หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนจบ


เช้าวันอาทิตย์ เราก็เดินเล่นและถ่ายรูปในรีสอร์กันจนประมาณ 7:30 ก็ไปรับประทานอาหารเช้าที่รีสอร์จจัดเตรียมเอาไว้ให้ จากนั้นก็อาบน้ำเตรียมออกเดินทาง ซึ่งกว่าจะเสร็จเรียบร้อยกันทุกคนก็ 9โมงกว่าๆ ออกเดินทางย้อนลงไปทางประจวบคีรีขันธ์ จุดหมายปลายทางคือ อุทยานราชภักดิ์ ระหว่างทางที่จะไป จะผ่านที่วนอุทยานนางพันธุรัต ซึ่งเราก็แวะเข้าไปดูว่ามีอะไรบ้าง ก็พบกับภูเขาหินปูนล้อมรอบ มีการปรับภูมิทัศน์ ปูหญ้า ให้สามารถกางเต้นท์นอนได้ มีอาคารสำนักงานของเจ้าหน้าที่วนอุทยาน ก็เรียกว่าสวยงามมาก นอกจากนั้นเรายังสามารถขึ้นไปยังเขานางพันธุรัต ซึ่งข้างบนยังมีศาลนางพันธุรัตให้นมัสการด้วย ทางขึ้นทำเป็นขั้นบันไดขึ้นได้ไม่ยาก จะได้เห็นกระจกของนางพันธุรัต บรรยากาศขนาดประมาณ 10โมงเช้าแล้วแต่อากาศก็ยังเย็นสบายอยู่ ไม่รู้สึกร้อนเลยครับ

เราอยู่ที่วนอุทยานนางพันธุรัต ประมาณ 10:30 กว่าๆ เพราะว่าผมกับลูกสาวคนโตเดินขึ้นเขาไปสำรวจข้างบนเขา เพื่อไปไหว้เจ้าที่ เจ้าทาง นั่นก็คือศาลนางพันธุรัตนั่นเอง ซึ่งโดยส่วนตัวก็อยากให้ทุกคนแวะเวียนไปเยี่ยมนางพันธุรัต ไปเที่ยวกันเยอะๆ เพราะวันที่ไปนั้นเงียบมากจนน่ากลัว ดีที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย และบอกว่าขึ้นไปเที่ยวได้ รับรองความปลอดภัย ผมถึงได้ขึ้นมาเที่ยว ไม่อย่างงั้นก็คงจะไม่กล้าขึ้นมาเหมือนกัน แม้จะเป็นเวลากลางวันก็เถิด แต่คนน้อยๆ ก็มีข้อดีอยู่อย่างนึงก็คือ ความเป็นธรรมชาติจะสูงมาก ลิงก็ไม่ค่อยมี เพราะว่าไม่มีอะไรกินก็จะไปหากินที่อื่นๆ ก็อยากบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สวยงาม ของเพรชบุรีที่ที่ควรไปเยี่ยมชม


จากวนอุทยานนางพันธุรัต เราก็มุ่งหน้ายาวๆ ที่สวนสนประดิพัทธ์เพื่อหาอาหารกลางวันรับประทานกันริมทะเล เราไปถึงสวนสนฯ ประมาณใกล้ๆ บ่ายโมง แต่ขอบอกว่าคิดผิดมาก เพราะคนเยอะมากๆ แบบไม่น่าเชื่อ เราเลยแวะกินข้าวเที่ยงเฉยๆ ในร้านอาหารใกล้สถานีรถไฟ ไม่ได้ไปริมทะเลตามที่ตั้งใจเอาไว้ หลังจากอาหารเที่ยงเราก็ออกไปยังเป้าหมายของวันนี้ นั่นก็คืออุทยานราชภักดิ์ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมาก ก็ขอบอกว่าคนเยอะมากๆ จริงๆ รวมถึงแดดก็ร้อนมากด้วย ต้นไม้มีอยู่น้อยมาก มีแต่ลานปูนใหญ่ๆ เอาไว้ให้รถจอด และก็มีรถจอดอย่างเยอะ 


งานนี้สาวๆ ทั้งหลาย (ลูกสาว และภรรยา) ขอตัวหลบแดดอยู่แต่ในรถ ปล่อยให้ผม แม่ผม และน้องสาว ลงไปเดินดู แต่ก็เดินไปไม่ได้ไกลจากจุดจอดรถมาก แค่ให้พ้นจากรถที่จอดอยู่ เวลาถ่ายรูปจะได้ไม่ติดรถที่จอดก็พอ ไม่น่าเชื่อว่าเป้าหมายของวัน แต่มาผิดเวลาไปหน่อย ทำให้เราอยู่ที่อุทยานราชภักดิ์ไม่เกิน 15นาที มีถ่ายรูปแค่ ไม่เกิน 10รูป... จากนั้นเราก็ขับรถกลับบ้าน โดยมาแวะซื้อของฝาก และพักรถ ที่แถวๆ เพรชบุรี 
ก่อนที่จะขับรถกลับยาวๆ ถึงบ้านที่ปทุมธานีประมาณ 6โมงกว่าๆ เป็นอันจบทริปเที่ยววัดสวยที่เมืองเพรชบุรี 2 วัน 1 คืน แต่เหมือนยาวนานมากเลยสำหรับทริปนี้ ครั้งหน้าไปเพรชบุรี เที่ยวอะไรดีนะ... 

พบกันทริปหน้า
By: K.C.A.N

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนที่3

จากตอนที่แล้ว หลังจากเราออกจากวัดพระนอนแล้ว เราก็มุ้งหน้าเข้าเมือง เพื่อไปยังวัดมหาธาตุ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเรียกกันว่าแยกอะไร แต่ก็คือว่าลูกสาวนำทางผมไปโดยใช้ GPS. คือผมจะบอกว่า พอขับรถผ่านแยกนั้นปุ๊บ ก็จะเห็นพระปรางค์ของวัดตั้งสูงเด่นเป็นสง่าเลยครับ ทำให้หาไม่ยากและเป็นวัดที่อยู่กลางใจเมืองเพรชบุรีเลยก็ว่าได้ สอบถามคนแถวๆ นั้นก็รู้จักกันทุกคน


จากประวัติที่เคยได้อ่านมา บอกว่าเป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัยเลยทีเดียว เพราะว่ามีการชุดพบอิฐสมัยทวารวดีอยู่จำนวนมาก แต่ว่าทรุดโทรมมาก จนมาสมัย ร.6 ก็ได้มีการบูรณะใหม่ทั้งหมด ให้สวยงานดังปัจจุบัน ต้องขอบอกว่าองค์พระปรางค์ 5ยอด ทำให้วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สวยงามมากๆ ของจังหวัดเพรชบุรีเลยก็ว่าได้ คล้ายกับที่เคยเห็นในกรุงเทพฯ กับพระนครศรีอยุธยา แต่ไม่ใช่ 5ยอดเหมือนอย่างที่เพรชบุรี เวลาตอนนั้นประมาณ 14:30 นาที เราก็นั้่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจอยู่ที่วัดมหาธาตุแห่งนี้จนประมาณ 15:00 ซึ่งด้านหน้าของวัดจะมี ร้าน 7-11 อยู่ด้วย ลูกๆ เลยถือโอกาสซื้อเสบียงอาหาร น้ำดื่มมาเก็บเอาไว้ด้วย จากนั้น เราก็มุ่งหน้าจากวัดมหาธาตุไปต่อที่วัดใหญ่สุวรรณาราม อีกหนึ่งวัดสวยและมีชื่อเสียงว่าเป็นวัดที่มีศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่เต็มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยขวานจามประตูโบสถ์ที่บ่งบอกว่าคนสมัยโบราณมีรูปร่างสูงใหญ๋เพียงใด นอกจากนี้ยังเป็นวัดที่มีคนชอบไปถ่ายทำภาพยนต์ และละครย้อนยุคจำนวนมาก เช่น เรื่องศรีสุริโยไท ก็มาถ่ายทำที่วัดแห่งนี้ในบางช่วงบางตอนด้วย และในวันที่ไปเที่ยว ก็กำลังมีการถ่ายทำภาพยนต์กันอยู่ด้วย โดยมีนักแสดงกำลังท่องบท กระจายกันอยู่ทั่ววัด และบางส่วนของวัดก็ถูกปิดเอาไว้ รวมถึงพระสงฆ์และเณรน้อยในวัดก็กำลังทำความสะอาดวัดเป็นการใหญ๋ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูได้ในบางสถานที่ แต่เราก็ยังสามารถที่จะเข้าไปยังโบสถ์เพื่อไหว้พระได้อยู่ ซึ่งมีพระสงฆ์ที่ประจำในโบสถ์ได้แนะนำว่า หลังองค์พระประธานจะมีองค์พระอยู่ 1องค์ซึ่งมีนิ้วเท้า 11นิ้ว โดยมีนิ้วเท้าทางด้านขวา อยู่ 6นิ้วและด้านซ้าย 5นิ้ว รวมเป็น 11นิ้ว ซึ่งเป็นที่เคารพของคนเพรชบุรีเป็นอย่างมาก ให้ผมกับลูกสาวแวะเข้าไปกราบด้วย


เราออกจากวัดใหญ่ฯ ประมาณ 15:40 ซึ่งก็เป็นวัดสุดท้ายของวันนั้นแล้ว ก็ปรึกษากับลูกๆ ว่าจะไปไหนกันต่อดี เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่นัดกับแม่เอาไว้ ซึ่งผลการประชุมที่ออกมาคือ ไปนั่งเล่นริมทะเลกันที่หาดชะอำ ไปดูพระอาทิตย์ตก เราก็เลยขับรถมุ่งสู่หาดชะอำกัน ซึ่งก็ไปถึงหาดชะอำประมาณใกล้ๆ 16:50 ซึ่งก็เป็นเวลาที่เขากำลังเก็บของกัน ผู้ให้บริการเตียงผ้าใบริมหาดเริ่มหุบร่มกัน ก็เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกัน เราอยู่ที่หาดชะอำประมาณ 1ชั่วโมง ก็ออกมาหาข้าวเย็นกินที่ตลาด ซึ่งก็ประมาณใกล้ๆ 18 นาฬิกา หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนกันต่อ ก็เลยโทรหาภรรยา ว่าสามารถเข้าไปที่รีสอร์จได้หรือยัง ซึ่งแฟนผมก็บอกว่าได้แล้ว แต่ว่าไม่ให้มายุ่งที่ที่เขาจัดงานกัน ซึ่งเราก็ตอบตกลงและดีใจมากๆ เพราะเวลาของการรอคอยมันเดินช้าจริงๆ ครับ ก็เลยมุ่งหน้าไปยังรีสอร์จที่แฟนผมจองห้องพักเอาไว้ให้ ก็ไปถึงประมาณ 18:30 ซึ่งเราก็หลบกันอยู่แต่ในบ้านหลังที่ภรรยาจองเอาไว้ ปรึกษากันว่าพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวไหนกันต่อดี โดยผมก็เสนอว่าจะไปที่ วนอุทยานนางพันธุรัต ซึ่งขับรถผ่านตอนจะไปหาดชะอำ ลูกสาวคนโตบอกว่าอยากไปอุทยานราชภักดิ์ และภรรยาผมก็บอกว่าถ้าไปอุทยานราชภักดิ์ ก็ไปเล่นน้ำทะเลที่สวนสนฯ ด้วยเลยดีกว่า เป็นอันว่าวางโปรแกรมเอาไว้ 3แห่ง ก่อนเดินทางกลับปทุมธานี งั้นคืนนี้ก็ต้องนอนเอาแรงกันก่อน แล้วจะมาเล่าต่อในตอนที่ 4ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายครับ

By: K.C.A.N

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วัดสวยๆ ที่จังหวัดเพรชบุรี ตอนที่2

จากวัดสวยจังหวัดเพรชบุรีตอนที่ 1 เราทิ้งท้ายเอาไว้ตรงวัดข่อยที่เป็นไฮไลท์ของการมาเพรชบุรีในครั้งนี้เลยมาขอเริ่มกันเลยนะครับ วัดข่อยอีกหนึ่งวัดสวยของเพรชบุรี ที่อยู่ใกล้ๆ กับทางขึ้นเขาวังทางด้านที่เดินขึ้นนะครับ ไม่ใช่ทางด้านรถราง พอเข้าไปในวัดข่อยก็จะพบกับ พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางด้านหน้าเลย สวยงามมากๆ ยิ่งถ้าเดินให้รอบตัวพระธาตุแล้ว ทั้งด้านข้างด้านหลังสวยมากๆ ซึ่งคงต้องใช้รูปในการอธิบาย ตามข้างล่างครับ





เราใช้เวลาในวัดข่อยไปประมาณ 40-45นาที เราก็ออกจากวัดข่อยมุ่งหน้าไปยัง วัดสวยอีกหนึ่งวัด นั่นก็คือวัดพระนอน ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก สามารถเดินถึงกันได้ใน 10-15นาที แต่ถ้าขับรถก็ไม่เกิน 5นาที ที่วัดพระนอน ผมก็ต้องตกตะลึงเพราะไม่เคยคิดว่าที่เพชรบุรี จะมีพระนอนที่องค์ใหญ่มากขนาดนี้อยู่ด้วย ซึ่งองค์ใหญ่ใช้ได้เลยครับ เทียบเคียงกับวัดพระนอนจักรสีห์ ที่จังหวัดสิงห์บุรีได้เลยครับ ภายในวัดก็สวยสงบเงียบ ซึ่งอยู่ทางด้านท้ายๆ ของเขาวังที่จะไปทางชะอำ  วัดพระนอนนี้สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งมีพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูน ยาว 21 วา 1 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว เดิมสร้างไว้กลางแจ้ง ต่อมาสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลังคาคลุมไว้ พร้อมทำผนังรอบองค์พระ เป็นลักษณะวิหารพระพุทธไสยาสน์ ดังที่เห็นอยู่ปัจจุบัน (ข้อมูลจากเว็บไซด์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ผมว่าวัดนี้ก็สามารถจัดเป็นวัดสวยแห่งเมืองเพรชบุรีได้ครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง และอีกอย่างคือ พระนอน ถือเป็นที่สุดแห่งพระพุทธศาสนาด้วย


ในตอนที่ 2นี้ก็พาไปเที่ยวอีก 2วัด แต่ยังไม่จบนะครับสวยวัดสวยของจังหวัดเพรชบุรียังมีอีก 2 แห่งครับ แต่ขอยกไปเล่าในตอนที่ 3 ต่อไปครับ



BY: K.C.A.N