วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Patttaya 2020 with Family

แล้วเราก็ขอให้แม่เราออกจากบ้านไปเที่ยวจนได้ วันหยุดทั้งทีจะให้นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านอย่างเดียวคงจะดูน่าเบื่อเกินไป เพราะว่าแกก็อยู่บ้านสัปดาห์ละ 7วันแล้ว นานๆ ทีจะได้ไปนอนค้างคืนที่อื่นบ้าง

ผมเองก็เข้าใจแม่ผมนะครับ เพราะว่าแกเดินเหินลำบาก เลยไม่อยากจะเป็นภาระให้ลูกหลาน แต่ว่าเราก็อยากจะให้แกออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง เมื่อความคิดไม่ตรงกันก็ต้องมีการหลอกกันบ้าง 555

เมื่อวันที่ 23/10 เราก็วางแผนกันเอาไว้แล้วว่าจะไปนอนที่อื่นพอดีภรรยาผมเขาได้ที่พักราคาถูกมาพอดี เป็นโรงแรมที่สร้างเสร็จแล้วประมาณ 90% และกำลังอยู่ในช่วงโปรโมทอยากให้คนเขารู้จักอยู่ อยู่ที่หาดจอมเทียน ซอยจอมเทียน 14/1 ชื่อว่าโรงแรม HOITAK ซึ่งราคาห้องพัก ลดกว่า 60% จากห้องชุดราคา 2,200บาท เหลือ 800บาท และห้องธรรมดาราคา 1,500บาท เหลือ 500บาท คุณภรรยาก็เลยจัดมา 2ห้องรวมแล้ว 1,300บาท เรื่องหาของถูกไว้ใจภรรยาผมได้ครับ 555


เราเดินทางไปถึงที่พักก็บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ น่าจะบ่าย 2-3โมง จากนั้นพักผ่อนกันเล็กๆ น้อยๆ ถ่ายรูปเล่นในที่พักแล้ว ก็ได้เวลาลงมาซื้ออาหารเย็นกันครับ ก็ต้องเป็นอาหารทะเล ทั้งปลาหมึกย่าง หอยแครงเผา ปูนึ่ง และต้มยำทะเล โดยมีภรรยา และลูกสาวคนโต เป็นคนจัดการเรื่องอาหาร ส่วนผมก็มีหน้าที่ถือของ ส่วนลูกสาวคนเล็กก็เฝ้าอาม่า กับอาโกวอยู่ที่ห้อง

ในระหว่างรอของมาถือ ก็หามุมถ่ายรูปสวยๆ เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อย ไม่ได้มาพัทยานาน หลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไป ที่วันที่ไปคนก็เยอะอยู่นะครับ รถจอดเติมชายหาด รวมถึงคนต่างชาติเองก็มีไม่น้อย ไม่รู้ว่าเขามาประกอบกิจการในเมืองไทย แล้วติดสถานะการณ์โควิดเลยกลับไม่ได้หรือว่าอะไร

แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็นที่ได้อยู่กันพร้อมหน้า พร้อมตา จากนั้นก็เดินเทียวชายหาดยามเย็นและก็หาเครื่องดื่มมาดื่มกันบนดาดฟ้าของโรงแรม ที่เป็นทั้งสระว่ายน้ำ และที่นั่งดื่มกิน โดยได้วางแผนว่าจะพาอาม่ากับอาโกวลี่ขึ้นมาข้างบนนี้ตอนเช้า

แต่จะพาขึ้นมายังไงเพราะว่าลิฟท์ขึ้นมาได้สูงสุดแค่ชั้น 8 และจะต้องเดินขึ้นมาอีก 1ชั้น ไม่รู้ว่าอาม่าจะไหวหรือเปล่า แต่ผมก็ยังคิดว่าแกยังน่าจะเดินขึ้นมาได้อยู่อาจจะต้องช่วยกันประคองบ้างนิดหน่อย จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้านอน

24/10 เช้า ก็ต้องทำตามแผนที่วางเอาไว้ แต่ว่าเจ้าลูกสาวทั้งสองคน ไม่ยอมตื่นอ่ะซิ ไม่รู้จะทำยังไงเลย ภรรยาผมก็บอกว่าให้ผมพาแม่ขึ้นไปเดินเล่นข้างบน แล้วแกจะออกไปหาอาหารเช้ามาให้ เลยต้องให้เจ้าน้องสาวผมช่วยกันพาขึ้นไปบนดาดฟ้า


และในที่สุดก็ทำสำเร็จสามารถพาแม่และน้องสาวขึ้นมาบนดาดฟ้าจนได้ เห็นแกมีความสุขเราก็หายเหนื่อย น้องสาวผมพอเห็นสระว่ายน้ำเท่านั้น ก็อดไม่ได้ที่จะลงไปเล่นน้ำ เพราะว่าแกชอบมาก ที่จะเป็นปัญหาก็คือ เล่นแล้วไม่ยอมที่จะขึ้นจากน้ำ 



กว่าจะยอมขึ้นจากน้ำต้องหลอกว่าไปกินข้าวเช้ากัน เล่นตั้งแต่ 7โมง จนเกือบจะ 9โมง แดดก็เริ่มจะร้อนแม่ผมต้องนั่งตากแดด เลยต้องเอาของกินมาล่อเพื่อให้ขึ้นจากน้ำ ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน ก็ต้องแวะไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่คู่เมืองพัทยากันสักหน่อย แม้ว่าแม่ผมจะเดินขึ้นไปข้างบนไม่ได้แต่แกก็ยังอยากจะเดินไปไหว้อยู่ เลยให้แกไหว้อยู่ข้างล่าง


งานนี้ต้องขอบใจคุณภรรยาที่ทำให้ทุกคนในบ้านหลังนี้มีความสุข แม้จะแค่ 2วันกับ 1คืน ก็เพียงพอ ไม่ต้องร่ำรวยเงินทองมากมายก็เที่ยวได้ งานนี้หมดไป 4,500บาท ค่าที่พัก 1,300 ค่าน้ำมันรถ 500 และค่ากิน 3มื้อ 2,700บาท สำหรับคน 6คน ก็ไม่ถือว่าแพงมาก หารแล้วตกคนละ 750บาทเท่านั้น แต่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ทุกๆ คนได้เยอะเลย


 จากนี้ต้องเก็บเงินอีก 3เดือน เพื่อไปเที่ยวปีใหม่ งบ 8,000-10,000บาท จะเก็บทันหรือเปล่า? ตกเดือนละ 1,667บาท ต่อเดือน ต่อคน สู้ๆ ให้เหมือนเสียงคลื่นในทะเล



By: K.C.A.N

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สุดแผ่นดินตะวันออก @ตราด


ป้ายสุดแผ่นดินภาคตะวันออก อีกหนึ่งป้ายเขตแดนที่ได้มาถึง ป้ายแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอแหลมงอบจังหวัดตราด จุดแวะถ่ายภาพและเป็นท่าเรื่อที่จะข้ามไปที่แกะช้าง

พอดีได้รับมอบหมายให้มาปฎิบัติภาระกิจที่โรงพยาบาลแหลมงอบ แต่ว่ามาเช้าเกินไปหน่อย เจ้าหน้าที่เขายังมาไม่ถึงกัน เลยได้แวะออกมาหาข้าวกิน และเลยแวะสูดอากาศริมทะเลยามเช้าซักหน่อย 


โชคดีที่ฝนไม่ตก แต่ว่ามองไปทางเกาะช้างเห็นเมฆลอยต่ำมากเรียกว่าคลุมเกาะช้างเอาไว้เลยครับ คาดว่าฝนน่าจะตกแน่ๆ บนเกาะช้าง ทำให้ลมพัดอย่างเย็นสบายโดยลมค่อนข้างแรง คาดว่าเมฆฝนคงจะลอยข้ามทะเลมาในไม่ช้าอย่างแน่นอน 


แปดโมงตรึ่งแล้วครับ จะต้องกลับเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลแล้ว เอาไว้จะพาครอบครัวมาเที่ยวใหม่


By: K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พาหลานตะลุยนครนายก

เมื่อน้องชายพาลูกสาวมาสวัสดีปีใหม่อาม่าถึงบ้าน หลังจากที่นั่งกินอะไรกันเสร็จแล้ว คืนนั้นน้องชายก็นอนค้างที่บ้าน ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็สอบถามหลานว่าอยากจะไปเที่ยวไหน เดี๋ยวจะพาไป เพราะเห็นหลานนั่งเล่นแต่โทรศัพท์แทบทั้งวัน หลานก็คิดอยู่แป๊บนึง ก็บอกว่าอยากไปเที่ยวน้ำตก น้องชายก็บอกว่าแถวนี้มีน้ำตกที่ไหน

ละ ไปเที่ยวห้างยังจะดีกว่า ก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรถ้าอยากไปก็ได้ นครนายกก็มีแล้วน้ำตก ไม่ไกลมากเลยบอกว่าให้อาบน้ำเตรียมตัวไปเที่ยวน้ำตกกัน จากนั้นก็ออกเดินทางจากบ้านมายังจังหวัดนครนายก โดยจุดหมายปลายทางคือ น้ำตกนางรอง เพราะกลัวว่าเข้าไปที่น้ำตกสาริกาแล้วจะไม่มีน้ำ แต่ว่าน้ำตกนางรองมีน้ำแน่นอนแค่จะมากหรือจะน้อยเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ผิดหวังที่เลือกที่จะมาที่น้ำตกนางรอง


ดูเจ้าหลานสาวก็มีความสุขดีดีกว่านั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บ้านเฉยๆ อย่างน้อยก็ได้มาเห็น มาสัมผัสกันน้ำตกของจริงๆ โดยเข้าหลานสาวก็เดินเที่ยวใหญ่เลย สอบถามว่าจะเล่นน้ำหรือเปล่า เดี๋ยวไปซื้อชุดใหม่ เอาไว้เล่นน้ำ ก็บอกว่าไม่อยากเล่น แค่เดินเดินก็พอแล้ว ก็บอกว่าไม่ต้องเกรงใจนะ ถ้าอยากเล่นบอกได้เลย


สอแบถามว่าเคยมาเที่ยวน้ำตกหรือยัง หลานก็บอกว่าจำไม่ได้ คุ้นๆ เหมือนตอนเด็กป๊าเคยพาไปอยู่แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สองหรือเปล่า...ต้องลองไปถามอาป๊าดูอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนจะตื่นเต้นดี หลังจากที่เดินเล่น ถ่ายรูปกันแล้วก็ต้องนั่งหาของกิน และนั้งเอาขาจุ่มน้ำเย็นๆ กัน

ส่วนผู้ใหญ่ก็เดินกันไม่ค่อยจะไหว ก็นั่งรอให้เด็กๆ เดินเล่นกัน ก็บอกให้ช่วยกันระวัง เรื่องตกน้ำ ตกท่า สอบถามเจ้าหลานสาวว่าไหว้น้ำเป็นหรือเปล่า ก็บอกว่าไหว้ไม่เป็นเลยต้องฝากลูกสาวให้ดูแลน้องด้วย


จากนั้นพอออกจากน้ำตกนางรองแล้ว ก็แวะพาไปดูเขื่อนขุนด่านปราการชลซักหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงนครนายกแล้วคงจะพลาดเขื่อนแห่งนี้ไม่ได้ ที่สำคัญคือต้องนั่งรถก๊อฟข้ามเขี่อนด้วย ถึงจะเรียกว่ามาถึงจริง เขื่อนแห่งนี้เป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับประเทศนี้ เป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กที่เรียกว่ายาวที่สุดในประเทศไทย


หลังจากลงจากเขื่อนก็ต้องหาอะไรกินกัน ซึ่งที่นครนายกก็มีร้านให้เลือกกินเยอะมาก ซึ่งร้านที่ไปก็จะมีทั้งอาหารและกาแฟให้กินดื่มกัน พักผ่อนในบรรยากาศทุ่งนา มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ ซึ่งเจ้าหลานสาวก็จูงมือคุณพ่อไปถ่ายรูปกันใหญ่



ในระหว่างรออาหารก็ต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำกันหน่อย เป็นกิจกรรมวันหยุดที่ลุงคนหนึ่งจะมอบให้กับหลานสาวเก็บเอาไว้ในความทรงจำ ดีกว่านั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่บ้าน หวังว่าจะสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับหลานสาวได้


By: K.C.A.N