หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ศาลากลางน้ำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ฯ ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ บนถนนพหลโธินขาออก ตรงที่เป็นทางออกมอเตอร์เวย์ ซึ่งเป็นทางผ่านจากบ้านผมไปที่ทำงาน... โดยผมจะต้องขับรถผ่านหน้ามหาวิทยาลัยฯ แห่งนี้ทุกวัน เพราะว่าผมจะต้องมาลงจากถนนมอเตอร์เวย์ เพื่อมุ่งหน้าไปทำงานที่วังน้อยทุกวัน แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ฯ จะมีศาลากลางน้ำและมีจิตกรรมฝาผนังที่สวยงาม และก็เปิดให้คนธรรมดาสามัญ อย่างตัวผมเอง ให้สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้แล้ว... จนกระทั่งน้องคนหนึ่งในที่ทำงานมาสอบถามผมว่า เห็นพี่ชอบเที่ยววัด ไม่รู้ว่าเคยเข้าไปเยี่ยมชมภายในศาลากลางน้ำนี้หรือยัง เพราะว่าสวยงามมาก และก็ไม่ไกลจากที่ทำงานของผมด้วย... งงเลยครับ มีด้วยรึ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ผมก็ตอบรุ่นน้องไป... เพราะว่าผมเองก็ไม่รู้จริงๆ จากวันที่น้องคนนั้นเล่าให้ฟังเพียง 4วัน ในวันอาทิตย์ของสัปดาห์นั้น ผมก็พาแม่กับลูกสาวคนโต ออกไปเยี่ยมชมดู ก็เป็นไปตามที่รุ่นน้องที่ทำงานเล่าให้ฟังครับ  พอเราลงจากมอเตอร์เวย์ ที่เป็นถนนโค้งๆ ก็ให้ชิดซ้ายเอาไว้เลยครับ พอพ้นบริเวณช่วงโค้งๆ จะมีทางแยกซ้ายมือ เพื่อเข้าสู่ตัวมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ฯ ให้เราขับตรงเข้าไปจนสุดถนน โดยจะผ่านคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยฯ ไปเลื่อยๆ เมื่อสุดทางแล้วก็ให้เลี้ยวซ้ายซึ่งตามถนน จะมีป้ายบอกว่าไปศาลากลางน้ำ ข้างล่างเป็นพิกัด GPS ของศาลากลางน้ำ

14°11'34.2"N 100°37'23.1"E

14.192844, 100.623074

ซึ่งท่านสามารถที่จะคัดลอกไปลงในเครื่อง GPS ที่ติดรถยนต์ได้ เพื่อกันหลงทางได้ครับ

หลังจากที่ท่านขับรถเลื้ยวซ้ายตามถนนแล้ว ประมาณ 400-500เมตร ท่านก็จะถึงยังศาลากลางน้ำเป็นไปตามรูปข้างบนครับ ซึ่งท่านก็สามารถที่จะขึ้นไปเยี่ยมชมทางด้านบนได้เลยครับ
ภายในโบสถ์ นอกจากพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ยังมีจิตกรรมฝาผนังที่วิจิตรและสวยงามมากแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ มีทั้งรูปของ ในหลวงและวงศานุวง รวมถึงรูปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ในตำนาน ป่หิมพานต์ต่างๆ ซึ่งวิจิตรอ่อนช้อยและสวยงามอย่างมาก

รวมถึงบริเวณโดยรอบของโบถส์ด้วยซึ่งก็สวยงามมากจริงๆ สมกับที่เป็นมรดกทางธรรมของหลวงพ่อปัญญา ที่ทิ้งให้ไว้กับคนรุ่นหลัง

และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้
ต้องขอบคุณรุ่นน้องที่ทำงานที่ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ให้ได้รู้จักอีก 1แห่ง ผมเลยขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ขอบอกต่อเรื่องศาลากลางน้ำแห่งนี้ เพื่อให้ทุกๆ ท่านมาเยี่ยมชมกันครับ


By: K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทานตะวัน บานแล้ว

ทุ่งทานตะวัน บานที่ปทุมธานี



เห็นในข่าวแล้วก็งง ว่าใช่จังหวัดปทุมธานีแน่รึที่ว่าดอกทานตะวันบาน ปกติจะเห็นแถวๆ ลพบุรี, สระบุรี  ซึ่งผมเองก็ไป แทบจะทุกปี แต่ข่าวบอกว่าปทุมธานี มันคือจังหวัดที่เราอยู่เลยนี่หน่า ดีจังจะได้ไม่ต้องขับรถไปไกลมาก  เลยต้องแวะไปดูซักหน่อย ขนาดอยู่ไกลๆ ยังไปได้เลย แล้วนี่อยู่ใกล้แค่นี้เอง ถ้าไม่ปก็แปลกแล้วแหละ


เมื่อวาน (22/11/2014) เลยชวนแม่ผม และลูกสาวคนโตว่าสนใจไปดูด้วยกันไหม ก็ได้รับคำตอบทันทีว่าโอเค เลยต้องหาข้อมูลว่าอยู่ตรงไหนของปทุมธานีกันก่อน ก็ไปพบแผนที่ตามข้างล่างในอินเตอร์เน็ต


ซึ่งดูแล้วก็ไม่ไกลมากจากที่บ้านมาก ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันเลยครับ แค่วิ่งออกทางคลองหลวง ข้ามเส้นบางขันธ์ แล้วไปวิ่งเส้นหลัง ม. ธรรมศาสตร์ แล้วก็ไปเลี้ยวซ้ายออกตรงวงแหวนตะวันตก หลังจากข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็ยังขับตรงไปจนผ่านแยกสามโคก ก็ให้กลับรถ ที่กลับรถแรกเลย พอกลับรถแล้วก็ให้รีบชิดซ้าย เพื่อเลี้ยวเข้าทาง วัดป่าภูริทัต


ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 30-35นาที ก็มาถึงครับ ก็ถือว่าไม่ไกลเมื่อเทียบกับไป ลพบุรี สระบุรี ผมให้ลูกสาวปักหมุดในโทรศัพท์มือถือเอาไว้ด้วย และพิกัด GPS. คือ

14.117138862609863, 100.442230224609370

เฝื่อท่านใดสนใจจะไปดูบ้าง แต่เมื่อวานที่ผมไปนั้น ดอกทานตะวันก็เริ่มจะโรยบ้างแล้วนะครับ สอบถามกับเจ้าหน้าที่ได้ความว่า ดอกทานตะวันบานมาตั้งแต่ ต้นเดือนแล้ว ช่วงวันที่ 5 พ.ย. เป็นช่วงที่บานเต็มที่ เลยมีการจัดแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน แล้วปรากฎว่าดังอย่างรวดเร็วมาก... เห็นทางเจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นของ อบจ. ปทุมธานี และตอนนี้กำลังลงแปลงใหม่อยู่อีกหนึ่งแปลง ซึ่งจะบานในช่วงปีใหม่พอดี เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้กลับมาร่วมนับถอยหลังรับปีใหม่โดยให้เอาเต้นท์มานอนรับลมหนาวด้วย ซึ่งตอนนี้กำลังปรับพื้นที่กันอยู่ มีบ่อปลาใหญ่ๆ อยู่ด้วย กางเต้นท์รอบบ่อปลา


น่าสนใจเหมือนกัน แล้วจะกลับมาอีกครั้งตอนปีใหม่แล้วกัน

BY: K.C.A.N





วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์‬

ด้วยมีคุณครูเล่าให้ลูกสาวฟังถึง พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์‬ ซึ่งทำให้ลูกสาวเกิดความสงสัยว่าคืออะไร ยิ่งคุณครูบอกว่ามีรูปปั้นพระสงค์ 1,250รูป นั่งล้อมฟังธรรมะโอวาทปาฎิโมกข์ จากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยแล้วยิ่งอยากเห็น และที่สำคัญคืออยู่ที่ตรงใกล้ๆ กับทางขึ้นน้ำตกสาริกา จังหวัดนครยายก ลูกสาวฟังมาแล้ว ก็มาชวนผมกับอาม่าว่าไปเที่ยวกันไหม โดยมาถามผมว่ารู้หรือยังว่านครนายกมีที่เที่ยวใหม่แล้ว และก็เปิด อินเตอร์เน็ตมาแสดงให้ดูด้วย... ผมก็รับปากว่าเอาไว้วันอาทิตย์จะพาไปแล้วกัน



และแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค ที่ผ่านมา ลูกสาวก็ได้ทวงถามเรื่องที่ว่าจะพาไปเที่ยวยัง พุทธอุทยานฯ‬ ว่าไปวันนี้ได้มั้ยเพราะว่าแกอยู่บ้านแล้วมันเซ็งๆ การบ้านก็ทำเสร็จแล้ว เล่นแต่คอมพิวเตอร์ ก็เบื่อๆ ก็เลยมาชวนผมกับอาม่า ซึ่งผมกับแม่ผมก็ไม่มีปัญหาเพราะว่าชอบเรื่องเที่ยว อยู่แล้ว แต่ทว่าภรรยากับลูกสาวคนที่ 2 บอกว่างานบ้าน / การบ้านเยอะ ยังทำไม่เสร็จ ขอไม่ไปด้วย ก็เลยต้องแยกเป็น 2ทีมผมก็ไปกับแม่ผมและลูกสาวคนโต มุ่งหน้าสู่นครนายก เพื่อพาลูกสาวมาดู พุทธอุทยานฯ

 

เราออกจากบ้านประมาณเที่ยง แวะดื่มกาแฟที่ปั๊ม ปตท. ตรงทางโค้งแถวๆ องครักษ์ ก่อนที่จะขับต่อมาจนถึงที่พุทธอุทยานฯ ประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ ถ้าขับรถมุ่งหน้าเข้าน้ำตกสาริกา ตัวพุทธอุทยานฯ จะอยู่ทางขวามือ ก่อนถึงทางเข้าน้ำตกประมาณซัก 1กิโลเมตร เห็นจะได้ มีป้ายบอกอยู่ พอเลี้ยวขวาเข้ามาประมาณ 300-400เมตรก็จะถึงแล้วครับ


ขอแนะนำว่าควรที่จะพกร่ม หรือหมวกไปด้วยจะดีมาก เพราะว่าไม่ค่อยจะมีต้นไม้ครับ และค่อนข้างร้อนมากยิ่งช่วงบ่ายด้วย แบบว่าร้อนสุดๆ โชคดีที่ในรถผมมีร่มติดรถเอาไว้ 2คัน แต่แม่ผมเขาบอกว่าอยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับดวงอาทิตย์ ร้อนแค่นี้ทนได้สบาย ไม่ต้องใช้ร่มหรอกอายเขา... แต่ผมกับลูกสาวก็คอยกางร่มให้กับแกแหละครับ อย่างผมทำงานกลางแดดทุกวันก็อาจจะคุ้นชินแต่ก็ยังรู้สึกว่าร้อนเลย แล้วแม่ผม วันทั้งวันอยู่แต่ในบ้าน ในที่ร่ม ก็กลัวว่าถ้าตากแดดมากๆ เดี๋ยวแกจะไม่สบาย 

ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจถึงแนวคิดในการสร้างพุทธอุทธยานฯ แห่งนี้มากนัก ที่เห็นๆ ก็คือเกี่ยวกับวันมาฆบูชาแน่ๆ เพราะมีพระสงค์ มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายถึง 1,250รูป แต่ทว่า ที่ประชุมเป็นแบบนี้รึ ? ร้อนๆ แบบนี้เลยหรือเปล่า... ผมว่ามันน่าจะเป็นสถานที่ที่ร่มรื่น มีต้นไม้เยอะๆ เหมือนรูป ในแบบเรียนพุทธศาสนา สมัยที่ผมยังเป็นหนุ่มๆ อยู่ และยิ่งตั้งชื่อว่าเป็นพุทธอุทยานด้วยแล้ว ยิ่งน่าจะต้องร่มรื่นใหญ่เลยครับ... หรือว่าพึ่งจะสร้าง ยังไม่เสร็จตามแบบดีหรือเปล่า อย่าว่าผมเลยนะครับ ถือวาเป็นการติเพื่อก่อครับ การท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก น่าจะต้องเข้ามาช่วยเรื่องความร่มรื่นครับ จะได้เพิ่มความน่าเที่ยวขึ้นไปอีก หรืออาจจะทำเป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เข้าไปยังตัวน้ำตกสาริกาต่อได้ด้วย อะไรประมาณนั้นครับ เพราะห่างกันแค่ 1กม.เอง 

นอกจากนั้นก็ยังมีปฎิมากรรมทราย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาอยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งให้ชมกันฟรีๆ ด้วย ซึ่งผมเคยไปดูมาแล้วที่ฉะเชิงเทรา แต่ว่าต้องเสียค่าเข้าชม ที่ชมฟรีก็จะมีที่หาดบางแสน และก็น่าจะเป็นที่นี่แหละครับ 




เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนครนายกที่ได้มา
By. K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไหว้พระ ณ อ่างทอง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้พาแม่ไปเที่ยววัดที่จังหวัดอ่างทองมา ตามคำบอกเล่าในอินเตอร์เน็ต โดยที่เป็น ไฮไลท์ในการไปครั้งนี้อยู่ที่วัดขุนอินทประมูล ที่บอกว่ามีโบถส์ระดับ 100ล้านบาท ที่มีทั้งลิฟท์ และบันไดเลื่อนเอาไว้บริการคนสูงอายุด้วย ซึ่งผมก็อยากพาแม่ผมไปดูซักครั้ง แต่ถ้าจะไปวัดเดียวก็รู้สึกว่าจะไม่ค่อยคุ้มค่าน้ำมัน เลยต้องหาวัดอื่นพ่วงด้วย ก็เลยหาข้อมูลต่ออีกเลยได้มาทั้งหมด 5วัดดังนี้ 1) หลวงปู่ทวด..ณ พุทธอุทยานมหาราช บางปะหัน พระนครศรีอยุธยา 2) วัดขุนอินทประมูล 3) วัดท่าอิฐ 4) วัดต้นสน 5) วัดป่าโมกวรวิหาร
Picture2
Picture2โดยวันอาทิตย์ เราออกจากบ้านกันสายนิดนึง เพราะผมคิดว่ามันไม่ไกลมาก ก็ประมาณ 9โมงเช้า หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวยฒ ไปออกถนนพหลโยธินแล้วขับย้อนกลับมาหน่อยเพื่อเข้าสู่ถนนสายเอเซีย วิ่งยาวเลยทางเข้าตัวเมืองอยุธยา ขึ้นไปทางอ่างทองประมาณกิโลเมตรทีเท่าไหร่ผมเองก็จำไม่ได้ครับ รู้แต่ว่าเลยทางเลี้ยวที่จะเข้าไปป่าโมกไปอีก แต่รับรองว่าไม่หลงหรอกครับ เพราะว่าจะเห็นองค์หลวงปู่ทวดเป็นสีทองๆ เด่นเป็นสง่า อยู่ทางซ้ายมือก่อนจะถึงครับ และซักพักก็จะเห็นป้ายบอกทางว่าหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ พอถึงทางเข้าก็จะมีหลักกิโลเมตรอันใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้าด้วย จะบอกว่าอุทยานมหาราชนี้ ยังสร้างไม่เสร็จทั้ง 100% น่าจะประมาณ 50-60% จะเห็นว่าจะมีสร้างเป็นตลาดย้อนยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยแต่ก็ยังไม่เสร็จดี แต่ก็พอที่จะเดินดู แวะถ่ายรูปได้ครับ แต่คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างแน่นอน เราแวะกราบหลวงปู่ทวดแล้ว ก็เดินถ่ารูปกันซักพัก ก่อนที่จะเดินออกมานั่งดื่มกาแฟกันคนละแก้ว ก่อนเดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไป นั่นก็คือวัดขุนศรีฯ โดยตั่งใจจะขับเลยไปเข้าทางอ่างทอง แต่พอดีคุยเพลินไปหน่อยขับรถเลยทางเข้าจังหวัดอ่างทอง แต่ลูกสาวบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเลยขึ้นไปจะมีทางเข้าอื่นอีก แต่อาจจะอ้อมนิดหน่อยประมาณ 8กม. โดยดูจากแผนที่กูเกิ้ลในโทรศัพท์มือถือของเขา อะไรจะไฮเทคอะไรจะขนาดนั้น แต่ลูกสาวเขาก็พาผมกับแม่ไปจนถึงวัดได้ครับ
Picture04
Picture9เราใช้เวลาอยู่ที่วัดนี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ถ่ายรูปกับพระนอนองค์ใหญ่ เดินวนอยู่รอบๆ องค์พระแล้วก็เดินต่อไปที่โบสถ์ 100ล้าน ซึ่งมีอยู่ 2ชั้น ซึ่งจะมีทั้งบันไดเลือน และลิฟท์เอาไว้บริการอยู่ข้างใน ซึ่งที่ชั้น 2 จะเปิดเครืองปรับอากาศด้วย ทำให้อากาศเย็นสบาย วันที่ไปมีนักเรียนไปทัศนศึกษาจำนวนมาก เลยทำให้รู้สึกดีมากว่าเดี๋ยวนี้เด็กไทยก็ยังเข้าวัดกันอยู่ แต่ผมมาสะดุดตรงกระท่อม(หรือเปล่า...)อยู่ตรงทางเดินที่จะไปเข้าห้องน้ำ มีตู้กระจกและมีโครงกระดูกที่อยู่ในท่าถูกเอามือไพล่หลังเข่าคุก นอนคว่ำหน้าอยู่ บนตู้กระจกเหมือนมีหมวกของขุนนางสมัยโบราณวางอยู่ 1ใบ มีป้ายบอกว่าเป็นโครงกระดูกของ ขุนอินทประมูล ซึ่งตามประวัติเล่ากันว่า เป็นนายอากรผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์ โดยยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถามว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงถูกเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดขุนอินทประมูล จากนั้นเราก็ไปต่อที่วัดท่าอิฐ ประมาณ 3 กิโลเมตรจากวัดขุนอินทประมูล วัดท่าอิฐนี้จะมีเจดีย์สวยๆ อยู่ดูจากในอินเตอร์เน็ต เลยอยากมาให้เห็นกับตาตัวเอง เจดีย์มี 11ชั้น ดูจากภายนอกแล้วสวยจริงครับ แต่ทว่าภายใน ดูเหมือนว่าจะยังสร้างไม่เสร็จดีเลยครับ ความจริงการท่องเที่ยวอ่างทองน่าจะของบประมาณมาสร้างให้เสร็จ เอาแบบสวยๆ ทุกชั้นเหมือนอย่างที่อื่นๆ จะได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดเลย อาจจะทำเป็นพิพิธภัณท์เลยก็ได้
Picture7Picture8
จากวัดท่าอิฐ เราก็มุงหน้าเข้าตัวจังหวัดอ่างทอง เพื่อไปยังวัดต่อไป และก็หาข้าวเที่ยงกินกันด้วยครับ เพราะว่าตอนนั้นมัก็เกือบจะบ่ายโมงแล้ว วัดต้นสนนี้เป็นวัดที่อยู่กลางเมืองอ่างทอง และตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งก็จะมีร้านอาหารอยู่ภายในวัด เป็นร้านอาหารธรรมดาๆ ขายอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยวราคาประหยัด หลังจากที่อิ่มแล้วก็ต้องเดินเพื่อย่อยอาหารครับ ก็เดินชมวัด และให้อาหารปลา จากนั้นก็ต้องมานมัสการหลวงพ่อโต องค์ใหญ่มากคล้ายๆ กับพระพุทธชินราช ที่อยู่ที่พิษณุโลกเลย
Picture 10
และวัดสุดท้ายที่ไปในวันนั้นก็คือวัดป่าโมกวรวิหาร ก็จะเป็นวัดที่มีหลวงพ่อโต พี่เป็นปางไสยาสน์ที่เขาว่ากันว่าสวยที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นแฝดพี่ แฝดน้องกับหลวงพ่อโตที่วัดโพธฺ์ในกรุงเทพฯ และหลวงพ่อโตองค์นี้ก็ได้เคยแสดงปาฎิหาย์มาแล้ว จนได้ชื่อว่าหลวงพ่อโต พูดได้ ซึ่งจากประวัติที่ได้ฟังมา ก็คือองค์หลวงพ่อเคยบอกสูตรยารักษาไข้ อะหิวา ออกมาจากอกขององค์พระ ทำให้ท่านสมภารหายปวดได้ราวปาฏิหาย์ หลังจากที่ได้นมัสการองค์หลวงพ่อโตแล้วเราก็ เดินทางกลับบ้าน โดยเวลาประมาณบ่าย 2โมงเกือบบ่าย 3โมง กลับถึงบ้านก็ประมาณ 4โมงเย็นนิดๆ อิ่มบุญ

By : K.C.A.N

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ของปทุมธานี

ที่บอกว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ก็เพราะว่าพึ่งจะเปิดได้ไม่นานนักครับ อยู่ในรั้วเดียวกับ  
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหออัครศิลปิน ที่คลอง 5 ชื่่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นของกรมทรัพยกรธรณี ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ก็ได้บรรจุ เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับของธรณีวิทยาเอาไว้จนครบ ตั้งแต่เรื่องการกำเนิดขึ้นของโลก จนถึงปัจจุบันในแง่ที่เกี่ยวข้องกับธรณีวิทยา โดยมีต้วเอกของพิพิธภัณฑ์เป็นตัวไดโนเสาร์ ซึ่งภายในจะมีแสดงไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย อยู่ด้วยกัน 3สายพันธ์ุ ซึ่งมีการขุดพบโครงกระดูกอยู่ทางแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ของประเทศไทยเรา ทั้งจังหวัดขอนแก่น และกาฬสินธุ์ โดยที่มีขนาดอัตราส่วนเท่ากันกับของจริงๆ เลยทีเดียว หรือพูกง่ายๆ ก็คือมีขาดเท่ากับของจริงนั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้เลยทีเดียว ต่อไปจะดูไดโนเสาร์ ก็ไม่ต้องไปไกลมาก มาแค่ปทุมธานีก็มีไดโนเสาร์ให้ได้ชมกันแล้ว

ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน

 พิพิธภัณฑ์มี 4ชั้น มีส่วนจัดแสดงอยู่ที่ชั้น 2-4 โดย
ชั้นที่ 1 จะเป็นชั้นจำหน่ายตั๋ว ราคาผู้ใหญ่คนไทย = 30บาท เด็ก = 10บาท คนแก่เกิน 60ปี เข้าฟรี
ชั้นที่ 2 จะเป็นเรื่องของโลก ทั้งแต่กำเนิดโลก ธรณีวิทยาของประเทศไทย แห่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาในประเทศไทย
ชั้นที่ 3 จะเป็นเรื่องของแร่ธาตุ ต่างๆ เรื่องของหิน การทำเหมืองแร่ ปิโตเลียม ถ่านหิน และอื่นๆ
ชั้นที่ 4 จะเป็นเรื่องของน้ำบาดาล เรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และศูนย์ป้องกันภัยพิบัติ

พิพิธภัณฑ์นี้ปิดเฉพาะวันจันทร์ และวัหยุดนักขัตฤกษ์ ที่เหลือเปิด วันเสาร์ อาทิตย์ก็สามารถมาเที่ยวได้ ครับ
By: KCAN
อัลบัมรูป

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

กูเกิลแมพ (google maps) ใช้ง่ายๆ


ห่างหายไปนาน เพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน เลยไม่ค่อยจะมีอะไรมาเล่าสู่กันฟังในเรื่องเที่ยว แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่อยากเล่าสู่กันฟัง ซึ่งก็เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นในการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาท สิ่งที่ว่านี้ก็คือโปรแกรมบนมือถือ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "แอพ (APP)" :ซึ่งต้องขอออกตัวไวก่อนว่าผมใช้โทรศัพท์ของ ซัมซุง ซึ่งก็จะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แอพที่จะพูดถึงก็คือ กูเกิลแมพ (google map) หรือบางคนก็เรียกว่าแผนที่กูเกิล ซึ่งในแผนที่กูเกิลนี้มีหลายๆ อย่างที่ผมชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นการคำนวนเส้นทางในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง, ระยะทางและ เวลา ที่ต้องใช้ในการเดินทาง รวมถึงสถานีที่ใกล้เคียงต่างๆ ที่มีความจำเป็นในการเดินทาง เช่น โรงแรม, ร้านอาหาร ที่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่เราจะไปด้วย รวมถึงยังสามารถที่จะบอกเส้นทางแบบเครื่อง GPS ได้ด้วย ว่าคุณต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตรงได้ไหนด้วย เพียงแค่เครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณต่อเข้ากับระบบ 3G ก็สามารถใช้งานได้เลย
เรื่องของเรื่องที่อยากเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า เจ้าน้องชายของผมมันซื้อมือถือสมาร์ทโฟนมา เปิด 3G อย่างดี แต่ว่ามันดันพาแม่ผมหลงทางไปชั่วโมงกว่าๆ พอสอบถามมันๆ ก็บอกว่ายังไม่ได้ศึกษาเลย เลยใช้ไม่เป็น ก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าน่าจะเขียนบอกเอาไว้ว่ามันใช้งานยังไงน่าจะดีกว่า
ด้วยมือถือผมอาจจะเก่าไปหน่อย เป็นแอนดรอยด์ 2.3.6 แต่ว่าที่เป็นแอนดรอยด์ 4.0.x นั้น ตัวกูเกิลแมพก็ไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่ครับ เริ่มต้นด้วยการคลิ๊กเข้าไปใช้กูเกิลแมพก่อนเลยครับตามรูปข้างล่างไอคอนที่เขียนว่า "Maps"
 เมื่อคลิ๊กเข้าไปแล้วจะได้รูปข้างล่างนี้ครับ

ผมลืมบอกไปว่าจะต้องเปิด GPS เอาไว้ด้วยนะครับ เพื่อให้ตำแหน่งที่อยู่ของเรามีความถูกค้องมากขึ้น ซึ่งพอเข้ามาที่หน้าแรกนี้ก็จะเห็นจุดสีฟ้าๆ นั่นก็คือตำแหน่งปัจจุบันของคุณนั่นเอง ถ้าหากว่าคุณต้องการขอเส้นทางที่จะไปก็เพียงแต่สัมผัสปุ่มบนสมาร์ทโฟนด้านซ้ายมือเท่านั้น ก็จะมีเมนูขึ้นมาตามรูปข้างล่าง
Search คืนค้นหาสถานที่
Direction คือเส้นทางทิศทางที่จะไป
Local คือข้อมูลต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง
Layaer คืนจำนวนชั้นข้อมูลที่แสดงบนแผนที่
My Location คือ ตำแหน่งของเรา
เพิ่มเติม ซึ่งสามารถเซ็ตค่าต่างๆ เพิ่มได้อีก แต่ขอไม่พูดถึงในตอนนี้นะครับ

ในกรณีที่เราต้องการที่จะขอเส้นทางก็คือให้เราเลือกสัมผัสที่ Direction เครื่องก็จะให้ใส่สถานีที่เราจะไปลงไปตามข้างล่าง

ช่องข้างบน คือให้ใส่สถานที่เริ่มต้น แต่ปกติเครื่องจะตั้งให้อัติโนมัติว่าเป็น My Location ก็คือสถานที่ปัจจุบันของฉัน แต่ว่าเราก็สามารถเปลี่ยนได้ ส่วนช่องข้างล่างคือช่องจุดหมายปลายทางที่เราจะไปนั่นเอง
ตามตัวอย่างนี้คือ จากตำแหน่งของฉัน ไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จากนั้นให้กดขอเส้นทาง (Get directions) เครื่องก็จะให้เส้นทางที่ผมคิดว่าจะเป็เส้นทางที่สั้นที่สุดมาให้
เส้นสีฟ้าเป็นเส้นทางที่ทางกูเกิลแนะนำ ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทาง 40นาที ระยะทางที่ 43กิโลเมตร แต่นี่ก็เป็นแค่การตำนวณ เพราะสถานะการณ์จริงอาจจะรถติดมากกว่านี้ก็เป็นได้ เราสามารถดูรายละเอียดข้อมูลได้ โดยสัมผัสบริเวณมุมซ้ายล่าง



ซึ่งถึงตอนนี้ท่านก็จะสามารถขับรถออกมาจากบ้านไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยไม่หลงอีกต่อไป เพราะจุดสีฟ้า บนมือถือจะเปลี่ยนตามตำแหน่งจริงๆ ที่ท่านกำลังวิ่งอยู่นั้นเอง แต่ถ้าหากว่าท่านไปคนเดียวและไม่สะดวกที่จะมองหน้าจอตลอดเวลาแล้วละก็ สามารถที่จะกดตรงลูกศรสีฟ้าที่อยู่บริเวณมุมซ้ายบนได้เลย ซึ่งหลังจากกดแล้ว สมาร์ทโฟนก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นเครื่องนำทางทันที (GPS)

เครื่องจะคอยส่งเสียงเตือนให้ทุกครั้งที่จะต้องเลี้ยว โดยจะเตือนก่อนที่จะถึงทางเลี้ยวประมาณ 500-600เมตร และจะเตือนอีกครั้งเมื่อถึงที่เลี้ยว ทางว่ามันเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ท่านอาจจะต้องไปโหลด แอพฯ เพิ่มเติมให้มันเป็นภาษาไทย หรือเป็นภาษาอีสาน หรือภาษาเหนือก็ได้นะครับมีให้เลือก

เพียงเท่านี้เองเราก็จะไม่หลงอีกต่อไปครับ ท่านสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดต่างๆ ของ กูเกิลแมพได้ที่ https://support.google.com/maps/answer/144349?hl=th

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้ทุกๆ ท่านสนุกกับการใช้เทคโนโลยี่และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ


วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระนคร ความภูมิใจของคนสยาม

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วเป็นวันอาทิตย์ ผมกำลังนั่งกินข้าวเช้ากับแม่ผมแบบชิวๆ อยู่หน้าบ้าน อยู่ๆ ก็มีเสียงร้องถามดังออกมาจากในบ้าน

ลูกสาว "ป๋า รู้จักภูเขาทองหรือเปล่า ?" 
ผม "รู้จัก ทำไมรึ ?"
ลูกสาว "แจนหมายถึงภูเขาทองในกรุงเทพฯ นะ ไม่ใช่ที่อยุธยา"
อาม่า "อาม่าเคยไปมาแล้ว สมัยที่อากงจีบอาม่าใหม่ๆ พาไปไหว้พระที่บนภูเขาทอง"
ลูกสาว "ที่ในกรุงเทพฯ นะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องนานมากแล้วซิ"
อาม่า "ใช่ที่ในกรุงเทพฯ ภูเขาทองก็มีที่เดียว... นานซิ 50ปีได้แล้วมั้ง พ่อแจนก็อายุ 40กว่าแล้ว"
ผม "ว่าแต่ถามทำไม ภูเขาทองที่อยุธยาก็มีเหมือนกัน... ม้า ผมอธิบายเพิ่ม"
ลูกสาว "อยากไปอ่ะ พาแจนไปได้หรือเปล่า การบ้านทำเสร็จแล้ว อยู่บ้านแล้วมันเซ็งๆ"
อาม่า "ก็ดีซิ ไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว จำได้ว่ามันสูงมากๆ ขึ้นไปข้างบน เห็นวิวรอบกรุงเทพฯ เลย แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะขึ้นไหวหรือเปล่า"
ผม "อืม... แต่นี่มันสายแล้วนะไปถึงที่โน่นก็น่าจะ 11โมง ร้อนนะจะเดินขึ้นไหวหรือเปล่า ? แต่ถ้าอยากไปก็... ไปอาบน้ำซิ"

ลูกสาว "อาบตั้งแต่เช้าแล้ว เปลี่ยนเสื้อกับกางเกงก็ไปได้เลย..."
อาม่า " ม่าก็อาบแล้วเหมือน เดี๋ยวไปเปลี่ยนเสื้อก่อน..."
ผม "ทำไมมันพร้อมแปลกๆ หว่า งั้นป๊าไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน"

ผมไม่อยากจะบอกเลยครับว่าผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ไม่ชอบมากๆ ที่จะต้องเข้าไปขับรถในกรุงเทพฯ มันซับซ้อนบอกไม่ถูก...
จากบ้านผมไปวัดสระเกศผมคงจะยอมจ่ายค่าทางด่วนดีกว่า ง่ายดีวิ่งไปลงที่ถนนเพรชบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหลานหลวง วิ่งยาวๆ ทะลุออกราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายอีกครั้งเข้าถนนมหาไชย ซึ่งก็มีวัดราชนัดดารามวรวิหาร (โลหะปราสาท) อยู่ทางขวามือ ลูกสาวเห็นก็สอบถามอีก

ลูกสาว "ป๊าวัดอะไร ?"
ผม "ไม่รู้เหมือนกัน... รู้แต่เขาเรียกว่า โลหะปราสาท"
ลูกสาว "เขาเปิดให้เข้าหรือเปล่า ?"
ผม "น่าจะเปิดนะ ก็เป็นวัด และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว"
ลูกสาว "เดี๋ยวกลับมาแวะได้หรือเปล่า ? สวยดี"
ผม "โอเค"
พอถึงแยกถนนมหาไชย ตัดถนนบำรุงเมือง เราก็เลี้ยวซ้ายเขาถนนบำรุงเมือง วิ่งถนนบำรุงเมืองมาถึง
แยกที่ตัดกับถนนจักรพรรดิพงศ์ ก็เลี้ยวซ้ายเขาถนนจักรพรรดิพงศ์ ประมาณ 200 เมตร วัดสระเกศ ก็จะอยู่ทางด้านซ้ายมือครับ พอจอดรถเสร็จเราก็ต้องไหว้หลวงพ่อโตในโบสถ์วัดสระเกศกันก่อนครับ เพราะเป็นพระประธานของวัด หลังจากนั้นก็เดินชมรอบๆ วัด ก่อนที่จะเดินขึ้นภูเขาทอง พอพาแม่ผมมาถึงตรงทางขึ้น แกก็บอกว่าจะนั่งรออยู่ข้างล่าง แต่พอเดินมาเห็นขั้นบันไดแล้วก้าวแต่ละก้าวไม่สูงมากนัก แกก็เลยตัดสิ้นใจเดินขึ้น ทำให้ผมรู้สึกประทับใจแม่ผมมาก ใจสู้มากๆ อายุ 77ปีแล้ว จะทำอะไรต้องใจสู้ให้ได้เหมือนอย่างแม่ผม เราก็ประคองกันขึ้นไปจนถึงข้างบนภูเขาทอง
แล้วก็ให้แม่ผมนั่งพัก ส่วนผมกับลูกสาวก็ขึ้นต่อไปยังเจดีย์ที่อยู่ด้านบนสุด ความจริงก็ชวนแกเดินขึ้นมาด้วย เพราะไหนๆ ก็ขึ้นมาถึงตรงนี้แล้ว แต่พอแกมาเห็นบันไดทางขึ้นแล้วแกก็บอกว่าไม่ไหวขอนั่งรอดีกว่า เราอยู่บนภูเขาทองเกือบ 30นาที รอจนอาม่าหายเหนื่อย แล้วก็ค่อยๆ เดินลงมาข้างล่าง จากนั้นก็เดินมาหาก๋วยเตี๋ยวกินกันคนละชาม ก่อนที่จะเดินทางออกจากวัดสระเกศ เพื่อขับรถย้อนกลับไปยังวัดราชนัดดาราม ตามที่ลูกสาวร้องขอเอาไว้ เราเข้าไปที่วัดราชนัดดาราม ต้องเสียค่าที่จอดรถ คันละ 30บาท แถมยังหาที่จอดรถค่อนข้างลำบาก แต่เราก็หาได้ จอดอยู่ทางด้านหน้าของโลหะปราสาทเลย อาม่าจะได้ไม่ต้องเดินไกลมาก

บอกตรงๆ ว่านี่เป็นครั้งแรกของผมเหมือนกันที่ได้มีโอกาสมาที่วัดแห่งนี้ และได้มาดูโลหะปราสาทใกล้ๆ ดูจากภายนอกก็ไม่อยากจะเชื่อว่าข้างในโลหะปราสาทจะมีถึง 7ชั้นเลยทีเดียว เปิดเป็นนิทรรศกาลโลหะปราสาท ซึ่งในแต่ละชั้นก็จะมีรูปแบบ และชื่อชั้นที่แตกต่างกัน แต่บอกได้ว่าสวยมากเลย แต่งานนี้อาม่าขอนั่งอยู่แค่ชั้นที่ 2ครับ เพราะบันได เป็นบันไดวนและก้าวค่อนข้างสูง ส่วนผมกับลูกสาวก็ค่อยๆเดินขึ้นไปสำรวจทุกชั้นๆ แต่ว่าบางชั้นก็ยังตกแต่งไม่เสร็จดี มีทั้งชั้นสำหรับนั่งสมาธิ ชั้นเดินจงกรม ชั้นสำหรับอ่านหนังสือ ซึ่งต้องจอโทษทีครับไม่ได้จดมาเลยจำไม่ได้ทั้งหมด หลังจากที่ลงมาจากบนยอดปราสาทแล้ว ก็เดินหาห้องน้ำก็พบกับร้านกาแฟสด เลยแวะพักเหนื่อยกัน จำได้ว่าประมาณบ่าย 2โมงครึ่งเห็นจะได้  ในระหว่างนั่งดื่มกาแฟอยู่นั้น 


ผม "ว่าวันนี้โอเคหรือ
เปล่า จะกลับบ้านกันเลยไหม"
ลูกสาว "กี่โมงแล้วอ่ะป๊า ?"
ผม "จะบ่ายสามแล้ว"
ลูกสาว "แจนอยากไปมิวเซียมสยาม"
ผม "มันปิดกี่โมงแล้วอยู่ตรงไหน"
ลูกสาว "จำได้ว่าปิด 6โมงเย็น อยู่ใกล้ๆ กับวัดโพธิ์"
ผม "วัดโพธิ์ ไปยังไงหว่า... งั้นไปเลยแล้วกัน"

เราก็ออกจากวัดราชนัดดาราม วิ่งผ่านถนนราชดำเนิน ไปสนามหลวงเข้าถนนสนามไชย และก็วิ่งจนใกล้ๆ จะถึงมิวเซียมสยาม แต่ว่าเป็นวันเวย์อยู่ช่วงหนึ่ง ต้องวิ่งอ้อมครับ แต่ในที่สุดเราดก็มาถึง "มิวเซียมสยาม" เป็นพิพิธภัณท์ ที่ว่าด้วยเรื่องราวประเทศสยามของเราตั้งแต่โบราณจนมาถึงปัจจุบัน 


ค่าเข้าชม ท่านละ 100บาท 
เด็กอายุไม่ถึง 15ปี เข้าฟรี 
ผู้ใหญ่อายุเกิน 60ปีก็เข้าฟรี 
และถ้าหากว่าเกิน 16:00 ก็จะเปิดให้เข้าฟรีเหมือนกัน

พิพิธภัณท์แบ่งออกเป็นหลายโซน มี 3ชั้น โดยพอเข้าไปแล้วก็จะได้ชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับประเทศสยาม ส่วนรายละเอียดแต่ละโซนนั้นก็จำไม่ได้หมดครับ ต้องไปลองชมกันเอง แต่เรียกว่า 100บาท คุ้มค่าแน่นอนครับ แค่โชนเรือสำเภา การติดต่อการค้าก็สวยงามมาก โซนเงินตรา โชนกรุงเทพฯ ยุคต้นๆ วันนั้นกว่าจะออกจากมิวเซียมสยามก็เกือบๆ 6โมงเย็น ในระหว่างขับรถกลับบ้าน

ลูกสาว "เป็นยังไงบ้างวันนี้ป๊า ชอบอะไรมากที่สุด"
ผม "ชอบทั้ง 3แหละ มันสวยคนละแบบ แล้วแจนล่ะ"
ลูกสาว "ก็ชอบทั้ง 3 ที่เลย อาทิตย์หน้ามาเที่ยวอีกไหม"
อาม่า "มาซิ"
ผม "ขอดูก่อนนะ"

เป็นการท่องเที่ยวพระนครง่ายๆ ใน 0.5 วัน

อัลบัมรูป
โดย KCAN