วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2566

วัดพระขาว โคราช

 วัดพระขาว หรือ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม



จากเขาวงพระจันทร์ สู่ วัดพระขาว 
วัดพระขาว หรือ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา อำเภอปากช่อง แต่ว่าหลายๆ 
คนเข้าใจผิดคิดว่าอยู่ในจังหวัดสระบุรี เพราะว่าเป็นพื้นที่ติดๆ กันกับอำเภอมวกเหล็ก ของสระบุรี 

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ลูกสาวบอกว่าอยากไปวัดที่ต้องขึ้นภูเขาสูงๆ อีก หลังจากกลับมาจาก
วัดเขาวงพระจันทร์ ได้ 2สัปดาห์ รู้สึกว่าชอบที่ได้เดินเยอะ... เพราะวันที่ไปขึ้นเขาวงพระจันทร์ 
แกเดินไปหมื่นกว่าก้าว ก็เลยถามว่าทำไมต้องเดินขึ้นเขาด้วย เดินทางเรียบๆ ไม่ดีกว่ารึ 
ลูกสาวก็บอกว่าวิวมันสวยดี 

 

อืม...  แล้วอยากไปไหนละ? อย่าบอกนะว่าจะกลับไปเขาวงพระจันทร์อีก ลูกสาวก็หัวเราะบอกว่าเอา
ที่สูงกว่านั้นมีหรือเปล่า เลยบอกว่าน่าจะไม่มีแล้วนะ ไปวัดพระขาวไหมล่ะ บันไดน่าจะ 600กว่าขั้นสูง
น้อยกว่า แต่น่าจะเคยไปมาแล้วนะถ้าจำไม่ผิด ลูกสาวบอกว่าเคยไปแล้วแต่ว่าไม่ได้ขึ้นไป เพราะว่า
ตอนนั้นใส่กางเกงขาสั้นไป เลยต้องเฝ้าอาม่าอยู่ข้างล่าง ตกลงไปที่วัดพระขาวอีกครั้งก็ได้นะ 



ครั้งนี้จะใส่กางเกงขายาวไปจะได้ขึ้นได้ จากนั้นสองพ่อลูกก็ออกจากบ้านกันตอนสายๆ ประมาณ 10โมง
เช้า ขับรถไปถึงที่วัดก็ประมาณใกล้เที่ยง ก่อนที่จะเดินขึ้นบันได ก็บอกว่าขอกินข้าวกันก่อน เพื่อจะได้มี
แรง ก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวแถวๆ ลานจอดรถของวัด จากนั้นก็เป็นเวลาย่อยอาหารด้วยการเดินขึ้นบันได 
631ขั้น 

  


บันไดที่วัดพระขาวค่อนข้างขึ้นง่ายกว่าที่เขาวงพระจันทร์มาก เพราะว่าทุกขั้นๆ จะเท่าๆ กัน ไม่เหมือน
ที่เขาวงพระจันทร์ ที่บางขั้นจะสูง บางขั้นก็ต่ำมาก บางขั้นกว้างมาก บางขั้นก็แคบ แต่ถ้าพูดเรื่องความ
ชันแล้ว ก็ต้องบอกว่าที่วัดพระขาวค่อนข้างจะชันใช้ได้เลย และชันเท่าๆ กันตลอดทางขึ้น - ลง เลย 
เพราะที่วัดพระขาว เขาใช้การปักเสาเข็มเพื่อปรับความชัน ในการทำขั้นบันไดเลย ไม่เหมือนเขา
วงพระจันทร์ ที่ทำขั้นบันไดตามภูมิประเทศของภูเขา



เราใช้เวลาในการเดินขึ้นบันได 631 ขั้นประมาณ 30นาทีเศษ มีแวะพักเป็นระยะเหมือนกัน เพราะยังไงก็
เหนื่อยอยู่ ฮ่าๆๆ ใช่ว่าเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์มาแล้วจะไม่เหนื่อย แค่ช่วงเวลามันสั้นกว่าเท่านั้นประมาณ 30นาทีเศษก็ถึง ถึงจะเหงื่อออกยังไงแต่ก็ยังมั่นใจได้ทั้งวัน จากนั้นก็พักเหนื่อย ไหว้พระ และดูวิว กันก่อนที่จะเดินลงมานั่งพักเหนื่อย และขับรถ
กลับบ้าน มาถึงบ้านประมาณบ่าย 4โมงเศษ เป็นอีกหนึ่งทริปง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นานมาก แต่ก็สนุกดี 
ได้ออกกำลังกาย ให้เลือดได้สูบฉีดแรงขึ้น ดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน



By: K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้พิชิตยอดเขาวงพระจันทร์

    


    ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้พิชิตยอดเขาวงพระจันทร์ หนึ่งความภูมิใจที่จะจดจำไปตลอดชีวิต กับขั้นบันได 3,790ชั้น ความยาวในการเดินประมาณ 1.680กิโลเมตร. ซึ่งเป็นทางเดินขึ้นเขาอย่างเดียว ไม่ค่อยจะมีทางเรียบๆ เลย ใช้เวลาในการเดินประมาณ 2-3ชม. แล้วแต่ความแข็งแรงของร่างกาย โดยของผมกับลูกสาวก็ใช้เวลาไปประมาณ 2ชั่วโมงเศษ



    เขาวงพระจันทร์ตั้งอยู่ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 650เมตร โดยข้างบนเป็นที่ตั้งของวัดเขาวงพระจันทร์ ที่มีรอยพระพุทธบาท รอยที่ 4 (โยนกปุเร) เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยากไปมาหลายปี แต่ไม่มีโอกาสซักที จนเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว พาลูกสาวคนโตไปรับแม่เขาที่โรงงานแถวนวนคร ก็คุยกันว่าอยากไปหาที่เที่ยววันพรุ่งนี้ ลูกสาวบอกว่าอยากไปเขาช้างเผือก ที่กาญจนบุรี แต่ว่าไม่น่าจะสามารถไปกลับได้ภายในหนึ่งวัน เลยพูดไปว่า ไปขึ้นเขาวงพระจันทร์ดีกว่ามั๊ย... ลพบุรีนี่เอง ลูกสาวบอกวา่าไปๆ ก็บอกว่าถ้าจะไปจริงๆ ก็ไปแต่เช้าเลยนะ ไม่อย่างนั้นจะร้อนมาก...

    จนเช้าวันอาทิตย์ ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าลูกสาวคนโตจะตื่นมาจริงๆ ตั้งแต่ตีห้าเลย ทั้งๆ ที่ไม่เคยตื่นมาก่อน ฮ่าๆๆ ตั้งใจสุดๆ แล้วคนเป็นพ่อจะไปทำลายความตั้งใจเขาได้อย่างไร ก็อาบน้ำอาบท่ากัน และออกจากบ้านกันตอน 6โมงเศษ และวิ่งม้วนเดียวมาถึงที่ ปั๊มน้ำมันใกล้ๆ ทางเข้าวัดเขาวงพระจันทร์ประมาณ 8โมงนิดๆ ซึ่งก็เป็นปั๊มเดียวเท่านั้นที่แวะ เพื่อหาข้าวกินกันก่อนจะขึ้นเขา เพราะเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป แวะเข้าห้องน้ำห้องท่ากันให้เรียบร้อย และก็ซื้อน้ำ ลูกอม ขนมเล็กน้อย เพื่อเป็นเสบียงระหว่างทางขึ้นเขา  จากนั้นก็เดินทางต่อเขาไปที่ลานจอดรถของวัด ประมาณ เกือบ 9โมง น่าจะอีก 20นาที 9โมง และก็เริ่มออกเดินทางกันเลย

    จากลานจอดรถของวัดเดินไปจนถึงจุดเริ่มต้นทางขึ้นบันไดขั้นที่ 1 ก็ใช้เวลากว่า 15-20นาทีกันแล้ว เหงื่อเริ่มซึมเล็กๆ จากนั้นก็เริ่มเดินขึ้นบันไดกันเลย โดยดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ 9โมงนิดๆ เดินขึ้น และขึ้นอย่างเดียว จน 500ขั้นแรกผ่านไป เริ่มเหนื่อยมาก หัวใจเต้นแรงมากต้องพักกันแล้ว โดย 2ข้างทางจะมีศาลา ร้านค้า ให้พักเป็นระยะ แทบจะทุก 200ขั้นบันไดกันเลยทีเดียว จนเดินขึ้นมาถึงที่ประมาณ ขั้นที่ 600 ก็มีคนเดินย้อนกลับลงมา ได้สอบถามว่าข้างบนสวยไหม คำตอบที่ได้คือ ขึ้นไม่ถึงข้างบน ไปได้แค่ 700ขั้นเท่านั้น เพราะต้องไปที่อื่นต่อ... 


    ทำให้ลูกสาวผมซึ่งเหนื่อยมาก และเรื่มจะท้อ เพราะไม่เคยออกกำลังกายก่อนขึ้นเขาเลย ก็เริ่มชวนผมกลับซะแล้ว บอกว่าไปเที่ยวที่อื่นเถิดป๊า... แจนไม่ไหวแล้วซะงั้น ต้องนั่งพักเกือบ 20นาที และค่อยๆ โน้มน้าวใหม่ ตั้งแต่บอกเขาว่า ป๊าแก่แล้วถ้าไม่ขึ้นตอนนี้ ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้ขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เราค่อยๆ ขึ้นไปพักไปก็ได้ ไม่ต้องรีบมาก มีเวลาทั้งวัน พักทุกๆ 100ขั้นยังได้เลย เสียความตั้งใจ เป้าหมายมีไว้ทำลาย และอื่นๆ อีกมากมาย จนเขายอมที่จะไปต่อ และก็เดินขึ้นไปจนเห็นป้าย 1500, 2000, 2500 และ 3000ขั้น... ทั้งดันก้น ดึงมือ...

    ยิ่งสูงวิวก็ยิ่งสวย เวลาพัก ก็จะหันกลับมามองวิวข้างหลัง จากขั้นที่ 3000 ขึ้นไป จนถึงซุ่มประตูวัด เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด จะเป็นเนิน 2เนินซ้อนกัน เรียกว่าค่อนข้างชันเลยทีเดียว และที่พักริมทาง ก็ไม่มีด้วย เรียกว่าถ้าเหนื่อยก็ยืนพักบนขั้นบันไดนั่นแหละ ยืนตากแดด ให้หายเหยื่อยแล้วก็ก้าวต่อไปอีก 20-30ขั้น ก็พักอีก สลับกันไปเรื่อยๆ




    และแล้วเราก็เห็นซุ้มประตูวัดอยู่ข้างหน้า เรียกว่าดีใจกันสุดๆ 2พ่อลูก อีกไม่กี่ขั้นจะถึงแล้ว สู้ๆ ไอ้ลูกสาว ตอนนั้นก็เป็นเวลา 11โมง 45นาทีพอดี ขึ้นถึงวัดก็เที่ยงแป๊ะๆ นั่งรอให้หายเหนื่อยกันอีก 20นาที ก่อนจะออกเดินสำรวจวัด ไหว้พระ นมัสการรอยพระพุทธบาท ดูวิว และถวายสังฆทานให้กับหลวงพ่อเจ้าอาวาส 


    หลังจากที่ถวายสังฆทานให้หลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อก็เล่าประวัดของเขาวงพระจันทร์ให้ฟัง ซึ่งเท่าที่จำได้จะเกี่ยวกับการต่อสู้ของยักษ์ กับพระราม แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะหลวงพ่อท่านพูกค่อนข้างจะเบา เพราะท่านเคยไปตัดชิ้นเนื้อที่กล่องเสียง หรือเส้นเสียงออก เลยพูดดังไม่ค่อยได้ จึงมาหาดูข้อมูลในเว็บไซท์ต่อ ซึ่งก็ได้ข้อมูลจากวิกิพีเดียมาตามข้างล่าง

"ท้าวกกขนาก ยักษ์ตนสุดท้ายที่ไม่ยอมแพ้พระราม ตามตำนานเรื่องรามเกียรติ์ จึงถูกพระรามแผลงศร โดนยักษ์กระเด็นลอยละลิ่วข้ามมหาสมุทรอินเดียมาตกที่ยอดเขาลูกนี้ แล้วพระรามก็สาบให้ศรปักอกเอาไว้หากวันใดที่ศรเขยื้อนจะให้หนุมานลูกพระพาย(ลูกลม ถ้าตายเมื่อต้องลมพัดผ่าน จะกลับฟื้นคืนชีพ หนุมานจึงไม่รู้จักตาย) เอาฆ้อนมาตอกย้ำลูกศร ให้ปักอกไว้เช่นเดิม แต่ยักษ์โดนเข้าขนาดนี้ก็ยังไม่ตายนอนรอความตาย ฝ่ายนางนงประจันทร์ลูกสาวท้าวกกขนากก็เหาะตามมาเพื่อปรนนิบัติดูแลพ่อ เพราะพ่อยังไม่ตาย ท้าวกกขนากได้แต่นอนแอ้งแม้งอยู่ในถ้ำยอดเขานางพระจันทร์นี้และต่อมาเมื่อนางทราบว่าหากได้น้ำส้มสายชูมารดที่โคนศรแล้วศรจะเขยื้อนหลุดออกมาได้ แต่หากศรเขยื้อน ไก่แก้วก็จะขันเรียกหนุมานเอาฆ้อนมาตอกศร จึงเป็นเหตุผลให้เมืองลพบุรีไม่มีน้ำส้มสายชูขายมานาน จากตำนานนี้จึงเรียกเขาลูกนี้ว่า เขานงประจันต์หรือนางพระจันทร์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2496 หลวงพ่อโอภาสี ได้ขึ้นมาบนเขานี้ และเห็นว่าบริเวณเขาทั้ง4 ด้าน เป็นรูปเขาโค้ง มองทางไหนก็เห็นเป็นวงโอบล้อมอยู่ จึงขนานนามว่า เขาวงพระจันทร์ นับตั้งแต่นั้นมา"  

    

จากนั้นหลวงพ่อก็แนะนำให้ลงไปกราบพระแม่เกตุมณีศรีประจันต์ ที่เป็นลูกสาวของ ท้าวกกขนาก ที่ถ้ำข้างล่าง โดยหลวงพ่อบอกว่าพระแม่ฯ ท่านศักดื์สิทธิ์มาก ใครมาขออะไรจากพระแม่ฯ แล้ว จะต้องกลับมาอีกครั้งแทบทุกรายเลย จึงได้ชวนลูกสาวลงไปกราบพระแม่ฯ 



เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำแล้ว เห็นชุดที่แขวน ก็น่าจะเป็นเครื่องรับประกันว่าพระแม่ฯ ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ครับ ภายในถ้ำอากาศเย็นมากเหมือนเป็นทางผ่านลมเลย ก็กราบพระแม่ฯ แต่ว่าไม่กล้าบนอะไร แค่ขอให้ทุกคนในครอบครัวสุขภาพแข็งแรงๆ  


    จากนั้นก็ถึงเวลาเดินลงจากเขากันแล้ว อีก 3,790ขั้น ซึ่งตอนลงไวกว่าตอนขึ้นค่อนข้างมาก ใช้เวลาประมาณ 30-40นาทีก็ลงมาถึงข้างล่าง โดยลงมากินข้าวเที่ยงตอนบ่ายสองโมง กันที่ร้านหน้าวัด ก่อนเดินทางกลับบ้าน โดยกลับมาถึงบ้านก็ประมาณ 5โมงกว่าๆ เป็นทริป 1วัน ที่เหนื่อย แต่ สนุกมาก และได้ข้อคิดดีๆ ให้ลูกสาวด้วยว่า ต่อไปนี้ในชีวิตเขาจะไม่มีอะไรที่ยากลำบากอีก เพราะว่าเขาได้พิชิตมันไปแล้ว รวมถึง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่นด้วย...


ขอบันทึกเอาไว้

ขอบคุณภาพถ่ายจากกล้อง มือถือ Xiaomi 13PRO

BY: KCAN

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 


เมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสพาลูกสาวมาไหว้พระที่วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี  ซึ่งสมัยก่อนเป็นอีกหนึ่งวัดที่มาบ่อย เพราะจะมาให้อาหารปลา และนั่งชิวๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และภายในวัดก็จะมีของกินเยอะด้วย โดยแม่ผมกับลูกสาวคนโตชอบมากินก๊วยเตี๋ยวที่นี่ แต่ตั้งแต่แม่เริ่มเดินไม่ค่อยไหว ก็เลยไม่ได้มานานมากๆ เมื่อวาน (วันเสาร์) ลูกสาวคนโตมีภารกิจ แถวๆ มหาวิทยาลัย เลยให้คุณพ่อพามาทำธุระ หลังจากเสร็จภารกิจ ลูกสาวก็บอกว่าวันนี้อยากไปไหว้พระจัง ก็เลยงงว่าทำไมถึงอนกไปไหว้พระ ลูกสาวก็บอกว่าไม่มีอะไร แค่เหมือนจะไม่ได้เข้าวัดไหว้พระมานานแล้ว เลยอยากไปเฉยๆ 


เลยถามว่าอยากไปไหว้พระที่วัดไหนล่ะ เอาแบบไม่ไกลมากนะ ถ้าเป็นไปได้ให้อยู่ในปทุมธานีนะ เดี๋ยวกลับมารับแม่ไม่ทัน ลูกสาวก็คิดอยู่แป๊บนึง แล้วก็บอกว่าไปวัดโบสถ์มั๊ย ที่สมเด็จพุฒาจารย์โตองค์ใหญ่อ่ะ ไม่ได้ไปมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่าไกลไปหรือเปล่า ก็เลยดูในแผนที่ Google ก็ดูแล้วไม่ไกลมากไปกลับน่าจะอยู่ในช่วงเวลา 1:30ชม.ไม่เกิน ซึ่งน่าจะทันกลับมารับคุณภรรยาอยู่ ก็เลยบอกว่าโอเค ไปกันเลย เพราะว่าก็ไม่ได้ไปมานานมากแล้วเหมือนกัน 



จากมหาวิทยาลัยมาที่วัดก็ใช้เวลา 30นาทีเศษ เราก็มาถึงที่วัด ซึ่งอยากบอกว่าเปลี่ยนแปลงไปมาหจริงๆ แทบจำไม่ได้กันเลยทีเดียว พอมาถึงวัด ก็ต้องไหว้พระกันก่อน สมัยก่อยมีหลวงพ่อเหลือ พระเก่าแก่ที่สุดของวัด ก็ต้องเดินหากันอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอหลวงพ่อ จากหลวงพ่อเหลือ ก็ต้องมาไหว้สมเด็จฯโตองค์ใหญ่ เป็นพระที่ทำให้วัดโบถส์เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป


แต่ที่เห็นเปลี่ยนแปลงไปใหม่เลยก็คือมีโบสถ์หลวงพ่อทันใจ กับวิหารหลวงพ่อโสธรจำลองเพิ่มขึ้นมา ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พาแม่มา น่าจะกำลังสร้างศาลาองค์หลวงพ่อโสธรอยู่ แต่ว่าหลวงพ่อโสธรองค์ใหญ่สร้างเสร็จแล้ว น่าจะเกินกว่า 3-5ปีเห็นจะได้อยู่นะครับ และมีสร้างที่ให้อาหารปลาใหม่ยื่นออกไปในแม่น้ำเลย เรียกว่าบรรยากาศดีเลยทีเดียว และคนก็เยอะเหมือนเดิม ส่วนร้านอาหารและร้านขายของต่างๆ ก็ถูกจัดระเบียบใหม่ ทำให้ดูดีกว่าเดิมมาก ลูกสาวเป็นคนที่ชอบชานมไข่มุกอยู่แล้ว ก็มาสะดุดกับร้านชานมอยู่ร้านนึง

แต่ว่าเราไม่ได้ซื้อกินนะครับ เพราะว่า "เราไม่ทุกข์ ชาไข่มุกเลยไม่จำเป็น..." ฮ่าๆๆ  ลูกสาวถึงกับร้อง ฮือๆๆ 

ความสุขเล็กๆ วันหยุดที่ต้องบันทึกเอาไว้


By : KCAN

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ชีวิตกลางเมืองหลวง

 สี่วันกับชีวิตกลางเมืองหลวง

---------------------------------------------------- +++++++++++++ -------------------------------------------------

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเข้าไปทำงานที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์เพื่อออกบูธแสดงสินค้า โดยวันแรกเป็นการไปจัดบูธ ซึ่งก็จะต้องนำรถส่วนตัวไป จัดบูธในช่วงบ่ายสองโมง และเสร็จประมาณ 4โมงกว่าๆ โดยทางศูนย์ประชุมฯ เข้าให้จอดรถที่ลานจอดขนสินค้า เพื่อขนสินค้าลงได้ไม่เกินคันละ 45นาที จากนั้นก็จ้องรีบนำรถออกไปจอดที่ชั้น B1 ที่เป็นลานจอดรถชั้นใต้ดินของศูนย์ประชุมฯ โดยสามารถจอดได้ฟรี 2ชั่วโมงแรก และเริ่มคิดค่าจอดในชั่วโมงที่ 3 ชั่วโมงละ 30บาท... ซึ่งในวันแรกนี้เราไม่เสียค่าที่จอดรถแต่อย่างไร 

    แต่ก็ได้ลองสอบถามกับ จนท. ที่ลานจอดรถแล้ว ว่าถ้าจอดทั้งวันแบบว่ามาร่วมออกบูธ จะต้องเสียเท่าไหร่ จนท. ก็ใจดี ได้คำนวณว่าปกติเขาก็จะเสียกันอยู่ที่ 240 - 300บาทต่อวัน (10-12ชั่วโมง) เพราะ 2 ชั่วโมงแรกจอดฟรี แต่ก็สามารถซื้อของในศูนย์ประชุมฯ เพื่อลดราคาที่จอดรถได้อยู่ 

    แต่ปัญหาหลักคือ รถอย่างติดกว่าจะผ่านแยกสุขุมวิท ก็ 5โมงเย็น และกว่าจะผ่านอโศกมนตรี แยกเพรชบุรีตัดใหม่ เพื่อมาเลี้ยวซ้ายไปดินแดง ก็เกือบหกโมง กว่าจะถึงบ้าน ก็สองทุ่มนิดๆ พอกลับถึงบ้านแทบหมดแรง 3ชั่วโมงกว่าๆ กับการขับรถจากศูนย์ประชุมฯ มาบ้านแถวๆ คลองสี่รังสิต นครนายก... แถมค่าจอดรถในศูนย์ประชุมก็อย่างแพง เพราะว่าต้องจอดทั้งวัน... 

    เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนแผนมาใช้รถสาธารณะแทน โดยคิดเอาไว้ว่าจะนำรถมาจอดทิ้งเอาไว้ที่ อาคารจอดแล้วจร ของสถานีคูคต จากนั้นก็ต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงคูคต มาห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเห็นบอกว่ายังให้บริการฟรีอยู่ แล้วก็เดินประมาณ 1กม. ไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ราคาก็ 36บาท จากสถานีพหลโยธืน ไปศูนยฺประชุมฯ 

    อัตราค่าจอดรถสำหรับอาคารจอดแล้วจร ก็อยู่ที่ 2ชัวโมง 10บาท แต่เขาจะปัดเศษขึ้นนะครับ เช่นจอด 12ชั่วโมง กับ 1นาที ก็จะถูกปัดขึ้นเป็น 14ชั่วโมง หรือ 70บาทนั่นเอง โดยเริ่มคิดทันทีที่รับบัตรเข้าจอด แต่ว่า บวก ลบ คูณ หาร ดูแล้ว ยังไงๆ ก็คุ้มกว่าขับรถไปจอดที่ศูนย์ประชุมอย่างแน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องเสียสุขภาพจิตกับเรื่องรถติด

    แล้ววันแรกของการเดินทางแบบใหม่ ก็เริ่มต้นขึ้น โดยได้ขับรถออกจากบ้านประมาณ 6:30 ตอนเช้าไปจอดที่อาคารจอดรถประมาณ 7โมงเช้านิดๆ ขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว คูคต - ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งยังให้บริการฟรีอยู่ จะมี จนท. มาแจกบัตรโดยสารให้ โดยใช้เวลาประมาณ 30นาทีนิดๆ จากนั้นก็เดินออกกำลังกายยามเช้า เพื่อที่จะไปต่อ รถไฟฟ้า MRT อีกประมาณ 1กม. น่าจะได้นะครับ ซึ่งก็จะมีของกินขาย เราก็ต้องหยุดหาอะไรใส่ท้องกันก่อน ที่จะเดินไปขึ้น MRT ซึ่งก็จะใช้เวลาอีก ประมาณ 30นาที ก็จะถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ ก็จะถึงประมาณ 8:30-8:45 ไม่เกิน 9โมงเช้า 

    ส่วนขากลับ งานเลิก 18:00 แต่กว่าจะเก็บของโน่นนี่นั้นเสร็จ ก็ประมาณ 18:30 ก็เดินออกมาขึ้น MRT และกว่าจะกลับมาถึงที่สถานีคูคตก็ทุ่มกว่าๆ เกือบ 2ทุ่ม และอีกเรื่องที่สำคัญคือต้องนำบัตรจอดรถไป แสตมป์ที่เครื่องหน้าตาแบบนี้ก่อนที่จะออกจากสถานีรถไฟด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นอัตราค่าจอดรถจะแพงขึ้น 1เท่าตัว เพราะถือว่าไม่ได้มาใช้บริการรถไฟฟ้า แต่นำรถมาจอด

     จากนั้นก็ขับรถกลับบ้าน ถึงบ้านก็ 2ทุ่มกว่าๆ แป๊บเดียว 4ทุ่มครึ่ง ได้เวลานอน เพื่อตื่นมาผจญภัยต่อในวันรุ่งขึ้น เรียกได้ว่าแทบไม่เหลือเวลาให้ทำกิจกรรมอย่างอื่นเลย ทั้งออกกำลังกาย หรือคุยกับคนในบ้าน เลยรู้สึกว่าใช้ชีวิตแบบนี้เป็นแบบที่คนเราอยากได้จริงๆ หรือ นี่ขนาดลองใช้แค่ 3วัน  แล้วคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่แบบทุกวันเป็นเดือน เป็นปี ก็อยากบอกว่าเขาน่าสงสารมากๆ ค่าครองชีพสูงมาก ลองคำนวณดูแล้ว เฉพาะค่ารถไฟฟ้าไปกลับก้ 72บาท (36+36) ค่าจอดรถอีก 70บาท รวม 142บาท นี่ขนาดรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงต่อขยายยังไม่เก็บเงินค่าบริการนะครับ ถ้าหากว่าเก็บที่ 36บาทแล้วละก็ จะกลายเป็น 72+72+70บาท = 214บาทต่อวัน ซึ่งยังไม่รวมค่าข้าว ค่าน้ำ ค่ากาแฟ ค่าโน่น ค่านี่อีก ค่าแรงขั้นต่ำของ กทม. อยู่ที่ 353บาท ก็ลองคิดกันดูเอาเองว่าจะดำเนินชีวิตกันอย่างไร ยิ่งถ้าต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และถ้ามีลูกต้องเลี้ยงดู มีพ่อแม่ต้องเลี้ยงดู มันจะไปเหลืออะไร ก็คงต้องฝากภาครัฐ เก็บเอาไปคิดกันหลายๆ รอบหน่อย ว่าจะช่วยเหลือประชาชนกันอย่างไร ?

By: KCAN

วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566

เจ้แขกปากหมา

เจ้แขกปากหมา

     เห็นหัวเรื่องแล้วผมไม่ได้ว่าอะไรใครนะครับ แค่มันเป็นชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าหนึ่งที่พนัสนิคมเฉยๆ ด้วยความที่เป็นคนชอบก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ชอบแวะชิมไปเรื่อย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งร้านในตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือที่ได้ไปชิมมา

     พอดีได้มีโอกาสไปปฎิบัติหน้าที่แถวๆ นั้น เลยได้ลองแวะชิมรสชาติดูสักหน่อย เห็นในหลายๆ เว็บไซท์กล่าวขานถึง ว่าเป็นร้านดังของเมืองพนัสนิคม


     ก็ต้องบอกตามตรงว่าถ้ารสชาติไม่ดีจริง ร้านนี้น่าจะต้องปิดกิจการไปแล้ว ยิ่งช่วงโควิดด้วย ก็ไม่รู้ผ่านมาได้ยังไง นอกจากจะมาจากรสชาติ และฝีมือแน่ๆ เพราะทำเลที่ตั้งอยากบอกว่าอยู่อย่างลึกลับ อยู่หลังตลาด และท้ายๆ สุดของซอยเลยก็ว่าได้ฮ่าๆๆ ทำให้คิดถึงคำพูดของพวกน้องๆ ที่ขับ Grap, Food Panda และอื่นๆ เลย  ว่าร้านดังๆ ที่อร่อยๆ มักจะอยู่ในซอกในหลืบกันไม่รู้ทำไม แต่ก็ดันมีคนรู้จัก และอยากกิน ก็คงจะเป็นแบบนั้นจริงละมั้ง...


     ร้านเป็นตึกแถวห้องหัวมุม และทำเป็นหลังคายื่นออกมา ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ดูแล้วโล่งโปรงน่านั่งดี ในร้านก็สะอาด แม้ว่าโต๊ะเกาอี้ต่างๆ อาจจะดูเก่าไปหน่อย แต่ก็สะอาด และบ่งบอกถึงอายุของร้านได้ว่าขายมานานแค่ไหนแล้ว 

     วันนั้นที่ไปได้สั่งบะหมี่น้ำ 1 และแห้ง อีก 1 เป็นแบบธรรมดา เพื่อลองชิมรสชาติดู ก็ต้องบอกว่าแม่ค้าลวกเส้นได้สุกพอดีไม่เละ และไม่แข็ง แต่แบบน้ำเหมือนแม่ค้าเขาจะหวงน้ำซุปไปหน่อย ให้แบบคลุกคลิกๆ ไม่ใสน้ำมาเยอะๆ แบบบางร้าน  น้ำซุปก็มีกลิ่นหอม กลมกล่อม รสชาติดีเลย แต่อยากบอกว่าพริกร้านนี้เขาเผ็ดใช้ได้เลยทีเดียว อันนี้ควรน่าจะมีป้ายบอกเอาไว้จะดีมาก แต่แม่ค้าคงจะกลัวหาว่าแม่ค้าหวงพริกหรือเปล่า เลยไม่เตือน 

บะหมี่แห้ง

     หลังจากที่กินเสร็จเรียบร้อยแล้ว และรู้รสชาติแล้ว ก็ต้องสั่งกลับไปให้คนที่บ้านได้ลองชิมด้วยซิ เพราะว่ามันอร่อยจริงสมคำล่ำรือ แบบห่อกลับเลยขอเป็นแบบพิเศษ 40บาทเลย เพื่อความอื่มในถุงเดียว 


     อีกอย่างที่ทำให้ร้านนี้มีเส่ห์ คือ ชื่อร้าน เพราะชื่อร้านนี่แหละ เวลาเราเข้าไปนั่งกิน แบบยิ่งมาคนเดียวด้วยแล้วล่ะก็ ต้องแบบสงบปาก สงบคำ ไม่กล้าพูดอะไรมาก สั่งเสร็จแล้ว ก็นั่งรอแบบเงียบๆ นั่งเล่นโทรศัพท์ไป ฮ่าๆๆๆ แต่แม่ค้าก็ดูไม่ใช่อย่างที่ป้ายชื่อร้านบอกเอาไว้นะ พูดคุยสุภาพดี

     อาจจะพูดเยอะไปหน่อย เพราะตั้งแต่เข้าไปนั่ง จนจ่ายเงินออกจากร้าน จะได้ยินเสียงแม่ค้าคุยกับเพื่อน หรือลูกน้องไม่แน่ใจ ตลอดเวลา เวลามีตำรวจขับมอเตอร์ไซด์ผ่าน ก็ตระโกนทักทายกันกับคุณตำรวจ ดูแล้วน่าจะเป็นคนเพื่อนเยอะ แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้ากินเสร็จแล้วไม่จ่ายตังค์ จะเป็นแบบไหนนะครับ  อีกอย่างคือแกชอบดอกมะลิที่เขาเอาไว้ร้อยพวงมาลัยมาก ถึงขนาดเอามาปักผมแกเยอะเลย แต่คงจะไม่ถึงขั้นเอาดอกมะลิไปแลกก๋วยเตียวหรอกนะครับ แต่อาจซื้อไปฝากแกได้ แกชอบ 

     โดยรวมแล้วร้านนี้ก็ถือว่าผ่านครับ ทั้งรสชาติ และถูกสุขลักษณะ อนามัย อัธยาศัย สามารถแนะนำหรือบอกต่อได้ แต่ก็น่าเสียดายที่อยู่ไกลไปหน่อย น่าจะมีสาขา ในกรุงเทพฯ จะได้ไม่ต้องเดินทางไปตั้งพนัสนิคม

พิกัดร้าน ก็คลิ๊กตามนี้ได้เลย

13.4493278,101.1825449

ฺBy: K.C.A.N


วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566

Smart watch กับ Mobile Phone

มีเพื่อนบ้านมาสอบถามว่า ถ้าหากว่าจะซื้อของขวัญให้ลูกน้อยอายุซัก 5-6ขวบ กำลังจะเข้า ป.1 ซักกะชิ้นนึงจะซื้ออะไรให้เขาดี ? ลูกเขาอยากได้โทรศัพท์มือถืออ่ะ  เลยแนะนำไปว่าซื้อเป็น Smart watch แบบนี้ให้จะดีกว่าไหม 



ผมว่าซื้อเป็นนาฬิกา ที่เป็น Smart watch ให้จะดีกว่า เพราะเด็กอายุประมาณนี้ ยังรับผิดชอบของตัวเองได้ยังไม่ดีเพียงพอ ถ้าหากว่าซื้อโทรศัพท์มือถือให้ โอกาสที่หายน่าจะสูงกว่า นาฬิกาหรือเปล่า เพราะอย่างน้อยๆ นาฬิกาก็ใส่อยู่ที่ข้อมือตลอดเวลา แถมสามารถใช้เป็นโทรศัพท์ ก็ได้เหมือนกัน เพราะสามารถใส่ SIM มือถือได้  สามารถ Tracking ลูกเราได้ตลอดเวลา ว่ายังอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้หรือเปล่าด้วย และยังสามารถใช้ดูเวลา และสอนให้เขาเป็นคนตรงต่อเวลาได้ด้วย  แต่ว่าเด็กๆ ก็ยังอยากได้มือถือมากกว่า โดยบอกว่าสามารถลง App ต่างๆ ได้ โน่นนี้ นั่น นี่แค่เด็ก ป.1 รู้จัก App กับแล้ว แต่ว่าด้วยเรื่องของราคาแล้วโทรศัพท์ พันกว่าบาท จะสามารถลง App อะไรต่างๆ ได้มากมายอย่างนั้นรึ ถ้าจะลง App ต่างๆ ได้มากมายคงต้องราคาหลายพันเลย อีกอย่างคือ ดูเหมือนจะเอาไว้เล่นเกม กับดู Youtube มากกว่า

เลยแนะนำคุณเพื่อนไปว่า ให้ไปคุยกับลูกว่า ไม่ใช่ว่าจะไม่ซื้อให้ แต่ว่าเอาไว้โตกว่านี้ก่อน รู้จักรับผิดชอบสิ่งของต่างๆ ก่อนนะแล้วจะซื้อให้ อายุแบบนี้ต้องออกไปเล่นกับดิน กับทราย ไม่ใช่จะอยู่แต่กับโทรศัพท์มือถือ  เอาไว้ขึ้นมัธยมก่อนแล้วจะพิจารณาให้อีกครั้ง ส่วนตอนประถมก็เอานาฬิกาแบบนี้ไปก่อน โทรศัพท์ ก็มาเล่นของพ่อตอนกลับมาจากโรงเรียนก็ได้


By: K.C.A.N