หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดพระพี่นางฯ

หายไปเสียนานที่ไม่ได้ส่งบทความ เพราะว่าช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่งเลยทำให้ไม่มีเวลาไปเที่ยวไหนด้วย และไม่มีเวลาพิมพ์ด้วย แต่วันนี้ไข้หวัดรับประทาน สงสัยจะทำงานหนักเกิน ธรรมชาติเลยบังคับให้ได้หยุดบ้าง ก็เลยเอาเวลาว่างๆ มาเล่าประสบการณ์เที่ยวครั้งล่าสุดให้เพื่อนๆ ได้อ่านดีกว่า เฝื่อว่าปลายเดือนนี้จะมีวันพระใหญ่อีกวันหนึ่ง และเพื่อนๆ จะได้ถือโอกาสไปเที่ยวด้วย สถานที่นั้นก็คือ วัดพระพี่นางฯ  หรือวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ครับ... ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ผมได้มีโอกาสพาครอบครัวมาไหว้พระ และท่องเที่ยวที่วัดแห่งนี้เมื่อ 25/05/56 ที่ผ่านมา ด้วยเป็นช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา เป็นวันเสาร์ที่ภรรยาผมหยุดงานด้วย และที่โรงเรียนของลูกๆ ก็บังคับให้มีรูปถ่ายที่ถ่ายกับวัดไปส่งด้วย จึงเป็นที่มาของทริป วัดพระพี่นางฯ นี้

ความจริงเราตั้งใจว่าจะออกเดินทางกันในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาเลย แต่คิดว่าคนที่เดินทางในวันนั้นน่าจะเยอะมากเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว จึงบอกกับเด็กๆ ว่าให้หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และที่พักที่ใกล้ๆ กับที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในวันศุกร์ เด็กๆ ก็หาข้อมูลที่พักมาให้ ผมก็โทรไปจองห้องพัก ซึ่งเป็นรีสอร์จเล็กๆ ในอำเภอท่าตะโก
วันเสาร์ที่ 25/05/56 7โมงเช้าเราก็ออกเดินทางจากบ้าน  โดยแวะกินข้าวเช้ากันแถวๆ มอเตอร์เวย์ ตรงคลองหลวง ประมาณ 1ชั่วโมง หลังจากอิ่มหนัมสำราญกันแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยข้อมูลจากอากู บอกว่าระยะทางน่าจะประมาณ 220 กิโลเมตรกว่าๆ จากจุดที่นั่งทานข้าวเช้า ถึงอำเภอท่าตะโก จังหวักนครสวรรค์ เวลาที่ใช้ในการเดินทางอยู่ที่ประมาณ 2ชั่วโมง 47นาที ถ้าไม่แวะไหนเลยนะครับ แต่ว่าคณะเดินทางของเราก็แวะกันมาตลอดทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องน้ำกับปั๊ม และเรายังแวะที่วัดไชโยวรวิหาร ที่อ่างทองด้วย เพื่อนมัสการและขอพร องค์หลวงพ่อโต ซึ่งผมก็จะแวะแทบทุกครั้งที่มีโอกาสผ่านมาทางอ่างทอง และไม่ได้รีบไปไหน เราออกจากวัดไชโยฯ กันประมาณ 10ครึ่งเห็นจะได้ และก็มุ่งหน้าไปยังวัดพระพี่นางฯ เลย เราไปถึงประมาณ บ่ายโมงนิดๆ ซึ่งบนวัดจะมีโรงทานไว้บริการ ซึ่งเราก็ได้อาศัยโรงทานเติมพลังกัน ก่อนที่จะออกเดินสำรวจภายในวัด ซึ่งอาหารก็จะเป็นข้างต้มกับอาหารเจ ได้แก่ถั่วต้ม, ผักกาดดอง, ต้มเต้าหู้ทอด, และอื่นๆ

วัดพระพี่นางฯ สร้างเป็นรูปเรือลำใหญ่ ตั้งอยู่บนภูเขาไม่สูงมาก ภายในเรือก็จะบรรทุกพระพุทธรูปต่างๆ และเจดีย์ศรีมหาราช ซึ่งภายในเจดย์ จะจะมีรูปปั๊น รัชกาลต่างๆ ตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน และจุดที่นักท่องเที่ยวต้องไม่พลาดนั่นก็คือ เจดีย์ศรีพุทธคยา ซึ่งตั้งอยู่ ณ จุดที่สูงที่สุดของวัดแห่งนี้ โดยเราสามารถที่จะเลือกเดินขึ้น จากทางด้านหลังของลำเรือจะเป็นทางบันได หรือจะนั่งรถขึ้นไปก็ได้ โดยจะมีรถสองแถวของทางวัดบริการนักท่องเที่ยวอยู่ โดยราคาก็อยู่ที่ 20บาทต่อคน (ไป-กลับ) โดยที่ขึ้นรถสองแถวก็จะอยู่ใกล้ๆ กับโรงทานครับ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุมากๆ ทำให้แม่ผมสามารถขึ้นไปถึงข้างบนได้


เราเยี่ยมชม ความงามของวัดจนกระทั่งเวลา บ่าย 3โมงเศษๆ ลูกสาวเดินมาบอกว่า เรายังไม่ได้จ่ายเงินจองที่พักเลยนะ แค่บอกเขาไว้เฉยๆ ถ้าไปถึงเย็นมากๆ อาจจะไม่มีห้องได้ และที่พักที่ดูเอาไว้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนด้วย นั่นก็คือจะต้องขับรถหาด้วย เมื่อลูกสาวทักดังนั้นก็เลยขับรถออกจากวัดมา มุ่งหน้าอำเภอท่าตะโก เพราะว่าที่พักอยู่ที่ในตัวอำเภอ เป็นถนนที่วิ่งระหว่างอำเภอท่าตะโกกับอำเภอเมืองนครสวรรค์ เรามาถึงที่พักกันประมาณ 4โมงเศษๆ ซึ่งห้องที่เราจองเอาไว้ทางเจ้าของก็ยังเก็บเอาไว้ในเราอยู่ครับ หลังจากที่อาบน้ำอาบท่ากันเสร็จเรียบร้อบ ก็มานั่งทานอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารในที่พัก ซึ่งอยู่ติดๆ กับทุ่งนาเห็นพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า และลมที่พัดตลอดเวลา เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิตจริงๆ เรานั่งทานข้าวไปและคุยกันไปว่าพรุ่งนี้เราจะมุ่งหน้าไปจังหวัดนครสวรรค์ ไปเที่ยวอุทยานนกน้ำ บึงบอระเพ็ด และพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืด รวมถึงปากน้ำโพ ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย
บรรยายกาศบริเวณที่พัก อาม่า กับหลานๆ เช้าวันอาทิตย์ก่อนออกเดินทางจากที่พัก เพื่อมุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดเป็นที่สุดท้ายแล้วกัน ก่อนที่จะกลับบ้าน
นครสวรรค์ เราชิวๆ กันมากทานข้าวเช้าซึ่งก็เป็นข้าวต้มที่ทางที่พักจัดเตรียมเอาไว้ให้ เราออกเดินทางกัน 10โมงกว่า เราแวะที่แรกก็คืออุทยานนกน้ำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบึงบอระเพ็ด แต่ว่าภาพที่เห็นก็คือ ไม่มีน้ำซักกะหยอด มีแต้พื้นดินแห้งๆ บางแห่งก็มีหญ้าขึ้น แถมไม่มีนกสักตัวให้เห็น เพราะไม่มีน้ำ ไม่มีปลา นกก็เลยไม่มานั่นเอง งานนี้ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์นก...  ซึ่งก็ทำให้คิดว่าปากน้ำโพ กับตัวบึงบอระเพ็ด ก็คงจะไม่มีน้ำเหมือนกันแน่ๆ เลย ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่คิด เอาไว้ เรามานั่งทานข้าวเที่ยงกันที่ร้านข้างๆ บึงบอระเพ็ด ซึ่งปกติ จะมีฝืนน้ำกว้างใหญ่เป็นฉากหลัง แต่วันที่ไปปรากฎ แต่พื้นดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแทน... ทำให้การไปนครสวรรค์ในครั้งนี้ไม่ค่อยประทับใจ เพราะว่าร้อนมากจริงๆ ขนาดพระอาทิตย์ยังทรงกลดเลย เด็กๆ บอกว่าอยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากไปแวะที่ไหนแล้ว ก็บอกเด็กๆ ไปว่าไหนๆ ก็มาแล้วแวะไป

อาโกวรี่ ที่อุทยานนกน้ำ แต่ไม่มีน้ำเลยไม่มีนก

อุโมงค์กระจกใน พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืด นครสวรรค์

เราออกจากนครสวรรค์กันประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ โดยแวะซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ ก่อนด่ิงตรงกลับมาที่บ้าน ซึ่งปริมาณรถค่อนข้างเยอะ และก็มีอุบัติเหตุ ทำให้รถติดเป็นช่วงๆ ผมขับรถกลับมาถึงบ้านประมาณ 4โมงเย็น ในวันนี้น เป็นการจบทริป นครสวรรค์แบบคาใจยังไงพิกล...

คิดว่าถ้าหากว่าไปช่วงเข้าพรรษานี้ น่าจะสวยกว่าตอนที่ผมไปแน่เลย เพราะว่าฝนตกค่อนข้างบ่อย น้ำในบึงน่าจะเพิ่มได้เยอะ เพื่อนๆ ใครจะไปยังไงกลับมาเล่าให้ฟังบ้างครับ

By : KCAN

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น