หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปราสาทสด๊กก๊อกธม หรือ ปราสาทสด็อกก็อกธม 

ปราสาทสด๊กก๊อกธม หรือ ปราสาทสด็อกก็อกธม


ตั้งอยู่ทางตะวันออกของบ้านหนอง-เสม็ด ตำบลโคกสูง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากชายแดนประเทศกัมพูชาซัก 1กิโลเมตร เห็นจะได้ เพราะสัญญาณมือถือจะขึ้นมาถามว่าจะเปิดโรมมิ่งเป็นของทางประเทศกัมพูชาหรือไม่... อันนี้อาจต้องระวังนิดนึง เพราะจะกลายเป็นเล่นเน็ตจากต่างประเทศเลยครับ... นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าปราสาทแห่งนี้ใกล้กับชายแดนมาก

พิกัด GPS = 13.8431946,102.7333028



ปราสาทสด๊กก๊อกธม  เป็นโบราณสถานขอมที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 14 เพื่อใช้ประดิษฐานรูปเคารพและใช้ประกอบพิธีกรรมตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ทั้งนี้คำว่า “สด๊กก๊อกธม” นั้น หมายถึง “เมืองที่มีต้นกกขึ้นรกในหนองน้ำใหญ่” และในปัจจุบันเค้ารางของความหมาย นี้ก็ยังพอมองเห็นได้จากหนองน้ำใหญ่ที่น่าจะเป็นร่องรอยของอดีตตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก ตัวปราสาทก่อด้วยหินทรายมีโคปุระ หรือซุ้มประตูเหลืออยู่เพียงด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเท่านั้น ภายในระเบียงคตมีบรรณาลัย ก่อด้วยหินทราย 2 หลังอยู่หน้าปราสาทหลังกลางซึ่งเป็นปรางค์ประธาน ส่วนด้านนอกปราสาททางทิศตะวันออก มีสระน้ำขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมและมีถนนปูด้วยหินจากตัว




ปราสาทไปจนถึงสระน้ำ ปราสาทนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้วยความเชื่อที่ว่าทิศตะวันออกเป็นทิศแห่งพลังแสงสว่างและสิริมงคล ส่วนทิศตะวันตกเป็นทิศแห่งความตาย นอกจากนี้ผังปราสาทยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องจักรวาลของศาสนาฮินดู โดยมีเขาพระสุเมรุอยู่กึ่งกลางล้อมด้วยห่วงน้ำมหึมา เมื่อเดินเข้าโคปุระด้านทิศตะวันออกของกำแพงแก้ว ผ่านคูน้ำและระเบียงคดเข้าไป จะเท่ากับเราได้เข้าสู่ใจกลางจักรวาล ซึ่งปรางค์ประธานเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยเสาเป็นปริมณฑลบ่งบอกว่าเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์สูงสุด และภายในปรางค์ประธานนั้น เดิมเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์อันเป็นรูปเคารพแทนองค์ปพระศิวะ หนึ่งในเทพสูงสุดสามองค์ของฮินดู ปัจจุบันเหลือแต่เพียงฐานโยนีเท่านั้น


สิ่งที่ถือว่าเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของปราสาทสด๊กก๊อกธม คือการค้นพบศิลาจารึก 2 หลังที่จารึกด้วย อักษรขอมโบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงอายุการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ทั้งยังบอกถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างจารึกหลักที่ 2 ด้วยว่าพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ได้ปฏิสังขรณ์ปราสาทเมื่อปี พ.ศ.1595 และกษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมได้เป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนา โดยมีพราหมณ์ปุโรหิตเป็นผู้นำศาสนา คอยให้คำปรึกษาแนะนำ และเป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้าและกษัตริย์รวมทั้งประวัติ สายสกุลพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีเทวราชา การปฏิบัติพระเทวราชและรูปเคารพ การสร้างหมู่บ้าน การบุญต่างๆ ในศาสนา เป็นต้น โดยปัจจุบันจารึกทั้ง 2 ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรนั่นเอง



เปิดใช้รับชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 - 18.00 น.
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ +66 3731 2282 , +66 3731 2284

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก 
เว็บไซด์ วิกิพีเดีย

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560

เหตุผลที่ควรมีประกันชีวิต 2


     จากบล๊อกที่แล้ว เราทราบเหตุผลที่ควรมีประกันชีวิตอันเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของครอบครัวกันไปแล้ว บล๊อกนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับมุมมองอื่นๆ บ้าง


     เวลาเราจะเก็บเงินเพื่อการออม สถานที่ที่จะคิดถึงก็คือธนาคารเป็นอย่างแรก และน่าจะเป็นอย่างเดียว จะไม่คิดถึงอย่างอื่นเลย



1) ฝากเงินกับธนาคารอย่างเดียว

ถ้าคุณมีเงินฝากในธนาคาร 100,000บาท 
แล้วบังเอิญคุณประสบเหตุที่ไม่คาดคิดมาก่อน ทำให้คุณเสียชีวิต
และคุณไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆ เอาไว้
เงินในธนาคารของคุณจะกลายเป็นกองมรดกทันที
นั่นหมายความว่า ลูก เมีย ญาติ พี่ น้อง
จะนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อ...
ให้ศาลสั่ง... เท่านั้นครับ
แปลว่าจะต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
และอีกหลายขั้นตอน...
กว่าจะได้เงินออกมา
...
แต่ยังไม่หมดนะครับ
เพราะเงินมรดกของคุณ จะต้องถูกหักภาษีก่อน
...
ทายาทของคุณจะได้รับเงินแน่นอน
แต่ใช้เวลาซัก 3-6เดือน
และเงินที่ได้จะหายไปซัก 15% ไม่รวมค่าดำเนินงานอื่นๆ
มันอาจจะไม่ทันในหลายๆ กิจกรรมหลังจากที่คุณจากไป...



2) กระจายความเสี่ยงมาออมในบริษัทประกันชีวิตบ้าง

คุณออมเงินปีละ 6,xxxบาท กับบริษัทประกันชีวิต
(5xxบาทต่อเดือน)
วันแรกที่คุณส่งเบี้ยประกัน
ชีวิตคุณมีค่า(หลักทรัพย์) ทันที 100,000บาท
และบังเอิญคุณประสบเหตุที่ไม่คาดคิดมาก่อน ทำให้คุณเสียชีวิต
และคุณก็ไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆ เอาไว้ เหมือนตัวอย่างข้างบน
แต่...
3วัน-7วัน บริษัทประกันชีวิตจะนำเช็คเงินสดเท่าจำนวนเงินเอาประกัน
ไปมอบให้กับบุคคลที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ "ผู้รับผลประโยชน์"
โดยไม่ต้องหักภาษีใดๆ รับเต็มจำนวน
แต่...
ถ้าคุณไม่ประสบเหตุใดๆ และอยู่จนครบอายุกรมธรรม์
ทางบริษัทประกันชีวิต ก็จะคืนเงินเบี้ยประกันภัยทั้งหมด
ที่คุณได้นำฝากมา  + ผลประโยชน์จากการที่บริษัทฯ
ได้นำเงินของคุณไปลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง
ที่ไม่น้อยไปกว่า ดอกเบี้ยธนาคาร
คืนกลับให้กับคุณด้่วยเช่นกัน




คุณคิดว่าแบบไหนดี...
ขอตอบว่าดีทั้งสองแบบ เราควรจะฝากเงินกันธนาคาร เพราะว่าสามารถฝาก-ถอนตอนไหนก็ได้ 
และก็ควรออมเงินไว้กับประกันชีวิต เพราะจะทำให้ชีวิตของเรามีหลักทรัพย์คุ้มครองไปตลอดอายุกรมธรรม์ การออมกับประกันชีวิตจะต้องออมจนครบอายุกรมธรรม์หรือเวลาที่กำหนดเท่านั้นจึงจะได้เงินปันผล หรือเงินผลประโยชน์คืนตามที่ระบุในกรมธรรม์ ซึ่งจะไม่สามารถเบิก-ถอนตอนไหนก็ได้เหมือนอย่างธนาคาร

โดย ตัวแทนประกันชีวิต อลิอันซ์ อยุธยา 

กิตติ คงมานะชาญ
ยินดี "เคียงข้างทุกจังหวะชีวิต" ของคุณ
โทร 0841437045
LINE id: kitti_kh





วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

เหตุผลที่ควรมีประกันชีวิต


ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เคยชอบอาชีพที่เกี่ยวกับประกันชีวิตเลย เพราะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องไกลตัว และมันทำให้เราเสียเงิน... จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนมาถามผมว่า

"คุณคิดว่าคนที่เสียชีวิตแล้วเอาอะไรไปได้ไหม ? " ก็ตอบเขาไปเลยว่า
"คนตายแล้ว ก็เอาอะไรไปไม่ได้หรอก ตอนเกิดมาก็มาแต่ตัว ตอนตายก็ไปแต่ตัวเหมือนกัน" (แนวธรรมะเลย)
แต่คนๆ นั้นก็บอกว่า "คิดผิดแล้ว... " "คนตายเอาไปได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความหวัง ความฝัน และอนาคตของลูก ของพ่อ, ของแม่, ภรรยา และครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนๆ นั้นเป็นเสาหลักของบ้าน ถ้าเสาหลักหัก บ้านทั้งหลัง ก็พร้อมจะพังครืนลงมา"



พอผมได้ฟังก็รู้สึกวูบๆ บอกไม่ถูก แต่มันเป็นเรื่องที่จริงมาก ทำให้ได้คิด ยิ่งถ้าคนที่มีลูกแล้วจะยิ่งเข้าใจเลยครับ อนาคตของลูกฝากอยู่กับชีวิตเราด้วยซิ... ถ้าเราเป็นอะไรไปอนาคตของลูกก็คงจะไปกับเราด้วยจริงๆ เลยทำให้ผมเห็นความสำคัญของคำว่าประกันชีวิต
ผมก็เลยอยากถ่ายทอดความรู้เรื่องประกันชีวิต (เท่าที่รู้มา) ให้ทุกคนได้รู้จักกับประกันชีวิตดียิ่งขึ้น

ก่อนอื่นก็ต้องรู้จักความหมายของประกันชีวิตกันก่อนครับ
ประกันชีวิต เป็นการกระจายความเสี่ยงภัยของบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ไปยังบุคคลอื่นๆ โดยบริษัทผู้รับประกันจะเป็นคนกระจายความเสี่ยงภัยดังกล่าว นั่นหมายถึง บริษัทผู้รับประกันจะรับเบี้ยประกันของผู้เอาประกันมารวมๆ กันเอาไว้เป็นเงินกองกลาง และเมื่อมีผู้เอาประกัน ผู้หนึ่งผู้ใด เกิดภัยขึ้น บริษัทผู้รับประกันก็จะเอาเงินกองกลางมาจ่ายให้ตามจำนวนที่ตกลงกันเอาไว้นั่นเองครับ

ประกันชีวิตถูกแบ่งออกเป็น 2ชนิด 3ประเภท และ 4แบบ ดังนี้
2 ชนิดคือ
     1) ชนิดมีเงินปันผล
     2) ชนิดไม่มีเงินปันผล
3 ประเภท
     1) สามัญ
     2) อุตสาหกรรม
     3) แบบกลุ่ม
4 แบบ
     1) แบบชั่วระยะเวลา หรือ เฉพาะกาล
     2) แบบตลอดขีพ หรือตลอดกาล
     3) แบบสะสมทรัพย์
     4) แบบเงินได้ประจำ หรือบำนาญ

ในแต่ละชนิด แต่ละประเภท แต่ละแบบ จะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าอธิบายในบล๊อกนี้ ก็เกรงว่าจะยาวมาเกินไป เลยจะขอยกไปอธิบายในบล๊อกหน้าแทนแล้วกันนะครับ


สัญญาประกันชีวิต (หรือกรมธรรม์) จะแบ่งออกเป็น 2ส่วนใหญ่ๆ คือ
1) สัญญาหลัก จะรับประกันเกี่ยวกับชีวิต และการออมเงินตามสัญญาที่กำหนด ผู้เอาประกันจะได้รับเงินต้น + เงินปันผล และผลประโยชน์อื่นๆ คืนเมื่ออยู่ครบสัญญา หรือได้เงินสินไหมตามสัญญาคืนให้ผู้รับผลประโยช์ เมื่ออยู่ไม่ครบสัญญา เบี้ยสัญญาหลักจะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ และจะแปรผันตามอายุ อาชีพ ของผู้เอาประกัน

2) สัญญาเพิ่มเติม จะเสริมเรื่องสุขภาพ อุบัติเหตุ เจ็บป่วย นอนโรงพยาบาล หรือเสริมตัวสัญญาหลักอีกชั้นหนึ่ง  สัญญาเพิ่มเติมจะเป็นเบี้ยที่ไม่สะสม จะต้องจ่ายปีต่อปีเพื่อต่อสัญญา และจะไม่สามารถเอาเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้



การทำประกันชีวิตนั้นแนะนำว่า ควรจะทำตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะว่าอัตราเบี้ยประกันจะยังไม่แพงมาก ยิ่งอายุมากขึ้นอัตราเบี้ยประกันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามอายุ และอาชีพไปด้วย

บริษัทฯ ประกันชีวิต ถือเป็นสถาบันการเงินอย่างหนึ่ง โดยสังกัดกระทรวงการคลัง และกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าห้ามปิดกิจการโดยเด็ดขาด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงมาก

อีกเรื่องสำคัญก็คือ ยิ่งถ้าคนไทยทำประกันชีวิตมากเท่าไหร่ กระทรวงการคลังก็จะมีเงินคงคลังมากขึ้นเท่านั้น จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางการคลังมากยิ่งขึ้น

ในบล๊อกหน้าจะมาขยายความเรื่อง ชนิด ประเภท และ แบบ ของประกันชีวิต

โดย ตัวแทนประกันชีวิต อลิอันซ์ อยุธยา "เคียงข้างทุกจังหวะชีวิต" ของคุณ
กิตติ คงมานะชาญ








ยินดีเคียงข้างทุกจังหวะชีวิตคุณ ด้วยความจริงใจของเรา ที่จะมอบสิ่งดีๆให้คุณ
โทร 0841437045
LINE id: kitti_kh


วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศาลหลักเมืองปทุมธานี

ศาลหลักเมืองจังหวัดปทุมธานี (Pathumthani City Pillar Shrine)





          วันนี้ไปเยี่ยมลูกสาวของเพื่อนข้างบ้าน ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก นอนอยู่ที่โรงพยาบาลปทุมธานี ที่อยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดปทุมธานี เลยได้มีโอกาสแวะไปกราบเจ้าพ่อหลักเมือง ที่ศาลหลักเมืองปทุมธานี ที่อยู่ทางด้านหน้าของศาลากลางจังหวัด ศาลหลักเมืองปทุมธานีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมืองปทุมธานี มีคนเดินทางมาสักการะไม่ขาดสาย ถือเป็นโชคดีมากที่ได้เข้าไปสักการะในวันนี้ ในฐานะผู้อพยพมาอาศัยอยู่ในจังหวัดปทุมธานี. . .

ตำแหน่ง GPS = 14.0206853,100.5250554



"ประวัติศาลหลักเมืองจังหวัดปทุมธานี 

          ศาลหลักเมืองจังหวัดปทุมธานี ได้เริ่มทำพิธีสะเดาะพื้นที่ที่จะสร้างศาลหลักเมืองเมื่อวันที่  ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙  และเมื่อวันจันทร์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ตรงกับเวลา ๑๕.๐๐ น. เดือนยี่ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีมะโรง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) ได้เสด็จมา ทรงเป็นประธานวางศิลาฤกษ์หลักเมือง ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปทุมธานี

           ซึ่งทางกรมศิลปากร ได้เป็นผู้ออกแบบประดิษฐ์ตัวเสาหลักเมือง ซึ่งทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ที่ทางกรมป่าไม้ได้นำมาจากสวนป่าลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์มอบให้ ครั้นเมื่อประดิษฐ์เสร็จเรียบร้อยแล้วได้นำเข้าพระตำหนักสวนจิตรลดาเพื่อทูลเกล้า ฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) ทรงเจิมเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เวลาฤกษ์ ๐๘.๒๙ น. และในคืนนี้เวลาประมาณ ๕ ทุ่ม (๒๓.๐๐ น.) ได้เกิดจันทรคราสจับครึ่งดวงเป็นที่น่าอัศจรรย์


            เมื่อสร้างตัวศาลหลักเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้กำหนดการประกอบพิธียกเสาหลักเมืองจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันพุธที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

            ปัจจุบันศาลหลักเมืองตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปทุมธานี เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดปทุมธานี มีผู้คนมากราบไหว้บูชากันอยู่มิได้ขาด นับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวปทุมธานี ให้มีความรักสมัครสมานสามัคคีกันให้แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพรักของชาวไทย"

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก บล๊อกศาลหลักเมืองปทุมธานี ครับ




By: K.C.A.N