หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไหว้พระ ณ อ่างทอง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้พาแม่ไปเที่ยววัดที่จังหวัดอ่างทองมา ตามคำบอกเล่าในอินเตอร์เน็ต โดยที่เป็น ไฮไลท์ในการไปครั้งนี้อยู่ที่วัดขุนอินทประมูล ที่บอกว่ามีโบถส์ระดับ 100ล้านบาท ที่มีทั้งลิฟท์ และบันไดเลื่อนเอาไว้บริการคนสูงอายุด้วย ซึ่งผมก็อยากพาแม่ผมไปดูซักครั้ง แต่ถ้าจะไปวัดเดียวก็รู้สึกว่าจะไม่ค่อยคุ้มค่าน้ำมัน เลยต้องหาวัดอื่นพ่วงด้วย ก็เลยหาข้อมูลต่ออีกเลยได้มาทั้งหมด 5วัดดังนี้ 1) หลวงปู่ทวด..ณ พุทธอุทยานมหาราช บางปะหัน พระนครศรีอยุธยา 2) วัดขุนอินทประมูล 3) วัดท่าอิฐ 4) วัดต้นสน 5) วัดป่าโมกวรวิหาร
Picture2
Picture2โดยวันอาทิตย์ เราออกจากบ้านกันสายนิดนึง เพราะผมคิดว่ามันไม่ไกลมาก ก็ประมาณ 9โมงเช้า หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวยฒ ไปออกถนนพหลโยธินแล้วขับย้อนกลับมาหน่อยเพื่อเข้าสู่ถนนสายเอเซีย วิ่งยาวเลยทางเข้าตัวเมืองอยุธยา ขึ้นไปทางอ่างทองประมาณกิโลเมตรทีเท่าไหร่ผมเองก็จำไม่ได้ครับ รู้แต่ว่าเลยทางเลี้ยวที่จะเข้าไปป่าโมกไปอีก แต่รับรองว่าไม่หลงหรอกครับ เพราะว่าจะเห็นองค์หลวงปู่ทวดเป็นสีทองๆ เด่นเป็นสง่า อยู่ทางซ้ายมือก่อนจะถึงครับ และซักพักก็จะเห็นป้ายบอกทางว่าหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ พอถึงทางเข้าก็จะมีหลักกิโลเมตรอันใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้าด้วย จะบอกว่าอุทยานมหาราชนี้ ยังสร้างไม่เสร็จทั้ง 100% น่าจะประมาณ 50-60% จะเห็นว่าจะมีสร้างเป็นตลาดย้อนยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยแต่ก็ยังไม่เสร็จดี แต่ก็พอที่จะเดินดู แวะถ่ายรูปได้ครับ แต่คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างแน่นอน เราแวะกราบหลวงปู่ทวดแล้ว ก็เดินถ่ารูปกันซักพัก ก่อนที่จะเดินออกมานั่งดื่มกาแฟกันคนละแก้ว ก่อนเดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไป นั่นก็คือวัดขุนศรีฯ โดยตั่งใจจะขับเลยไปเข้าทางอ่างทอง แต่พอดีคุยเพลินไปหน่อยขับรถเลยทางเข้าจังหวัดอ่างทอง แต่ลูกสาวบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเลยขึ้นไปจะมีทางเข้าอื่นอีก แต่อาจจะอ้อมนิดหน่อยประมาณ 8กม. โดยดูจากแผนที่กูเกิ้ลในโทรศัพท์มือถือของเขา อะไรจะไฮเทคอะไรจะขนาดนั้น แต่ลูกสาวเขาก็พาผมกับแม่ไปจนถึงวัดได้ครับ
Picture04
Picture9เราใช้เวลาอยู่ที่วัดนี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ถ่ายรูปกับพระนอนองค์ใหญ่ เดินวนอยู่รอบๆ องค์พระแล้วก็เดินต่อไปที่โบสถ์ 100ล้าน ซึ่งมีอยู่ 2ชั้น ซึ่งจะมีทั้งบันไดเลือน และลิฟท์เอาไว้บริการอยู่ข้างใน ซึ่งที่ชั้น 2 จะเปิดเครืองปรับอากาศด้วย ทำให้อากาศเย็นสบาย วันที่ไปมีนักเรียนไปทัศนศึกษาจำนวนมาก เลยทำให้รู้สึกดีมากว่าเดี๋ยวนี้เด็กไทยก็ยังเข้าวัดกันอยู่ แต่ผมมาสะดุดตรงกระท่อม(หรือเปล่า...)อยู่ตรงทางเดินที่จะไปเข้าห้องน้ำ มีตู้กระจกและมีโครงกระดูกที่อยู่ในท่าถูกเอามือไพล่หลังเข่าคุก นอนคว่ำหน้าอยู่ บนตู้กระจกเหมือนมีหมวกของขุนนางสมัยโบราณวางอยู่ 1ใบ มีป้ายบอกว่าเป็นโครงกระดูกของ ขุนอินทประมูล ซึ่งตามประวัติเล่ากันว่า เป็นนายอากรผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์ โดยยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถามว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงถูกเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดขุนอินทประมูล จากนั้นเราก็ไปต่อที่วัดท่าอิฐ ประมาณ 3 กิโลเมตรจากวัดขุนอินทประมูล วัดท่าอิฐนี้จะมีเจดีย์สวยๆ อยู่ดูจากในอินเตอร์เน็ต เลยอยากมาให้เห็นกับตาตัวเอง เจดีย์มี 11ชั้น ดูจากภายนอกแล้วสวยจริงครับ แต่ทว่าภายใน ดูเหมือนว่าจะยังสร้างไม่เสร็จดีเลยครับ ความจริงการท่องเที่ยวอ่างทองน่าจะของบประมาณมาสร้างให้เสร็จ เอาแบบสวยๆ ทุกชั้นเหมือนอย่างที่อื่นๆ จะได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดเลย อาจจะทำเป็นพิพิธภัณท์เลยก็ได้
Picture7Picture8
จากวัดท่าอิฐ เราก็มุงหน้าเข้าตัวจังหวัดอ่างทอง เพื่อไปยังวัดต่อไป และก็หาข้าวเที่ยงกินกันด้วยครับ เพราะว่าตอนนั้นมัก็เกือบจะบ่ายโมงแล้ว วัดต้นสนนี้เป็นวัดที่อยู่กลางเมืองอ่างทอง และตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งก็จะมีร้านอาหารอยู่ภายในวัด เป็นร้านอาหารธรรมดาๆ ขายอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยวราคาประหยัด หลังจากที่อิ่มแล้วก็ต้องเดินเพื่อย่อยอาหารครับ ก็เดินชมวัด และให้อาหารปลา จากนั้นก็ต้องมานมัสการหลวงพ่อโต องค์ใหญ่มากคล้ายๆ กับพระพุทธชินราช ที่อยู่ที่พิษณุโลกเลย
Picture 10
และวัดสุดท้ายที่ไปในวันนั้นก็คือวัดป่าโมกวรวิหาร ก็จะเป็นวัดที่มีหลวงพ่อโต พี่เป็นปางไสยาสน์ที่เขาว่ากันว่าสวยที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นแฝดพี่ แฝดน้องกับหลวงพ่อโตที่วัดโพธฺ์ในกรุงเทพฯ และหลวงพ่อโตองค์นี้ก็ได้เคยแสดงปาฎิหาย์มาแล้ว จนได้ชื่อว่าหลวงพ่อโต พูดได้ ซึ่งจากประวัติที่ได้ฟังมา ก็คือองค์หลวงพ่อเคยบอกสูตรยารักษาไข้ อะหิวา ออกมาจากอกขององค์พระ ทำให้ท่านสมภารหายปวดได้ราวปาฏิหาย์ หลังจากที่ได้นมัสการองค์หลวงพ่อโตแล้วเราก็ เดินทางกลับบ้าน โดยเวลาประมาณบ่าย 2โมงเกือบบ่าย 3โมง กลับถึงบ้านก็ประมาณ 4โมงเย็นนิดๆ อิ่มบุญ

By : K.C.A.N

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ของปทุมธานี

ที่บอกว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ก็เพราะว่าพึ่งจะเปิดได้ไม่นานนักครับ อยู่ในรั้วเดียวกับ  
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหออัครศิลปิน ที่คลอง 5 ชื่่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นของกรมทรัพยกรธรณี ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ก็ได้บรรจุ เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับของธรณีวิทยาเอาไว้จนครบ ตั้งแต่เรื่องการกำเนิดขึ้นของโลก จนถึงปัจจุบันในแง่ที่เกี่ยวข้องกับธรณีวิทยา โดยมีต้วเอกของพิพิธภัณฑ์เป็นตัวไดโนเสาร์ ซึ่งภายในจะมีแสดงไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย อยู่ด้วยกัน 3สายพันธ์ุ ซึ่งมีการขุดพบโครงกระดูกอยู่ทางแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ของประเทศไทยเรา ทั้งจังหวัดขอนแก่น และกาฬสินธุ์ โดยที่มีขนาดอัตราส่วนเท่ากันกับของจริงๆ เลยทีเดียว หรือพูกง่ายๆ ก็คือมีขาดเท่ากับของจริงนั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้เลยทีเดียว ต่อไปจะดูไดโนเสาร์ ก็ไม่ต้องไปไกลมาก มาแค่ปทุมธานีก็มีไดโนเสาร์ให้ได้ชมกันแล้ว

ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน

 พิพิธภัณฑ์มี 4ชั้น มีส่วนจัดแสดงอยู่ที่ชั้น 2-4 โดย
ชั้นที่ 1 จะเป็นชั้นจำหน่ายตั๋ว ราคาผู้ใหญ่คนไทย = 30บาท เด็ก = 10บาท คนแก่เกิน 60ปี เข้าฟรี
ชั้นที่ 2 จะเป็นเรื่องของโลก ทั้งแต่กำเนิดโลก ธรณีวิทยาของประเทศไทย แห่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาในประเทศไทย
ชั้นที่ 3 จะเป็นเรื่องของแร่ธาตุ ต่างๆ เรื่องของหิน การทำเหมืองแร่ ปิโตเลียม ถ่านหิน และอื่นๆ
ชั้นที่ 4 จะเป็นเรื่องของน้ำบาดาล เรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และศูนย์ป้องกันภัยพิบัติ

พิพิธภัณฑ์นี้ปิดเฉพาะวันจันทร์ และวัหยุดนักขัตฤกษ์ ที่เหลือเปิด วันเสาร์ อาทิตย์ก็สามารถมาเที่ยวได้ ครับ
By: KCAN
อัลบัมรูป