรยาลงที่ท่ารถของอำเภอบ้านไผ่ เพื่อต่อรถเข้ามหาสารคาม ความรู้สึกแรกหลังจากลงจากรถตู้ก็คือ ทำไมอากาศมันเย็นขนาดนี้ ลมก็แรงด้วยทำให้รู้สึกว่ามันเหมือนกับฤดูหนาวมากกว่า... เรานั่งรอจนเกือบ 6โมงเช้าก็มีรถมุกดาหาร ผ่านมาซึ่งคนเยอะมาก (เราก็คาดเอาไว้อยู่แล้ว) ก็ต้องยืนครับ จากบ้านไผ่ยืนเข้าไปถึงมหาสารคามระยะทางประมาณ 70กม. คิดค่ารถคนละ 50บาท พอมาถึงมหาสารคามที่ท่ารถ ผมก็อาศัยเข้าห้องน้ำที่ท่ารถนี่แหละครับ ทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ แล้วก็มานั่งกินข้าวเช้า ก็ได้โจ๊กของคุณลุงที่แกขายประจำอยู่หน้า บขส.นี่แหละที่เป็นอาหารเช้าวันมหาสงกรานต์ ขอบอกว่ามันอร่อยมากๆๆๆๆๆ อากาศเย็นๆ กินโจ๊กหมูสับร้อนๆ หอมกินกระเทียมเจียว ต้นหอมซอย ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนอีกถ้วยหนึ่ง ที่สำคัญคือราคาถูกอีกต่างหาก (ไม่รู้แกคิดราคาผิดหรือเปล่า) แต่รวมแล้ว 65บาทเอง โจ็ก 2ชาม ธรรมดาหนึ่ง ใส่ไข่อีกหนึ่ง กาแฟร้อนอีก 1ถ้วย ถ้าค่ากาแฟ 10บาท โจ๊กใส่ไข่น่าจะอยู่ที่ 30บาท ไม่ใส่ไข่ก็ 25บาทครับ รับรองอิ่มแป้ หลังจากอาหารเช้าแล้วก็ต้องหาที่หลับนอนครับ แต่คุณภรรยาผมที่เขานอนมาบนรถตลอดทางนะซิอยากจะไปตักบาตร ที่ทางราชกาลจัดให้มีการตักบาตรเนื่องในวันมหาสงกรานต์ ผมเองก็ต้องทำตามที่เธอต้องการ ก็ต้องเดินไปหาซื้อของใส่บาตร และก็เดินต่อไปยังวงเวียนหอนาฬิกา ซึ่งก็ไม่ไกลจากท่ารถบชส.เท่าไรนัก



หลังจากที่ใส่บาตรเสร็จ เวลาตอนนั้นก็น่าจะ 8โมงกว่าๆ เห็นจะได้ ภรรยาผมก็พาผมมาหาที่นอนในสวนของบ้านแก โดยมีเปลญวนผูกเอาไว้ให้ผมนอน เพราะว่าบ้านแกเข้าไม่ได้ ลูกกุญแจอยู่กับน้าอี๊ด ที่กำลังเดินทางมาจากจังหวัดยโสธร เพื่อมาร่วมทำบุญให้กับยายพุธ แต่ผมว่าบรรยายกาศสุดยอด ดีกว่านอนในบ้านเสียอีก

เพราะออกซิเจนเยอะ ลมพัดตลอดเวลา และไม่ร้อนด้วย ภรรยาผมแกบอกว่าสวนบ้านแก เป็นแปลงท้ายๆ ของเมืองมหาสารคามแล้ว และนั่นก็เป็นประโยคท้ายๆ ที่ผมได้ยินคุณภรรยาพูด จากนั้นผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วครับ... "ฮัลโหล นี่เธอออกมาถวายอาหารเพลให้หลวงตาที่วัดเร็วๆ น้าอี๊ด กับน้าหน่อยมาถึงแล้ว นี่เธอตื่นหรือยัง ?" ผมก็บอกว่า "เอาเลยตามสบาย เดี๋ยวตามออกไป" พอวางหูเสร็จผมก็ดูเวลากำลังจะ 5โมงเช้า แล้วผมก็นอนหลับต่ออีกประมาณ 1ชั่วโมง พระอาทิตย์ก็ส่องทะลุช่องใบไม้ ลงมาโดนตาพอดีตามจังหวะของลมที่พัดใบไม้ไหวไปไหวมา ผมก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา แปรงฟันอีกรอบ เพื่อความมั่นใจ แล้วก็เดินออกไปหาคุณภรรยาที่วัดอภิสิทธิ์ (วัดกลาง)  แต่ก็ไม่เห็นภรรยาผม ก็เลยโทรหา ปรากฎว่าไปซื้อของเพื่อทำบังสกุล กำลังเดินทางกลับมาอยู่ นิมนต์พระไว้แล้วตอนเที่ยงครึ่ง ผมก็นั่งรออยู่ในวัดแป๊บนึง น้าอี๊ด น้าหน่อย และแฟนผมก็เดินทางมาถึงและก็เริ่มพิธีบังสกุลกัน พอเสร็จพิธี น้าอี๊ดก็ชวนไปทานข้าวเที่ยง ซึ่งก็ต้องไปแถวๆ ม. ใหม่ ซึ่งจะมีเจ้าแจ่วฮ้อนชื่อดังอยู่ แต่ว่าวันที่ไปร้านเขาไม่ขายนี่นะซิ... เลยต้องวิ่งวนกันไปมาจนมาถึงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เป็นแพอยู่ในแม่น้ำชี ซึ่งบรรยายกาศก็ดีประมาณหนึ่งครับ คล้ายๆ กับทางกาญฯ แต่ว่าน้ำมันน้อยๆ ยังไงไม่รู้ และน้ำก็นิ่งด้วย จึงน่าจะเป็นเหตุให้มีกลิ่นเหมือนโคลนแม่น้ำอยู่เหมือนกัน แต่โดยรวมๆ ทั้งรสชาดอาหาร ก็โอเคครับ หลังจากที่อิ่มหนำสำราญดีแล้ว น้าอี๊ดก็ชวนไปพักที่บ้านแกที่ยโสธร แต่ว่าภรรยาผมบอกว่าแกนัดกับเพื่อนๆ เอาไว้ และในเดือน 6ที่จะถึง ก็จะต้องไปยโสธรอยู่แล้ว เพราะว่าลูกสาวน้าอี๊ดแกจะแต่งงาน เลยเอาไว้ไปในช่วงนั้นเลยจะดีกว่า เลยขอให้น้าอี๊ดช่วยไปส่งที่บ้านเพื่อนของคุณภรรยา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ คลองสมถวิลในเมือง'สารคาม เพื่อน ชื่อว่าครูตู่ เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่แถวๆ บรบือ รับราชกาลครูมากว่า 20ปี ตั้งแต่เรียนจบมา หลังจากที่นั่งคุยกันที่บ้านอยู่นานแสนนาน ตามประสาคนที่ไม่ได้พบกันมาหลายสิบปี แล้วครูตู่ก็พาไปเลี้ยงอาหารเย็นอีกที่ร้านอาหารริมบึงที่ขุดเอาไว้แข่งเรือใบในกีฬามหาสารคามเกมส์ แถวๆ ทางไปบรบืออีก แต่บอกตรงๆ เลยว่าอาหารเที่ยงยังไม่ย่อยเลยครับกินอีกแล้ว... เลยทำให้ไม่ค่อยจะเจริญอาหารเท่าไหร่ ในระหว่างการกินข้าวคุณภรรยาผมก็นัดเพื่อนๆ ตอนมัธยมอีกหลายคนออกมาหาอะไรดื่มกินกันอีก ซึ่งเพื่อนแต่ละคนก็มีอาชีพและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ทั้งเจ้าของหอพัก พนักงานธนาคาร, คุณครู, ผู้อำนวยการ, อื่นๆ คืนนั้นเรานั่งดื่มเบียร์กันประมาณเที่ยงคืนก็กลับไปที่พัก โดยผมกับภรรยาก็ได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนที่เป็นเจ้าขอหอพักนี่แหละครับคุณเพื่อนเขาจัดให้ฟรีไม่ยอมเก็บเงิน เอาเป็นว่าผมตอบแทนให้แล้วกันครับ ถ้าหากว่าท่านใดต้องการหาหอพักให้ลูกๆ หลานๆ ที่จังหวัดมหาสารคาม หรือว่าต้องการที่พักชั่วคราว 1คืนเขาก็รับครับ สามารถติดต่อได้ตามเบอร์โทรข้างล่างครับ


เป็นหอพักที่มีแค่เพียงเสื้อผ้าอย่างเดียวก็สามารถเข้าไปอยู่ได้เลย เพราะในห้องนั้นมีของครบหมดแล้ว ทั้งเครื่องปรับอากาศ ตู้เสื้อผ้า เครื่องทำน้ำร้อน ทีวี ตู้เย็น โทรศัพท์ โค๊ะคอมฯ 
ผมโฆษณาให้แล้วนะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยหาลูกค้าให้ได้ครับ

วันรุ่งขึ้น คุณเพื่อนของภรรยาก็มารับตอนประมาณ 10:00 แล้วพาไปทานข้าวเช้าเป็นก๋วยจั๊บญวน ก่อนจะพามาส่งที่บ้าน เพื่อรอเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่อนุบาล... อ่านไม่ผิดครับ ตั้งแต่อนุบาล คบกันได้นานมากจริงๆ ซึ่งตอนนี้เพื่อนกลุ่มนี้ก็มีทั้งที่เป็นถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม, เป็นชาวนา, เป็นช่างเสริมสวยและก็เป็นคนขายอาหารตามสั่ง พอเพื่อนที่เป็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนมารับก็พาไปหาเพื่อนที่เป็นผู้ชายประเภทสอง (รุ่นแรก เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน) ภรรยาผมบอก ซึ่งก็เปิดเป็นร้านเสริมสวยอยู่ บนถนนเส้นที่จะไปร้อยเอ็ด ก่อนที่จะถึงแยกบายพาส เพื่อไปชวนให้เขาไปบ้านเพือนอีกคนที่เป็นชาวนา อยู่ที่บ้านหนองเขื่อนช้าง แต่ว่าเพื่อนเขาติดลูกค้าอยู่ไม่สะดวก เลยให้ไปกันเลย แล้วฝากความคิดถึงไปให้ เราจึงเดินทางไปจองตั๋วรถกันก่อน และก็เลยไปบ้านหนองเขื่อนช้าง ไปพบเพื่อนซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ (ชาวนา) หลังจากที่นั่งคุยกันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งคุณเพื่อนเขาจะต้องไปอยู่นา เพื่อเฝ้าข้าว เฝ้าวัวที่เลี้ยงเอาไว้ ก็เลยต้องขอตัวกลับกัน แล้วก็มานั่งรอเวลาที่บ้านเพื่อนที่เป็นร้านเสริมสวยอีกครั้ง เพราะมาตอนแรกยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย มาแวะเพื่อพูดคุยกันตามประสาคนที่ไม่ได้พบกันมานาน ก่อนจะออกมาส่งผมกับภรรยาที่ท่ารถ บขส. เพื่อกลับกรุงเทพฯ  ทริปนี้ ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ของคุณภรรยาที่ช่วยพาไปโน่น พามานี่ ให้ที่พัก เลี้ยงอาหาร และอื่นๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนมหาสารคาม และก็ความสัมพันธ์ของคำว่า "เพื่อน" ด้วย

มหาสาคาม มหาสงกรานต์ 
By: kcan.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น