หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิทยาศาสตร์


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า "หากต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จงมีความรู้ที่เพิ่มพูน จงหาความรู้ให้ถ่องแท้ มีความรู้ที่หลากหลาย และมีความเข้าใจล้ำลึกให้พอ...
หากยังคิดอะไรไม่ออก จงวางความรู้นั้นลง แล้วใช้จินตนาการ (แห่งความเป็นมนุษย์) เพราะ ณ วินาทีนั้น "จินตนาการ สำคัญกว่า ความรู้" แล้ว และเมื่อจินตนาการเสร็จ จงเอาความรู้ทั้งมวลที่เรามี ทำให้จินตนาการนั้นเป็นความจริง" 
ผมเองก็เชื่อในสิ่งที่ ไอน์สไตน์ เขาพูดเอาไว้เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะว่าคนที่พูดเป็นคนดังแต่อย่างไร แต่หลายสิ่ง หลายอย่าง ถ้าหากว่าไม่มีจินตนาการของมนุษย์แล้วละก็ คงจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน


เมื่อวานหลานชายที่เป็นลูกของพี่ชายภรรยาผมมาจาก ตจว. เพื่อมาคัดเลือกและทดสอบเกี่ยวกับฟุตบอลที่โรงเรียนปทุมวิไลในวันจันทร์ที่ 23/03/2558 ภรรยาผมเขาก็ร้องขอให้ช่วยพาหลานไปเที่ยวหน่อยเพราะว่าวันเสาร์เขาต้องไปทำงาน ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพาไปเที่ยวไหวดี เพราะปทุมธานีที่เที่ยวส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวห้างกับสวนสนุก ซึ่งก็ต้องไม่รู้ว่าจะชอบหรือเปล่า เดินห้าง หรือเที่ยวสวนสนุกจะดีหรือเปล่า เพราะว่าผมคงจะไม่เล่นเครื่องเล่นเป็นเพื่อนเจ้าหลานชายอย่างแน่นอน...
ผมเลยหันไปขอคำปรึกษากับลูกสาว ลูกสาวเลยแนะนำว่าไปเยี่ยมชมที่ตึกลูกเต๋า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อ.พ.ว.ช)  เพราะว่าอย่างน้อยก็จะได้จินตนาการ และความรู้กลับมาด้วย ผมก็ว่าดีเหมือนกัน ไม่ไดไปมาก็นานแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม ก็ตกลงว่าจะพาไปที่ ตึกลูกเต๋า นี่แหละ และตอนบ่ายๆ ก็ค่อยพาไปรู้จักกับเส้นทางและโรงเรียนที่เขาจะต้องไปคัดบอลในวันจันทร์ 
หลังจากถึงที่ตึกลูกเต๋าแล้ว ผมก็ไปซื้อบัตรผ่านเขาชม ก็ปรากฎว่ามีผมคนเดียวที่ต้องเสียเงินเข้า เพราะว่าแม่ผม ก็อายุเกิน 60ปี ก็เข้าฟรี, ลูกสาวคนโต กับหลานชายก็ยังเป็นนักเรียนก็เข้าฟรีเหมือนกัน ซึ่งซื้อบัตร สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าชมทั้งหมดกี่อาคาร ซึ่งตอนนี้มี 3อาคาร ราคารวมก็ 100บาท (มีเพิ่มขึ้นมาอีก 1อาคาร) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี่สาระสนเทศ ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน น่าตื่นเต้นดี แสดงว่าผมไม่ได้มานานแล้วนะเนี่ย... (สมัยก่อนมีแค่ 2อาคารเอง)

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าดี ก็คือมีคนมาเยี่ยมชมเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แสดงว่าคนไทยเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น มีทั้งมาเป็นครอบครัว คล้ายกับที่ผมพามา มีทั้งมาเป็นหมู่คณะ นักเรียน ก็เยอะมาก มาเป็นรถบัส อยากให้คุณครูตามโรงเรียนต่างๆ ได้พานักเรียนมากันเยอะๆ รับรองว่ามีความรู้มากมายซ่อนอยู่ในทุกๆ มุมอย่างแน่นอน
ในตึกลูกเต๋า สิ่งที่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงก็คือ มีโรงฉายภาพยนต์ที่เป็นโดม 180 องศาเพิ่มขึ้นมา คล้ายกับโรงหนังที่เอาไว้ฉายเกี่ยวกับดวงดาว ของท้องฟ้าจำลอง มีฉายเป็นรอบ ตั้งแต่ 10:00, 11:00, 12:00...  ค่าเข้าชมคนละ 30บาท อันนี้เสียทุกคนครับ แต่ละรอบก็จะไม่เหมือนกัน ในรอบที่ผมดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน ปรากฎการณ์เรือนกระจก ปัจจัยและสาเหตุต่างๆ ที่มาจากฝีมือของมนุษย์ ผลกระทบ และวิธีการป้องกันและแก้ไข ดูแล้วก็น่ากลัวครับ ต่อไปเราคงจะต้องอยู่ก้นแต่ในน้ำ... เหมือนอย่างเกาะปันหยีที่อยู่ที่พังงาแน่ๆ 
ส่วนในชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 6 ก็มีความใกล้เคียงเดิมอยู่ครับ แต่ว่า มีของที่ใช้เพิ่มความรู้เพิ่มขึ้น เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะในชั้นที่ 5 ที่เพิ่มเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ ต่างๆ เข้ามา ในชั้นที่ 4ก็จะมีนิทัศน์การที่เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนด้วย


เราอยู่ข้างในตึกลูกเต๋าตั้งแต่ 9:30 จนถึงเที่ยงเลยครับ โดยมีเข้าไปดูหนังรอบ 10:00 - 10:30 อยู่ 1รอบ และเราก็แวะกินข้างเที่ยงที่กันที่บริเวณชั้นล่างของตึกลูกเต๋ากันก่อนที่จะไปอีก 2 อาคาร คือ ธรณีวิทยา และเทคโนโลยี่สารสนเทศ
     อาคารธรณีวิทยา ก็จะว่าด้วยเรื่องกำเนิดโลก สิ่งมีชีวิต พืชชั้นต่ำ เห็ด รา มอส พืชชั้นสูง ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวในแต่ละยุคแต่ละสมัย  ตั้งแต่ก่อนยุคน้ำแข็ง ยุคน้ำแข็ง ยุคไดโนเสาร์

และอาคารสุดท้ายที่เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี่สารสนเทศ ตั้งแต่มนุษย์รู้จักขีดเขียนเพื่อสื่อสาร จนกระทั่งประดิษฐ์ภาษาเขียน ประดิษฐ์รหัสการสื่อสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณควัน สัญญาณการตีกลอง, สัญญาณไฟ ต่างๆ การใช้สัตว้ช่วยในการสื่อสารแบบต่างๆ จนมาถึงระบบโทรเลข รหัสมอส ระบบโทรศัพท์ ระบบการใช้คลื่นความถี่ในการสื่อสาร ตั้งแต่วิทยุมาจนถึงโทรศัพท์ไร้สาย ระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของไทยจนถึงปัจจุบัน ที่เป็นแท๊บเล็ต และอื่นๆ อีกมากมาย อาคารนี้เป็นอาคารยุคใหม่ที่ไม่มีบันไดเลย ทำให้คนพิการก็สามารถใช้รถเข็นเยี่ยมชมได้ทั้งอาคารเลยทีเดียว เรากลับออกมาอีกครั้งก็บ่ายสามโมงกว่าๆ แล้วก็พาไปดูเส้นทางการเดินทางว่าจะต้องเดินทางอย่างไร นั้งรถเมล์สายไหน เพื่อให้สามารถไปถึงโรงเรียนปทุมวิไลได้ 

ผมเองก็ได้แอบสังเกตุว่าหลานชายก็ดูสนุกกับการได้กดปุ่มโน่น สังเกตุนี่ ฟังคำอธิบายจากพี่ๆ เจ้าหน้าที

ชุมสายโทรศัพท์แบบพัลส์


อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในสมัยก่อน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาปทุมธานีในครั้งนี้ จะสามารถสร้างจินตนาการและความรู้ให้หลานชายได้

โดย K.CA.N












วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

วัดสวย วัดดัง จ้งหวัดราชบุรี.

   วัดพระศรีอารย์ วัดนี้เป็นหนึ่งในสิบวัดสวยระดับประเทศของหลายๆ บล็อกครับ บอกว่าพระอุโบสถเป็นสีทองสวยงามอร่าม เลยตั้งใจเอาไว้ว่าจะพาแม่ไปเยี่ยมชมให้ได้ซักครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังเก็บเอาไว้ในใจ รอโอกาสอยู่ แต่ก็พอดีว่ามีน้องที่ทำงานแนะนำวัดอีกวัดหนึ่งว่ามีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มาก อยู่ที่อำเภอเดียวกันกับวัดศรีอารย์ที่กำลังอยากไป นั่นคือวัดหนองหอยอยู่ที่ในอำเภอโพธาราม, จังหวัดราชบุรี นั่นก็เลยทำให้ยิ่งเพิ่มความอยากไปเป็น 2 เท่า และจังหวัดราชบุรี ผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีวัดดังๆ สวยๆ ด้วย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โอกาสก็มาถึง แม้ลูกๆ จะไม่ว่างเพราะว่าติดต้องอ่านหนังสือสอบก็ไม่เป็นไร พาแม่ไป 2คนก่อนแล้วกัน ถือว่าเป็นการไปสำรวจ ก่อนที่จะไปอีกครั้งกับครอบครัวก็ได้ 
   ผมกับแม่ออกเดินทางจากบ้านประมาณแปดโมงกว่าๆ หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ก็ออกเดินทางจากบ้านที่ปทุมธานี มุ่งหน้าทางทิศตะวันตกไปทางรังสิต มุ่งไปทางแยกซ่อมสร้าง ข้ามสะพานปทุมธานี 2 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าทางหลวงหมายเลข 345 จากนั้นก็ตรงยาวๆ มาเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นวงแหวนกาญจนาภิเษก จากนั้นก็วิ่งเส้นวงแหวนมาจนกระทั้งถึงเส้นบรมราชนี ก็ให้มุ่งหน้าไปทางนครปฐม จานนั้นก็วิ่งยาวๆ ครับ แต่อยาก




บอกว่ารถติดอ่ะ ไม่เหมือนขับรถออกต่างจังหวัดเลย คั้งแต่ถนนกาญจนาภิเษกแล้วครับรถเยอะมาก... กว่าจะหลุดออกจากเส้นบรมราชนี เข้าเพรชเกษมก็เกือบชั่วโมง พอเข้าเส้นเพรชเกษมแล้วก็วิ่งได้เรื่อยๆ จะมาติดอีกครั้งก็แถวๆ นครปฐม พอถึงนครปฐมผมก็พาแม่แวะเข้าห้องน้ำ ห้องท่า หาน้ำ ขนมขบเคี้ยวขึ้นไปกินบนรถ รวมถึงศึกษาเส้นทางจากแผนที่ Google ด้วย หลังจากดูแผนที่แล้วปรากฎว่า วัดหนองหอย ไกลกว่า วัดศรีอารย์ อยู่ประมาณ ยี่สิบกว่ากิโลเมตร เลยคิดว่าจะไปที่วัดหนองหอยก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาที่วัดศรีอารย์ ตอนนั้นก็เกือบ 11โมงเห็นจะได้ หลังจากตั้งการนำทางในเครื่องโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขับรถออกจากปั๊ม และจั่งแต่ปั๊มในตัวเมืองนครปฐมผมก็ใช้ แผนที่ Google จากโทรศัพท์มือถือในการนำทางไปยังวัด เพราะวันนี้ลูกสาวไม่ได้มาด้วย เลยไม่มีคนนำทาง แต่ก็โอเคมากครับขับตามทางที่โทรศัพท์บอกแล้วไม่หลงครับสามารถไปถึงที่วัดได้ โดยที่โทรศัพท์จะแจ้งเราล่วงหน้าประมาณ 500-600เมตร ว่าเราจะต้องเลี้ยวทางไหน และเมื่อใกล้ถึงทางที่จะให้เลี้ยวมันก็จะแจ้งให้เราเลี้ยวอีกครั้งหนึ่ง 


   แต่ถ้าหากว่าคนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรืออาจจะไม่มีเน็ต ก็ให้วิ่งเส้นเพรชเกษมไปเรื่อยๆ เลยแยกหนองโพ จะมีวัดหนองโพอยู่ซ้ายมือ และก็ขับต่อไปจนแยกบางแพ เราก็ยังตรงขึ้นไปอีกครับ ก็จะพบกับแยกโพธาราม ซึ่งจะมีป้ายเขียว-ขาว ว่าโพธารามเลี้ยวขวา แต่เรายังตรงต่อขึ้นไปอีกนะครับ จากนี้ก็จะเข้าใกล้วัดแล้วครับอีกประมาณ 20กว่ากิโลเมตร และก็ใกล้จะถึงทางแยกที่จะเลี้ยวเข้าวัดหนองหอยแล้ว ให้สังเกตุป้ายบอกทางหลวงหมายเลย 3527 ให้เลี้ยวขวาดีๆ ครับ จะตั้งอยู่ใกล้ๆ กับศาลารอรถประจำทาง พอเห็บปุ๊บก็ให้ชิดขวาปั๊บ เพราะเราจะเลี้ยวเข้าถนนเส้นนี้ครับ หลังจากเลี้ยวแล้วประมาณ 300-400 เมตร จะเห็นป้าย "บ.เจ็ดเสมียน" แสดงว่ามาถูกทางครับ เราวิ่งตรงตามทาง ซักพักก็จะพบป้ายว่า เจ็ดเสมียน ให้เลี้ยวขวา ซึ่งเราก็เลี้ยวขวาเลยครับแล้วก็วิ่งต่อ ผ่านโรงพยาบาล โรงเรียน เจ็ดเสมียน ข้ามทางรถไฟ แล้วก็จะพบสามแยก เราก็เลี้ยวซ้าย พอเลี้ยวซ้ายไปซัก 100เมตร จะมีป้ายบอกว่าเลี้ยวขวา ข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลอง ก็ให้เราเลี้ยวขวาและขับตามทางประมาณ 1กม. จะพบสามแยกถ้าตรงไปนิดนึงก็จะเห็นซุ้มประตูวัดใหม่ชำนาญ ถ้าเลี้ยวขวาจะข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง เราก็เลี้ยวขวาครับ ข้ามสะพานพอลงสะพานให้เลี้ยวซ้ายเลยครับ แล้ววิ่งตามแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปประมาณ 4 กิโลเมตร จะเห็นป้ายเขียนว่า บ้านหนองหอยให้เลี้ยวขวา ให้เราเลี้ยวขวาตามป้ายครับ จากนั้นก็อีก 3.4 กิโลเมตรจะเห็นป้ายทางขึ้นวัดอยู่ทางขวามือครับ เราก็ขับขึ้นเขาไป ก็จะถึงที่วัดครับ อาจจะหลายเลี้ยวไปหน่อยครับ

   จากปั๊มไปถึงที่วัดหนองหอยเที่ยงพอดีครับ เลยต้องหาอาหารเที่ยงกินกัน ก็ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงร้านอาหาร ทางเจ้าหน้าที่แนะนำว่าทางวัดมีโรงทานให้ทานกันฟรี แล้วแต่ว่าจะบริจาคกันครับ อาหารก็จะเป็นอาหารเจครับ หลังจากที่กินอ่ิมแล้ว เราก็เดินเที่ยว และไหว้พระในวัดครับ ซึ่งที่วัดนี้จะเน้นเจ้าแม่กวนอิม มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มาก ขนาด 3 ถึง 4 ชั้นประดิษฐานอยู่ด้วยตามรูปข้างบน บริเวณเจ้าแม่กวนอิม จะอยู่บนเขามีลมพัดตลอดเวลา เย็นดีครับ หลังจากไหว้เจ้าแม่แล้วก็นั่ง จิบกาแฟสด มีร้านกาแฟสดอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย บรรยายกาศดีครับ เราอยู่ที่วัดจนประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ผมก็พาแม่ออกจากวัดหนองหอย เพื่อไปต่อยังวัดศรีอารย์ครับ โดยวิ่งกลับทางเดิมจนถึงถนนเพรชเกษมครับ แล้วก็ใช้เส้นเพรชเกษม มุ่งหน้าสู่แยก โพธารามครับ เมื่อถึงแยกโพธารามให้เราเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่อำเภอโพธาราม แต่พอถึงที่กลับรถแรก ก็จะเห็นป้ายวัดศรีอารย์อยู่ทางขวามือเลยซึ่งเราก็เลี้ยวเข้าไปตามป้าย และขับไปอีก 200เมตรก็จะพบประตูวัดครับ พอเข้าไปถึงในวัดก็จะเห็นโบถส์สีทองอร่ามเด่นเป็นสง่าเลยครับ ผมก็พาแม่เข้าไปขอพรพระศรีอารย์ในโบสถ์ครับ ซึ่งภายในโบสถ์ก็สวยงามมากเช่นกันตามรูปข้างล่างครับ

   เราอยู่ที่วัดนี้ประมาณ 30นาที ประมาณบ่าย 2:45 เราก็ออกจากวัดศรีอารย์มุ่งหน้ากลับบ้านที่ปทุมธานี ซึ่งก็ใช้เวลาในการฝ่าการจราจล 2ชั่วโมงกว่าๆ กลับถึงบ้านก็ 5โมงเกือบๆ 6โมงเย็น เป็นการจบทริปเที่ยววัดที่ราชบุรีครับ

By: K.C.A.N

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

วัดไทย สมัย ร. 5 ในสไตล์ยุโรป

ว่าจะเขียนเรื่องวัดไทยสไตส์ฝรั่ง ที่ได้ไปเที่ยวมาเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา คือวัดนิเวศธรรมประวัติ วัดที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก กลางแม่น้ำเจ้าพระยาอ่ะครับ อยู่ติดกับพระราชวังบางปะอินโดยมีแม่น้ำกั้น ซึ่งใช่ที่จอดรถร่วมกัน ถ้าหากว่าไปเที่ยวที่วัดอย่างเดียว ไม่ต้องเสียค่าที่จอดรถ แต่ถ้าจะเข้าไปเยี่ยมชมที่พระราชวังบางปะอินด้วย ก็จะต้องเสียค่าที่จอดรถด้วย คันละ 20บาทครับ

พิกัด GPS 14.2322315,100.5765096พอเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถแล้ว เราก็จะพบกับกระเช้าดังรูปข้างบนครับ บริการข้ามแม่น้ำจากฝั่งที่จอดรถไปยังฝั่งวัด ซึ่งจะบริการฟรีครับ แต่ทางฝั่งวัด ก็จะมีกล่องรับบริจาคช่วยค่าไฟฟ้าอยู่ ซึ่งเราก็สามารถนำเงินไปหยอดช่วยได้ครับ ลืมบอกไปว่า กระเช้าสามารถรับน้ำหนักได้ 8คน เพื่อความปลอดภัย
พอข้ามไปแล้วก็จะมีป้ายชึ้ไปยังพระอุโบสถ ทรงโบสถ์ของศาสนาคริสต์ แต่ต้องขออภัยที่ไม่มีรูปมาให้ดูเลย เพราะว่าเขากำลังปรับปรุง ทาสีอยู่ มีนั่งลานตั้งเต็มทั้งหลังเลย ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ เลยไม่ได้เก็บรูปมาฝาก คงจะต้องขออนุญาตนำรูปของท่านอื่นๆ มาให้ดูกันก่อนครับ แต่ว่าวันที่ไปเป็นวันพระใหญ่ ทางวัดเลยเปิดให้เข้าไปไหว้พระภายในโบสถได้ และรูปข้างล่างก็คือภายในพระอุโบสถครับ
นอกจากรูปแบบของพระอุโบสถที่เป็นทรงยุโรปแล้ว ก็จะมีกุฎิวัด และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในวัดก็จะเป็นทรงยุโรป แถบทั้งสิ้น รวมถึง ประภาคารเกาะบ้านเลนที่อยู่บริเวณปลายสุดจะบอกว่าเป็นหัว หรือท้ายเกาะดี คือเป็นบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยา แยกออกเป็น 2สาย เป็นจุดเริ่มต้นของเกาะครับ แต่เอาเป็นว่าจากพระอุโบสถเราจะเดินย้อนกลับมาทางที่จะขึ้นกระเช้า และเดินตรงต่อไปอีกทางหนึ่ง ก็จะพบกับประภาคารที่มีความสูงถึง 22เมตร พร้อมป้ายประวัติ (ข้อความในป้าย ตามตัวอักษรสีแดง ข้างล่าง)

“ประภาคารเกาะบ้านเลน ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของเกาะบ้านเลนหมู่ที่ 12 ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา "ประภาคาร" หรือ "กระโจมไฟ" เดิมเรียก "เรือนตะเกียง" ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Lighthouse สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่สังเกตในการเดินเรือโดยสารตามไฟฉายแสงอย่างแรงไว้บนยอด ซึ่งแต่เดิมใช้ตะเกียงน้ำมันจากไขสัตว์หรือน้ำมันก๊าด  ต่อมาเปลี่ยนมาใช้ก๊าซและพลังแสงอาทิตย์แทนประภาคารเกาะบ้านเลน ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน มีลักษณะเป็นอาคารทรงกระบอกสอบเข้าจะฐานสู่ยอดฐานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร สูง 22 เมตร มีประตูทางเข้าสู่ภายในซึ่่งเป็นบันได 80 ขั้น เวียนจากฐานขึ้นไปสู่ส่วนบนซึ่งเจาะช่องประตูออกไปสู่ระเบียงด้านนอก ผนังส่วนกลางของประภาคารมีช่องหน้าต่างโค้งและกลม ส่วนบนเป็นหอกระจก หลังคาทรงกรวยแหลมคว่ำคล้ายหมวกจีน ใช้ติดตั้งตะเกียงน้ำมันประภาคารเกาะบ้านเลนนี้ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เชื่อว่าสร้างขึ้นพร้อมกับวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างในปี 2421 เนื่องจากบริเวณเกาะบ้านเลนนี้ยังห่างไกลชุมชนทรงให้เรือกลไฟนำเสบียงมาส่งที่วัดทุก 15 วัน จึงจำเป็นต้องมีประภาคารไว้เป็นจุดสังเกตในระยะแรกมีเจ้าหน้าที่สำหนักพระราชวังเฝ้า แต่มาจึงใช้เด็กวัดชักรอกตะเกียงเพื่อเติมน้ำมันมะพร้าวและจุดไฟไว้บนยอดประภาคารทุกวัน ภายหลังได้บูรณะเปลี่ยนเป็นตะเกียงไฟฟ้า และเมื่อกิจการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาหมดความสำคัญ จึงเลิกใช้งานไปในที่สุด” 

ผมว่าทาง อบต. น่าจะจัดให้มีงานประจำปี เช่น จุดไฟตะเกียงประภาคาร โดยให้มีเรือมาล่องเยอะๆ น่าจะดี เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวครับ ทำเป็นรูปแบบงานวัดครับ
จบทริปวันมาฆบูชาแบบง่ายๆ ไม่เกินครึ่งวันครับ แล้วค่อยไปเวียนเทียนตอนเย็นอีกทีหนึ่งที่วัดแถวๆ บ้าน...
โดย : K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

ธรรม มะ ชาติ

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
สำหรับสิ่งที่มีชีวิต ก็คือ เกิด-แก่-เจ็บ และ ตาย  ก็คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่จริง เพราะว่านี่คือธรรมชาติ.

วัดชลประทานรังสฤษดิ์

พอดีมีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานเล่าให้ฟังในเรื่องของ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ หลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ โดยพี่เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อท่านจะสอนและเน้นในเรื่อง ไม่ยึดติด ยึดมั่นกับ ตัวบุคคล หรือกับวัตถุสิ่งของ แต่ให้ยึดติดยึดมั่น กับคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า นั่นก็คือพระธรรม นั่นเอง รุ่นพี่ยังเล่าให้ฟังว่า อยากหวังจะหาเหรียญ หาพระผงปลุกเสกใดๆ จากหลวงพ่อ อย่าหวังหาซื้อที่บนสวรรค์ จากหลวงพ่อ ขนาดจะทำบุญหลวงพ่อยังบอกว่า ให้ทำบุญให้กับวัดให้เยอะ อย่าทำบุญกับตัวพระสงค์ ให้เชื่อในหลักการทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องไสยศาสตร์  โดยเป็นประสบการณ์จริงของพ่อของรุ่นพี่เลย เรื่องมีอยู่ว่า บ้านของรุ่นพี่เป็นบ้านทรงไทย ซึ่งก็จะมีหน้าจั่วและก็จะมียอดแหลมๆ ซึ่งฟ้าจะชอบผ่าลงมาบ่อย ต้องซ่อมแล้วซ่อมอีก คนสมัยก่อนก็ จะเชื่อเรื่องโชค ลาง ต้องไปหาพระ พระหลายองค์ก็แนะนำให้ตั้งศาล ให้ทำการบวงสรวง นู่น นี่ นั่น แต่ก็ยังไม่วายถูกฟ้าผ่าจั่ว อีก จนกระทั้งพ่อของรุ่นพี่ได้มาพบกับหลวงพ่อปัญญา ก็เล่าปัญหาเรื่องฟ้าผ่าให้หลวงพ่อฟัง และก็มีการขอสิ่งศักดิ์สิทธิจากหลวงพ่อเพื่อป้องกันฟ้าผ่าตามประสาชาวบ้านตามต่างจังหวัด ซึ่งหลวงพ่อปัญญาบอกว่าของดีอ่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าจะป้องกันฟ้าผ่าละก็แนะนำให้ติดสายล่อฟ้า ให้ไปหาแท่งทองแดงมาติดใกล้ๆ กับจั่วแต่ให้สูงกว่าจั่วซักเล็กน้อย รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่นั้นมา จั่วบ้านก็ไม่เคยถูกฟ้าผ่าอีกเลย 


อีกหนึ่งเรื่องที่หลวงพ่อชอบพูดก็คือในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ใช้ร่างกายของเราทำประโยชน์ ทำความดีให้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งที่จะหลงเหลือเอาไว้ก็คือ ประโยชน์ และ ความดี ที่เราทำเอาไว้นั่นเอง ส่วนร่างกายเรา ก็จะถูกเผาให้มอดไหม้ไป  ตามธรรมชาติ ซึ่งก็คือความจริง 
และรุ่นพี่ก็แนะนำให้ลองแวะไปดูที่ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อยู่แถวปากเกร็ด ถ. ถนนติวานนท์ ว่าให้ลองมาดู ธรรมชาติยังมีให้เห็น....  

แน่นอนครับผมต้องลองไปดู และวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมก็เลยชวนแม่กับลูกสาวคนโตไปด้วยกัน บรรยายกาศก็เป็นไปตามรูปข้างล่างครับ 


ฺธรรมชาติ ยังเยอะอยู่จริงๆ ในวัดชลประทานฯ นอกจากนั้นก็จะมีธรรมะ คำสอนของทั้งหลวงพ่อปัญญา และท่านพุทธสาสฯ อยู่รอบๆ วัดด้วย


เสาร์-อาทิตย์ไหน ถ้าหากว่าว่างๆ ต้องการสถานที่สงบๆ ไว้พักผ่อน หย่อนใจ รวมถึงนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า นึกถึง ธรรมะ ธรรมชาติ แล้วละ มาได้ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ 

BY: K.C.A.N