หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนจบ


เช้าวันอาทิตย์ เราก็เดินเล่นและถ่ายรูปในรีสอร์กันจนประมาณ 7:30 ก็ไปรับประทานอาหารเช้าที่รีสอร์จจัดเตรียมเอาไว้ให้ จากนั้นก็อาบน้ำเตรียมออกเดินทาง ซึ่งกว่าจะเสร็จเรียบร้อยกันทุกคนก็ 9โมงกว่าๆ ออกเดินทางย้อนลงไปทางประจวบคีรีขันธ์ จุดหมายปลายทางคือ อุทยานราชภักดิ์ ระหว่างทางที่จะไป จะผ่านที่วนอุทยานนางพันธุรัต ซึ่งเราก็แวะเข้าไปดูว่ามีอะไรบ้าง ก็พบกับภูเขาหินปูนล้อมรอบ มีการปรับภูมิทัศน์ ปูหญ้า ให้สามารถกางเต้นท์นอนได้ มีอาคารสำนักงานของเจ้าหน้าที่วนอุทยาน ก็เรียกว่าสวยงามมาก นอกจากนั้นเรายังสามารถขึ้นไปยังเขานางพันธุรัต ซึ่งข้างบนยังมีศาลนางพันธุรัตให้นมัสการด้วย ทางขึ้นทำเป็นขั้นบันไดขึ้นได้ไม่ยาก จะได้เห็นกระจกของนางพันธุรัต บรรยากาศขนาดประมาณ 10โมงเช้าแล้วแต่อากาศก็ยังเย็นสบายอยู่ ไม่รู้สึกร้อนเลยครับ

เราอยู่ที่วนอุทยานนางพันธุรัต ประมาณ 10:30 กว่าๆ เพราะว่าผมกับลูกสาวคนโตเดินขึ้นเขาไปสำรวจข้างบนเขา เพื่อไปไหว้เจ้าที่ เจ้าทาง นั่นก็คือศาลนางพันธุรัตนั่นเอง ซึ่งโดยส่วนตัวก็อยากให้ทุกคนแวะเวียนไปเยี่ยมนางพันธุรัต ไปเที่ยวกันเยอะๆ เพราะวันที่ไปนั้นเงียบมากจนน่ากลัว ดีที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย และบอกว่าขึ้นไปเที่ยวได้ รับรองความปลอดภัย ผมถึงได้ขึ้นมาเที่ยว ไม่อย่างงั้นก็คงจะไม่กล้าขึ้นมาเหมือนกัน แม้จะเป็นเวลากลางวันก็เถิด แต่คนน้อยๆ ก็มีข้อดีอยู่อย่างนึงก็คือ ความเป็นธรรมชาติจะสูงมาก ลิงก็ไม่ค่อยมี เพราะว่าไม่มีอะไรกินก็จะไปหากินที่อื่นๆ ก็อยากบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สวยงาม ของเพรชบุรีที่ที่ควรไปเยี่ยมชม


จากวนอุทยานนางพันธุรัต เราก็มุ่งหน้ายาวๆ ที่สวนสนประดิพัทธ์เพื่อหาอาหารกลางวันรับประทานกันริมทะเล เราไปถึงสวนสนฯ ประมาณใกล้ๆ บ่ายโมง แต่ขอบอกว่าคิดผิดมาก เพราะคนเยอะมากๆ แบบไม่น่าเชื่อ เราเลยแวะกินข้าวเที่ยงเฉยๆ ในร้านอาหารใกล้สถานีรถไฟ ไม่ได้ไปริมทะเลตามที่ตั้งใจเอาไว้ หลังจากอาหารเที่ยงเราก็ออกไปยังเป้าหมายของวันนี้ นั่นก็คืออุทยานราชภักดิ์ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมาก ก็ขอบอกว่าคนเยอะมากๆ จริงๆ รวมถึงแดดก็ร้อนมากด้วย ต้นไม้มีอยู่น้อยมาก มีแต่ลานปูนใหญ่ๆ เอาไว้ให้รถจอด และก็มีรถจอดอย่างเยอะ 


งานนี้สาวๆ ทั้งหลาย (ลูกสาว และภรรยา) ขอตัวหลบแดดอยู่แต่ในรถ ปล่อยให้ผม แม่ผม และน้องสาว ลงไปเดินดู แต่ก็เดินไปไม่ได้ไกลจากจุดจอดรถมาก แค่ให้พ้นจากรถที่จอดอยู่ เวลาถ่ายรูปจะได้ไม่ติดรถที่จอดก็พอ ไม่น่าเชื่อว่าเป้าหมายของวัน แต่มาผิดเวลาไปหน่อย ทำให้เราอยู่ที่อุทยานราชภักดิ์ไม่เกิน 15นาที มีถ่ายรูปแค่ ไม่เกิน 10รูป... จากนั้นเราก็ขับรถกลับบ้าน โดยมาแวะซื้อของฝาก และพักรถ ที่แถวๆ เพรชบุรี 
ก่อนที่จะขับรถกลับยาวๆ ถึงบ้านที่ปทุมธานีประมาณ 6โมงกว่าๆ เป็นอันจบทริปเที่ยววัดสวยที่เมืองเพรชบุรี 2 วัน 1 คืน แต่เหมือนยาวนานมากเลยสำหรับทริปนี้ ครั้งหน้าไปเพรชบุรี เที่ยวอะไรดีนะ... 

พบกันทริปหน้า
By: K.C.A.N

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนที่3

จากตอนที่แล้ว หลังจากเราออกจากวัดพระนอนแล้ว เราก็มุ้งหน้าเข้าเมือง เพื่อไปยังวัดมหาธาตุ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเรียกกันว่าแยกอะไร แต่ก็คือว่าลูกสาวนำทางผมไปโดยใช้ GPS. คือผมจะบอกว่า พอขับรถผ่านแยกนั้นปุ๊บ ก็จะเห็นพระปรางค์ของวัดตั้งสูงเด่นเป็นสง่าเลยครับ ทำให้หาไม่ยากและเป็นวัดที่อยู่กลางใจเมืองเพรชบุรีเลยก็ว่าได้ สอบถามคนแถวๆ นั้นก็รู้จักกันทุกคน


จากประวัติที่เคยได้อ่านมา บอกว่าเป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัยเลยทีเดียว เพราะว่ามีการชุดพบอิฐสมัยทวารวดีอยู่จำนวนมาก แต่ว่าทรุดโทรมมาก จนมาสมัย ร.6 ก็ได้มีการบูรณะใหม่ทั้งหมด ให้สวยงานดังปัจจุบัน ต้องขอบอกว่าองค์พระปรางค์ 5ยอด ทำให้วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สวยงามมากๆ ของจังหวัดเพรชบุรีเลยก็ว่าได้ คล้ายกับที่เคยเห็นในกรุงเทพฯ กับพระนครศรีอยุธยา แต่ไม่ใช่ 5ยอดเหมือนอย่างที่เพรชบุรี เวลาตอนนั้นประมาณ 14:30 นาที เราก็นั้่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจอยู่ที่วัดมหาธาตุแห่งนี้จนประมาณ 15:00 ซึ่งด้านหน้าของวัดจะมี ร้าน 7-11 อยู่ด้วย ลูกๆ เลยถือโอกาสซื้อเสบียงอาหาร น้ำดื่มมาเก็บเอาไว้ด้วย จากนั้น เราก็มุ่งหน้าจากวัดมหาธาตุไปต่อที่วัดใหญ่สุวรรณาราม อีกหนึ่งวัดสวยและมีชื่อเสียงว่าเป็นวัดที่มีศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่เต็มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยขวานจามประตูโบสถ์ที่บ่งบอกว่าคนสมัยโบราณมีรูปร่างสูงใหญ๋เพียงใด นอกจากนี้ยังเป็นวัดที่มีคนชอบไปถ่ายทำภาพยนต์ และละครย้อนยุคจำนวนมาก เช่น เรื่องศรีสุริโยไท ก็มาถ่ายทำที่วัดแห่งนี้ในบางช่วงบางตอนด้วย และในวันที่ไปเที่ยว ก็กำลังมีการถ่ายทำภาพยนต์กันอยู่ด้วย โดยมีนักแสดงกำลังท่องบท กระจายกันอยู่ทั่ววัด และบางส่วนของวัดก็ถูกปิดเอาไว้ รวมถึงพระสงฆ์และเณรน้อยในวัดก็กำลังทำความสะอาดวัดเป็นการใหญ๋ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูได้ในบางสถานที่ แต่เราก็ยังสามารถที่จะเข้าไปยังโบสถ์เพื่อไหว้พระได้อยู่ ซึ่งมีพระสงฆ์ที่ประจำในโบสถ์ได้แนะนำว่า หลังองค์พระประธานจะมีองค์พระอยู่ 1องค์ซึ่งมีนิ้วเท้า 11นิ้ว โดยมีนิ้วเท้าทางด้านขวา อยู่ 6นิ้วและด้านซ้าย 5นิ้ว รวมเป็น 11นิ้ว ซึ่งเป็นที่เคารพของคนเพรชบุรีเป็นอย่างมาก ให้ผมกับลูกสาวแวะเข้าไปกราบด้วย


เราออกจากวัดใหญ่ฯ ประมาณ 15:40 ซึ่งก็เป็นวัดสุดท้ายของวันนั้นแล้ว ก็ปรึกษากับลูกๆ ว่าจะไปไหนกันต่อดี เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่นัดกับแม่เอาไว้ ซึ่งผลการประชุมที่ออกมาคือ ไปนั่งเล่นริมทะเลกันที่หาดชะอำ ไปดูพระอาทิตย์ตก เราก็เลยขับรถมุ่งสู่หาดชะอำกัน ซึ่งก็ไปถึงหาดชะอำประมาณใกล้ๆ 16:50 ซึ่งก็เป็นเวลาที่เขากำลังเก็บของกัน ผู้ให้บริการเตียงผ้าใบริมหาดเริ่มหุบร่มกัน ก็เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกัน เราอยู่ที่หาดชะอำประมาณ 1ชั่วโมง ก็ออกมาหาข้าวเย็นกินที่ตลาด ซึ่งก็ประมาณใกล้ๆ 18 นาฬิกา หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนกันต่อ ก็เลยโทรหาภรรยา ว่าสามารถเข้าไปที่รีสอร์จได้หรือยัง ซึ่งแฟนผมก็บอกว่าได้แล้ว แต่ว่าไม่ให้มายุ่งที่ที่เขาจัดงานกัน ซึ่งเราก็ตอบตกลงและดีใจมากๆ เพราะเวลาของการรอคอยมันเดินช้าจริงๆ ครับ ก็เลยมุ่งหน้าไปยังรีสอร์จที่แฟนผมจองห้องพักเอาไว้ให้ ก็ไปถึงประมาณ 18:30 ซึ่งเราก็หลบกันอยู่แต่ในบ้านหลังที่ภรรยาจองเอาไว้ ปรึกษากันว่าพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวไหนกันต่อดี โดยผมก็เสนอว่าจะไปที่ วนอุทยานนางพันธุรัต ซึ่งขับรถผ่านตอนจะไปหาดชะอำ ลูกสาวคนโตบอกว่าอยากไปอุทยานราชภักดิ์ และภรรยาผมก็บอกว่าถ้าไปอุทยานราชภักดิ์ ก็ไปเล่นน้ำทะเลที่สวนสนฯ ด้วยเลยดีกว่า เป็นอันว่าวางโปรแกรมเอาไว้ 3แห่ง ก่อนเดินทางกลับปทุมธานี งั้นคืนนี้ก็ต้องนอนเอาแรงกันก่อน แล้วจะมาเล่าต่อในตอนที่ 4ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายครับ

By: K.C.A.N

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนที่2

จากวัดสวยจังหวัดเพรชบุรีตอนที่ 1 เราทิ้งท้ายเอาไว้ตรงวัดข่อยที่เป็นไฮไลท์ของการมาเพรชบุรีในครั้งนี้เลยมาขอเริ่มกันเลยนะครับ วัดข่อยอีกหนึ่งวัดสวยของเพรชบุรี ที่อยู่ใกล้ๆ กับทางขึ้นเขาวังทางด้านที่เดินขึ้นนะครับ ไม่ใช่ทางด้านรถราง พอเข้าไปในวัดข่อยก็จะพบกับ พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางด้านหน้าเลย สวยงามมากๆ ยิ่งถ้าเดินให้รอบตัวพระธาตุแล้ว ทั้งด้านข้างด้านหลังสวยมากๆ ซึ่งคงต้องใช้รูปในการอธิบาย ตามข้างล่างครับ





เราใช้เวลาในวัดข่อยไปประมาณ 40-45นาที เราก็ออกจากวัดข่อยมุ่งหน้าไปยัง วัดสวยอีกหนึ่งวัด นั่นก็คือวัดพระนอน ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก สามารถเดินถึงกันได้ใน 10-15นาที แต่ถ้าขับรถก็ไม่เกิน 5นาที ที่วัดพระนอน ผมก็ต้องตกตะลึงเพราะไม่เคยคิดว่าที่เพชรบุรี จะมีพระนอนที่องค์ใหญ่มากขนาดนี้อยู่ด้วย ซึ่งองค์ใหญ่ใช้ได้เลยครับ เทียบเคียงกับวัดพระนอนจักรสีห์ ที่จังหวัดสิงห์บุรีได้เลยครับ ภายในวัดก็สวยสงบเงียบ ซึ่งอยู่ทางด้านท้ายๆ ของเขาวังที่จะไปทางชะอำ  วัดพระนอนนี้สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งมีพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูน ยาว 21 วา 1 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว เดิมสร้างไว้กลางแจ้ง ต่อมาสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลังคาคลุมไว้ พร้อมทำผนังรอบองค์พระ เป็นลักษณะวิหารพระพุทธไสยาสน์ ดังที่เห็นอยู่ปัจจุบัน (ข้อมูลจากเว็บไซด์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ผมว่าวัดนี้ก็สามารถจัดเป็นวัดสวยแห่งเมืองเพรชบุรีได้ครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง และอีกอย่างคือ พระนอน ถือเป็นที่สุดแห่งพระพุทธศาสนาด้วย


ในตอนที่ 2นี้ก็พาไปเที่ยวอีก 2วัด แต่ยังไม่จบนะครับสวยวัดสวยของจังหวัดเพรชบุรียังมีอีก 2 แห่งครับ แต่ขอยกไปเล่าในตอนที่ 3 ต่อไปครับ



BY: K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนที่1

บริษัทฯ ที่ภรรยาทำงานจัดไปท่องเที่ยวประจำปีโดยจะไปที่จังหวัดเพชรบุรี แบบไปเช้า-เย็นกลับ ซึ่งจะไปจบที่รีสอร์จแห่งหนึ่งแถวๆ อำเภอชะอำ แต่ว่าอยู่ติดถนนเพรชเกษมไม่ได้ติดทะเล โดยจะไปจัดเลี้ยงกันที่รีสอร์จแห่งนี้ จนถึงเวลา 20:00 ก็จะกลับบ้าน ภรรยาผมก็เลยชวนทุกๆ คนในบ้านว่าไปไหม เที่ยวเพชรบุรี โดยวันแรกให้เที่ยวกันเอง แล้วประมาณ 20:00 ก็ให้มาเจอกันที่รีสอร์จแห่งนี้ จะได้จองห้องพักเอาไว้ให้ เพราะว่ามีหลายคนที่จะนอนค้างเพื่อเที่ยวต่อในวันอาทิตย์ จองทีเดียวหลายๆ ห้องจะได้ราคาถูก ซึ่งทุกคนในบ้านก็ตอบตกลงไป กัน...
เมื่อถึงวันที่กำหนด คือวันเสาร์ที่ 7/11 หลังจากที่ออกไปส่งภรรยาผมตอนช่วงเช้ามืด เพื่อให้ไปนั่งรถบริษัทฯ แล้ว ผมก็กลับบ้านมาอาบน้ำและรอลูกๆ ตื่น ซึ่งกว่าจะตื่นกันก็ประมาณ 7โมงเช้า ยังไงๆ ก็นัดเจอภรรยาผมตั้ง 2ทุ่ม... ไปถึงเร็วๆ ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน เพราะลูกสาวคนนึงมีรอบเดือนมา เลยเล่นน้ำไม่ได้ พอคนนึงไม่เล่น อีกคนก็ไม่มีเพื่อนเล่น ก็คือไม่เล่นทั้งคู่ แล้วจะไปเพรชบุรีทำไมหว่า เลยเป็นครั้งแรก ที่ไปเที่ยวจังหวัดเพรชบุรีแล้วไม่ได้ลงไปสัมผัสน้ำทะเล ต้องหาที่เที่ยวแบบอื่นๆ บ้าง ซึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นวัดสวยๆ ในจังหวัดเพรชบุรี หรือแนวพิพิธภัณฑ์ ผมก็เริ่มหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ได้มาประมาณ 5-6วัด กับหนึ่งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน นั่นก็คือ


     1) วัดถ้ำเขาย้อย พิกัด GPS = 13.2348721, 99.8283566
     2) ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ พิกัด GPS = 13.2280537, 99.8281041
     3) วัดข่อย พิกัด GPS = 13.1086555, 99.9409545
     4) วัดพระนอน พิกัด GPS = 13.1060739, 99.9409893
     5) วัดเขาบันไดอิฐ พิกัด GPS = 13.1013644, 99.9270831
     6) วัดมหาธาตุวรวิหาร พิกัด GPS = 13.1054579, 99.9470206
     7) วัดใหญ่สุวรรณาราม พิกัด GPS = 13.108969, 99.9524343

ว่าแต่จะไปได้ครบหรือเปล่า แต่ก็หาเอาไว้ก่อน ไฮไลท์อยู่ที่วัดข่อย เพราะเห็นรูปในอินเตอร์เน็ตแล้วสวยมาก วันนั้นกว่าคณะผมจะออกเดินทางก็ประมาณ 9โมงกว่าๆ สถานที่แรกที่ไปก็คือ วัดถ้ำเขาย่อย บอกตรงๆ เลยครับว่าอายุ 40กว่าแล้วพึ่งจะแวะเป็นครั้งแรกเหมือนกัน เพราะปกติจะแวะแค่กินข้าวอยู่ทางด้านหน้า ริมถนนเพรชเกษม ไม่เคยขับอ้อมไปทางด้านหลังของเขาเลย ก็มีครั้งนี้แหละ ที่ตั้งใจจะไป "ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ" ซึ่งอยู่ทางด้านข้างๆ ออกไปทางด้านหลังของเขาย้อย ก็เลยแวะไหว้พระที่วัดถ้ำเขาย้อยด้วย หลังจากจอดรถแล้ว ก็จะมีคนที่รับอาสาดูแลรถของเรามายืนดูอยู่ใกล้ๆ ครับ เพราะว่าลิงเยอะมาก ก็ให้ระวังลิงด้วย อย่าถือพวกของกินไว้ที่มือ จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดเพื่อไปชมถ้ำ ภายในถ้ำ ก็...น่าจะเปลี่ยนไปเยอะครับเหมือนจะเป็นบ้านมากกว่าถ้ำ มีพระนอนองค์ใหญ่เป็นพระประธาน ผมกับลูกสาวไหว้พระเสร็จ ก็เดินออกมาจากถ้ำ เพื่อไปยังศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำต่อ ซึ่งก็ห่างไปอีกไม่น่าจะเกิน 1-2 กิโลเมตรครับ ภายในศูนย์วัฒนธรรม ก็...ไม่ค่อยมีอะไร ที่เห็นก็มีอาคารที่เป็นบ้านของคนไทยทรงดำอยู่ 2หลัง ซึ่งก็ค่อนข้างทรุดโทรมมาก หลังคารั่ว น้ำก็เข้าในบ้าน ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่ซ่อม ต่อไปปลวก ก็จะมาเยือนอย่างแน่นอน... ภายในบ้านก็มีการจำลองเครื่องใช้ภายในบ้านของชาวเฝ่าไทยทรงดำเอาไว้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าบ้านของชาวไทยทรงดำเป็นแบบมีเอกลักษณ์และสไตล์ของตัวเองสูง โดยเฉพาะหลังคา  รับรองว่าเห็นครั้งเดียวก็จะจำได้ ซึ่งผมมองว่าเราน่าจะเอาสถาปัตยกรรมแบบนี้มาทำเป็นโฮมสเตย์ รีสอร์จ หรือบ้านพัก ผมว่าชาวต่างประเทศน่าจะชอบมาก ผู้ดูแลศูนย์บอกว่าถ้าหากว่ามาแบบเป็นหมู่คณะ ทางศูนย์จะมีการแสดงโชว์พื้นบ้านของชาวเฝ่าไทยทรงดำแต่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ยังไงๆ ก็อยากให้ทางจังหวัดเพชรบุรีหรือว่าทางการท่องเที่ยวเพชรบุรีเข้าไปดูแลปรับปรุงสถานที่หน่อยก็จะดีครับ และผู้ดูแลศูนย์น่าจะมีการจัดงบประมาณสำหรับซ่อมบำรุงเอาไว้ด้วยครับ จะได้เก็บเอาไว้ให้ลูก หลานได้ดูต่อไป

ครอบครัวผมออกจากศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำประมาณเที่ยง เพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไป ซึ่งก็คือวัดข่อย ในตัวเมืองเพรชบุรี แต่ก่อนที่จะไปถึงวัดข่อย เราก็ต้องแวะเติมพลังกันก่อน ก็เป็นร้านก๋วยเต๋ยวริมถนนเพรชเกษม ก่อนที่จะถึงแยกที่เลี้ยวขวาไปชะอำซัก 2กิโลเมตร

ในช่วงเช้าเราก็ไปได้ 2สถานที่ตามแผนที่วางไว้ หลังอาหารเที่ยง จะเป็นวัดล้วนๆ อีก 5แห่ง ก็ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า ซึ่งรวมถึงวัดข่อยที่เป็นไฮไลท์ของวันนี้ด้วย แต่ต้องขอยกยอดไปในตอนหน้าครับ เพราะไม่อย่างงั้นแล้วเนื้อเรื่องจะยาวจะเกินไป

BY: K.C.A.N

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เที่ยว 2 พิพิธภัณฑ์ ใน 2 จังหวัด

วันเสาร์ที่ 17/10/2015 อีกหนึ่งวันที่อยู่บ้านประมาณ ครึ่งวันแล้วเกิดอาการเบื่อ หลังจากที่ครึ่งวันเช้าได้ทำความสะอาดบ้าน และล้างรถเสร็จแล้ว ลูกสาวบอกว่าแม่โทรมา ถามว่าวันนี้ไม่ออกไปไหนกันรึ ตอน 5โมงให้ไปรับด้วยที่โรงงาน...

ผมก็ไปอาบน้ำ เพราะล้างรถแล้วตัวมันเปียก ในขณะอาบน้ำอยู่ ก็ได้ยินเสียงลูกสาวตะโกนถามว่า ป๋า รู้จักพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศไหม? พาไปดูหน่อย ผมก็บอกว่าไม่รู้จัก ใช่ที่ดอนเมืองไหม ลูกสาวบอกว่าอยู่ข้างหลังสนามบินดอนเมือง จากในแผนที่นะ ผมก็บอกว่าไปก็ไปซิ ลูกสาวบอกว่ามีเครื่องบินเป็นร้อยเลยตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน พอผมอาบน้ำเสร็จลูกสาวก็เข้าไปอาบต่อ แล้วผมก็ไปชวนแม่ผมให้ไปด้วยกัน แม่ผมก็งงๆ แต่ก็ไม่ปฎิเสธเพราะแกเองก็นักท่องอยู่แล้ว... ประมาณบ่าย 1โมงครึ่ง เราก็มาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ พึ่งจะรู้ว่าอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง อยู่บนถนนพหลโยธินฝั่งขาออก ใกล้ๆ  โรงเรียนนายเรืออากาศ พิกัด GPS คือ 13.9195843,100.6222458 พอเลี้ยวเข้าไปก็เจอเครื่องบินรบสมัยก่อน จอดอยู่ด้านหน้าอาคารหลายลำ รวมถึงอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วย พอเข้าไปในตัวอาคารแรกก็เห็นเครื่องบินรบตามรูปข้างล่าง พร้อมข้อความว่า
"น่านฟ้าไทย จะมิให้ใครมาย่ำยี"


อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ... ภายในอาคารแรกจะมีประวัติเกี่ยวกับการบินของประเทศไทย เครื่องบินลำแรกๆ ของประเทศ รวมถึงการสร้างเครื่องบินในประเทศไทยเราด้วย นอกจากนั้นยังมีเครื่องบินรบ F-5A ลำแรกของโลก และอีกหลายแบบหลายอย่างที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการบินให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีมาแสดงด้วย 
จากอาคารแรก เราก็เดินไปยังอาคารที่ 2 ที่อยู่ข้างๆ กัน ก็จะเก็บเครื่องบิน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พอออกจากอาคารที่ 2 ทางด้านหลัง ก็จะเป็นลานกว้าง ซึ่งก็จะมีเครื่องบินจอดอยู่หลายลำมาก และก็ถึงอาคารที่ 3 ซึ่งเป็นอาคารเก็บเครื่องบินแบบปีกหมุน หรือเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งก็จะมีประวัติตั้งแต่แรกที่มีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ในประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน 

เราออกจากพิพิธภัณฑ์บ่าย 3โมงกว่าๆ เพราะว่าอาม่าเดินไม่ไหวแล้ว และอากาศก็ร้อนมากด้วย ผมเองก็ขับรถมุ่งหน้าไปนวนครเพื่อจะไปรับภรรยาผม แต่ว่าเวลามันเหลือเยอะมาก ต้องไปรออย่างน้อยๆ ก็ 1ชม. กว่าภรรยาผมจะเลิกงาน 
ลูกสาวบอกว่างั้นแวะที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพซิ ข้างในมีพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย...  ผมก็งง ว่ารู้ได้ยังไง ลูกสาวก็บอกว่าอากรูบอกมา เราเลยได้แวะที่นี่อีกประมาณ 30-40นาที เป็นห้องแอร์ เย็นสบาย อยู่ชั้นใต้ดินด้วย มีที่นั่งให้อาม่านั่ง แต่พอให้นั่งก็ไม่ยอมนั่ง...เราอยู่ที่นี่จนพิพิธภัณฑ์ปิด (ประมาณ 16:30) และก็ขับรถไปรับแฟนผมที่นวนครตามเวลาที่นัดเอาไว้คือประมาณ 5โมงเย็น
ผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีพิพิธภัณฑ์ 2แห่งนี้ ที่อยู่ในพื้นที่ 2จังหวัด และสามารถเที่ยวได้ในครึ่งวันแบบนี้ ต้องขอบใจลูกสาว และอากรูด้วย เลยอยากเผยแพร่ต่อให้คนอื่นๆ ได้รู้จักบ้าง
ฺBY: K.C.A.N

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันที่ 10 เดือน 10

ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษในวันที่ 10 เดือน 10 ที่ผ่านไป จำได้ว่าลูกสาวให้พาไปดูงานเกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Admission) ที่ไบเทค บางนา พอดีลูกสาวเรียนอยู่ชั้น ม.4 แล้ว เขาก็เลยมีความสนใจว่าเขาควรจะไปสอบต่อคณะอะไร และมีมหาวิทยาลัยอะไรบ้างที่มีคณะที่เขาสนใจ ตอนแรกเห็นว่านัดกันจะไปกับเพื่อนที่โรงเรียน แต่ว่าเพื่อนติดธุระกระทันหัน ก็เลยขอให้ผมช่วยพาไปหน่อย ก็ไม่มีปัญหา เลยยกไปทั้งครอบครัวเลย เฝื่อไปเที่ยวต่อกันอีก...

8:00 ณ ไบเทค... ในระห่วงรอลูกสาว ทั้งสองเดินเข้าไปชมงานกับแม่เขา ผมก็พาแม่ผมเดินมาหาของกินรองท้องเอาไว้ก่อนซึ่งก็เป็นข้าวต้ม สำหรับแม่ผม และกาแฟเย็นสำหรับตัวผมเอง ประมาณ 1ชั่วโมงเศษ ลูกสาวก็โทรมาบอกว่าดูเสร็จแล้ว... ผมก็บอกว่าให้ไปเจอกันที่รถเลย โดยผมกะเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเสร็จเร็ว เลยนั่งค้นหาสถานที่เที่ยวที่ใกล้เคียงกับไบเทค บางนาเอาไว้หลายที่คับ ทั้งเมืองโบราณ, ฟาร์มจระเข้, พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ แต่ว่าแต่ละสถานที่ก็ไปกันมาแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะเมืองโบราณ ลูกสาวบอกว่าโรงเรียนก็พึ่งจะพามา... อีกอย่างคือแต่ละที่ที่นำเสนอ ลูกสาวบอกว่าต้องเสียเงินเข้าอย่างแพงด้วย... แล้วจะให้เที่ยวที่ไหนที่ไม่ต้องเสียเงินล่ะสมัยนี้ ไม่มีแล้วนอกจากวัด ผมก็บอกกับลูกสาวไปว่าอย่างงั้น ลูกสาวดันตอบผมว่า ก็ไปเที่ยววัดไง...ไปไหว้หลวงพ่อโสธรก็ได้ ฉะเชิงเทราแค่นี้เอง... 

แต่ว่าผมชี้เกียจขับรถอ่ะบอกตรงๆ เลยครับ แต่ก็ไม่ได้บอกออกไปนะครับ ได้แต่คิดอยู่ในใจ ส่วนมือก็ยังค้นหาสถานที่เที่ยวต่อ โดยเปลี่ยนไปในลักษณะวัดสวยงาม ซึ่งก็เจอพอดีเลยครับ เหมือนสวรรค์มาโปรด เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องขับรถไปไกลมาก วัดนั่นก็คือ "วัดอโศการาม" พอดีค้นหารูปภาพ ก็ปรากฎองค์เจดีย์ของวัดซึ่งสวยมาก ก็เลยบอกว่าจะพาไปเที่ยวที่วัดนี้ ทุกคนโอเคไหม เพราะว่าทุกคนยังไม่เคยไป ซึ่งก็เป็นไปตามที่คิดไว้ ว่าไม่มีใครปฏิเสธ เราไปถึงวัดก็ 10โมงครึ่ง พอทุกเห็นองค์เจดีย์หมู่ก็บอกว่าสวยมาก และก็ถามต่อว่าเขาให้เข้าข้างในหรือเปล่า เห็นประตูปิด และไม่ค่อยมีคนด้วย ซึ่งทางวัดเขาให้เข้าไปเดินชมได้นะครับ ที่ปิดประตูไว้ก็เพื่อป้องกันสุนัขในวัดเข้าไปครับ ก็เลยปิดประตูเอาไว้ ส่วนแม่ผมก็นับองค์เจดีย์ ก็ปรากฎว่ามีทั้งสิ้น 13องค์ด้วยกัน  เห็นมีป้ายบอกว่าเป็น ธุตังคเจดีย์ 
ส่วนฝังตรงข้ามกับเจดีย์ ก็จะเป็นวิหารสุทธิธรรมรังสี ซึ่งก็สวยมากครับ ขึ้นไปบนวิหารเพื่อไหว้พระพุทธชินราชจำลอง และเคารพศพของท่านพ่อลีด้วย

และสุดท้ายก่อนกลับก็จะไหว้พระเจ้าอโศกมหาราชกันซักหน่อยครับ เพื่อความเป็นศิริมงคล เราออกจากวัดประมาณ 11โมงกว่าๆ ก็ต้องหามื้อเที่ยงกินกันก่อนจะกลับบ้าน โดยไปแวะที่ สถานตากอากาศบางปู โดยหวังว่าจะได้พบนกอพยพมาบ้าง แต่ว่าสงสัยอากาศยังไม่หนาวมาก นกก็เลยยังไม่อพยพมากัน ก็เลยได้แค่กินข้าวเฉยๆ พอออกจาก สถานตากอากาศบางปู ก็มุ่งหน้ากลับบ้าน โดยตั้งใจจะไปขึ้นมอเตอร์เวย์



ซึ่งต้องขับผ่านบางบ่อ ก็จะเป็นแหล่งขายปลาสลิดชื่อดัง ก็เข้าทางภรรยาผมเลยครับ ให้แวะตลอด... ความจริงถ้าจะแวะเที่ยวที่วัดหงษ์ทองก็ได้ครับ เพราะว่าต้องขับรถผ่านอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็พึ่งจะมาเมื่อไม่นานนี้ ก็เลยไม่มีใครอยากจะแวะกัน..
วันนั้นกว่าจะกลับถึงบ้าน ปาเข้าไป บ่าย 3โมงกว่าๆ เลยทีเดียว  แต่ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขง่ายๆ 

By: K.C.A.N