วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ขอบใจที่มาทำให้หายเหงา 2

จากบล๊อกที่แล้ว แม้ว่าวันนี้ผมจะเดินทางกลับมาถึงที่บ้านแล้ว แต่ความรู้สึกผูกพันธ์กับจังหวัดเชึยงรายก็ยังคงอยู่ ก็ขอเล่าเรื่องต่อครับ ในบล๊อกที่แล้วจะเป็นวันเสาร์ที่ครอบครัวเราได้ออกไปเที่ยว วันนี้ขอเล่าในวันอาทิตย์ต่อครับ เริ่มจากในช่วงเช้าหลังจากที่รับประทานอาหารที่โรงแรมที่ผมพักอยู่ อันนี้ก็ต้องขอบคุณเจ้าของโรงแรมด้วยครับที่ให้ครอบครัวผมได้กินข้าวเช้าแบบไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เลยขอขอบคุณผ่านบล๊อกนี้ และแนะนำให้ไปพักกันครับ ถ้าหากว่าได้เดินทางไปที่เชียงราย ชื่อโรงแรมคือ บ้านสุขถาวร 053 150-088 บรรยากาศดี ราคาค่าห้องก็ไม่แพง แถมอาหารเช้าด้วยครับ

เสร็จเรียบร้อยแล้ว สถานที่แรกที่ไปก็คือ วัดสีน้ำเงิน หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่าวัดร่องเสือเต้น เป็นหนึ่งในวัดสวยงามของจังหวัดเชียงราย ซึ่งถ้าหากว่าพักที่ บ้านสุขถาวร ก็จะห่างจากวัดประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ก็ดูว่าสวยขนาดไหนกันจากรูปครับ อธิบายลำยาก...


จากวัดสีน้ำเงิน เราก็ไปต่อกันที่วัดห้วยปลากั้ง วัดที่มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มากๆ แต่เป็นที่หน้าเสียดายมาก ที่ไม่ได้ขึ้นไปภายในองค์เจ้าแม่ ที่ต้องขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นที่ 24 ที่เป็นบริเวณหน้าผากขององค์เจ้าแม่ เพราะว่าลูกสาวมีประจำเดือนมา และเขาไม่ให้คนที่มีประจำเดือนขึ้นไป เลยได้แค่ถ่ายรูปอยู่ข้างล่าง

ที่ที่สามก็คือสิงห์ปาร์ค อีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์ค ของจังหวัดเชึยงราย เป็นที่ที่เขาจัดงานบอลลูนระดับโลกกันทุกปีช่วงมกราคม หรือ กุมภาพันธ์ ซึ่งก็ต้องไม่พาดที่ถ่ายรูปคู่กับเจ้าสิงห์ตัวนี้ครับ
จากสิงห์ปาร์ค เราก็เดินทางไปหาข้าวเที่ยงกินกันที่หาดเชียงราย เป็นชายหาดริมน้ำกก ซึ่งเขาทำเป็นร้านอาหารสำหรับรับนักท่องเที่ยว มีอยู่หลายร้านทั้งในน้ำและบนฝั่ง

แต่ว่าลูกสาวบอกว่าอยากกินเป็นขันโตก เพราะมาทางเหนือก็ต้องกินแบบคนทางเหนือ ก็เลยขับรถออกมาพาไปที่แถวๆ ที่พัก มีร้านอาหารสไตล์ขันโตกอยู่ เป็นร้านแบบไม่หรูหรานะครับ มีน้ำเงี้ยว ไข่เจียว และแกงเขียวหวาน เป็นรายการหลัก ราคาก็ 30-40บาท เรียกว่าไม่แพงเลย บรรยากาศทุ่งนาข้าวสงบดี

จากนั้นก็ไปต่อยังอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) ที่อยู่ในเมือง เป็นหนึ่งในสามแห่งของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงของสมเด็จย่า ของเรา ก็คือ
1) พระตำหนักดอยตุง บนดอยตุง
2) หอฝิ่น ที่เชียงแสน
3) ไร่แม่ฟ้าหลวงแห่งนี้
มาเยือมชมที่นี่จะต้องเสียงเงินค่าผ่านประตู โดนคนไทยจะอยู่ที่ 100บาทต่อท่าน ส่วนคนต่างประเทศก็ 200บาทต่อท่าน ส่วนนักเรียน นักศึกษาก็ 50บาท ครอบครัวเราใช้เวลาที่นี่คอ่นข้างนาน มีสองหอที่เปิดให้เข้าชม คือหอคำ และ หอแก้ว โดยหอคำจะแสดงในส่วนของเชิงเทียงของจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ ซึ่งมีรูปแบบไม่เหมือนกันตามแต่ละจังหวัด ส่วนหอแก้ว จะแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับต้นสัก ต่างๆ การนำต้นสักไปแปลรูป ซึ่งหอคำจะมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ ส่วนหอแก้วจะให้เราเดินชมเองโดยมีคำอธิบายติดเอาไว้ และหอคำจะไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป ส่วนหอแก้วจะให้สามารถถ่ายรูปได้


จากนั้นเราก็เดินทางต่อมายังวัดร่องขุ่น หรือคนเชียงรายเรียกว่า วัดขาว ของอาจารย์เฉลิมชัย แลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดเชียงราย และของโลก เป็นที่สุดท้าย ก่อนที่จะเดินทางไปส่งที่ท่ารถ เพื่อเดินทางกลับบ้าน


จบทริปเชียงราย และทำให้ผมเองก็ไม่เหงาด้วย ทั้งเสาร์ และ อาทิตย์ ไม่อย่างงั้นคงต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่แต่ในห้องที่โรงแรมเป็นแน่ๆ...

ไว้โอกาสหน้าจะขึ้นไปเที่ยวอีกนะ #เชียงราย
By: K.C.A.N.

ขอบใจที่มาทำให้หายเหงา 1

ด้วยหน้าที่ในการทำงานที่ทำให้ผมต้องเดินทางมาจังหวัดเชียงรายถึง 2สัปดาห์ ซึ่งวันเสาร์-อาทิตย์นี้ คิดว่าจะต้องนั่งเหงาๆ อยู่ที่โรงแรม แต่ว่าอยู่ๆ ภรรยาก็พาลูกสาวทั้งสองคนมาหา ดีใจมากจริงๆ เลยพาออกไปเที่ยวรำลึกความหลังกัน เพราะว่าลูกสาวทั้งสองคนเคยมาที่จังหวัดเชียงรายแล้วเมื่อตอนที่เขาอายุ 5ขวบ - 6ขวบ แต่ตอนนี้อายุ 17-18 ขวบ กันเข้าไปแล้ว ลูกสาวบอกวาจำได้แบบรางๆ เลยอยากขอมาดูจังหวัดเชียงรายเพื่อรำลึกความหลังหน่อย

โดยภรรยาและลูกสาวเดินทางมาด้วยรถทัวร์ ออกจากกรุงเทพฯ มาคืนวันศุกร์ ประมาณ 2ทุ่ม และมาถึงที่ บขส. เชียงรายประมาณ 8โมงเช้าของวันเสาร์ หลังจากที่ไปรับที่ บขส. แล้วก็พามาอาบน้ำที่ โรงแรมที่พัก แล้วก็เดินทางไปไร่ชาฉุยฟง ที่ๆ ลูกสาวอยากมาชิมชา มาดูบรรยากาศ เพราะว่ามีละครหลายเรื่องที่ได้มาถ่ายทำที่นี่

จากนั้นก็เดินทางขึ้นไปยังพระตำหนักดอยตุง ของสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ซึ่งลูกสาวเคยมาแล้วเมื่อตอนเด็กๆ แต่ว่ามาในครั้งนี้ มีการบรรยายแบบใช้เทคโนโลยี่เข้ามาช่วยด้วย ซึ่งจะเป็นแบบฟังผ่านหูฟัง เป็นจุดๆ ประมาณ 23จุด เรียกว่าได้รู้เรื่องราวของสมเด็จพระศรีนครินทร์ แบบครบถ้วนเลยทีเดียว
จากนั้นก็ไปต่อที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อีกหนึ่งสถานที่ไฮไลต์ที่ลูกสาวบอกว่าต้องไป ซึ่งผมเองก็อยากจะไปด้วยเหมือนกัน อยากไปดูสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และอยากจะไปวางดอกไม้ให้กับฮีโร่ถ้าหลวง #จ่าแซม ด้วย
จากถ้ำหลวง เราก็เดินทางต่อไปยังแม่สาย โดยตั้งใจจะขึ้นไปที่พระธาตุดอยเวา เพราะว่าลูกสาวจำได้ว่ามีแมลงป่องตัวใหญ่อยู่ด้วย แต่ว่าเป็นวันเสาร์ เขามีตลาดคนเดินตรงทางขึ้นถนนปิด จึงไม่สามารถนำรถขึ้นไปได้ เลยไม่ได้ขึ้นไป น่าเสียดายมาก จากนั้นก็ไปต่อที่เชียงแสน สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งจุดนี้ก็เคยมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยมาไหว้พระเชียงแสน เรียกได้ว่าพระองค์นี้ ตั้งอยู่ที่นี่นานกว่า 15ปีแล้ว

จบวันเสาร์ด้วยถนนคนเดิน กลางเมืองเชียงราย ซึ่งก็จะจัดกันทุกๆ คืนวันเสาร์ และที่เป็นไฮไลต์อีกอย่างคือหอนาฬิกา ที่จะมีแสง สี เสียงออกมาจากนาฬิกา เวลา 2ทุ่มตรงของทุกวัน

ส่วนในวันอาทิตย์ เราไปเที่ยวที่ไหนต่อบ้าง ขอเก็บเอาไว้ในบล๊อกหน้าครับ

โดย : KCAN
#เชียงราย, #KCAN, #ถ้ำหลวง, #หอนาฬิกา, #ดอยตุง, #ไร่ชา 

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562

ภาพสามมิติที่วัดปัญญานันทาราม คลอง6

วัดปัญญานันทาราม อยู่ที่ถนนเลียบคลองหก เลยจากมหาวิทยาลัยราชมงคลไปอีกประมาณ 10กม. นิดๆ เป็นหนึ่งในวัดของหลวงพ่อปัญญานันทมุนี  สิ่งที่หน้าสนใจของวัดนี้คือ องค์พุทธคยาจำลอง (พุทธมหาเจดีย์) 

เรียกว่าสวยงามมากๆ ครับ อีกส่วนที่หนึ่งที่หน้าสนใจคือ ภาพปริศนาธรรม 4มิติ ที่อยู่ภายในฐานองค์พุทธคยาจำลอง เมื่อวานวันสงกรานต์ ทางวัดได้เปิดให้เข้าชม เรียกว่ายิ่งสวยงามมาก


แม่กับลูกสาวตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก โดยแต่ละรูปจะมี QR code ให้สแกน เพื่ออธิบายความหมายของแต่ละภาพ และจะมีการบอกจุดเพื่อยืนถ่ายรูปด้วย


ภายในเป็นห้องแอร์ เย็นสบาย เดินถ่ายรูปได้เลื่อยๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแต่ให้เราช่วยบริจาค เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ และเป็นกำลังใจให้กับจิตรกรในการสร้างสรรผลงาน ดีกว่าไปดูตามแกลอรี่ ที่ต้องเสียเงินค่าเข้าแพงๆ อีก

แต่ว่ามีบางส่วนที่ยังวาดไม่เสร็จดี ก็อยากให้ช่วยๆ กันไปเที่ยว ไปช่วยกันบริจาค เพื่อให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศเรากันครับ โดยเฉพาะคนปทุมธานี


By: K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562

สวนหินพุหางนาค

สวนหินพุหางนาค Phu-Hang-Nak rock park

วันที่ 9-10มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่สวนหินพุหางนาค อยู่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ใกล้ๆ กับวัดเขาทำเทียม เรียกว่าเป็นภูเขาลูกเตี้ยๆ ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่น่าจะเกิน 200-400 เมตร โดยมีลูกสาวเป็นคนแนะนำว่ามีที่เที่ยวตรงนี้

 เรามาถึงที่สวนหินพุหางนาคประมาณบ่ายโมงกว่าๆ เรียกว่ากำลังร้อนได้ที่เลยทีเดียวพอจอดรถเสร็จ ก็มีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับ สอบถามได้ความว่าเป็นจิตอาสา ชื่อว่าพี่พงษ์ แกเป็นชาวบ้านที่อยู่แถวๆ นั้น เลยมาเป็นจิตอาสาพาเที่ยว เพราะว่าเส้นทางข้างบนเขาจะสามารถต่อไปได้หลายที่ และชอบมีคนหลงป่ากัน พี่เขาเลยมาเป็นจิตอาสาพาไปเที่ยว โดยไม่คิดค่าบริการ อยู่ที่เราจะให้ หรืออาจจะช่วยซื้อสมุนไพรของพี่เขาก็ได้ ผมกับลูกสาว 2 คน และมีเพื่อนที่มาจากที่อื่นอีก 3คน ก็ได้ร่วมกันเดินไปกับพี่เขา

พี่เขาก็บอกว่าจุดที่น่าสนใจก็คือ ต้องไปไหว้พระพ่อปู่ที่ถ้ำที่ขึ้นเขาอยู่ไปประมาณ 100เมตร เป็นทางบันได เดินง่ายอยู่ แต่สำหรับผู้สูงอายุก็ลำบากหน่อย จากนั้นก็จะเดินประมาณ 200เมตร ก็จะถึงปากทางเข้าเมืองลับแล ที่เป็นเศียรพยานาค

พี่พงษ์เล่าว่าในคืนพระจันทร์เต็มดวง จะได้ยินเสียงคนเล่นตะโพน และเหมือนมีงานมหรสพตอนประมาณเที่ยงคืนกันอยู่บนเขา ซึ่งไม่น่าจะมีใครมาจัดงานได้ โดยเฉพาะช่วงเที่ยงคืนด้วย แต่ก็ได้ยินกันบ่อยมาก และได้ยินกันหลายคน ที่ผลัดกันมาเฝ้า จึงเชื่อว่าอาจจะมีเมืองลับแลอยู่จริงบนภูเขา... 

หลังจากที่เดินลอดซุ่มประตูผ่านเข้าเมืองลับแลแล้ว ก็จะพบกับต้นจันผา ที่มีอายุ 100, 200 และ 400ปี จากนั้นก็จะเดินขึนไปยังจุดชมวิวเมืองอู่ทอง และจุดชมวิวเมืองเลาขวัญ ของทางฝั่งกาญจนบุรี ซึ่งอยู่คนละฝั่งของเขา

 ตลอดทางพี่พงษ์จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับสมนไพรต่างๆ ที่พบในป่าพุหางนาคแห่งนี้ ด้วย ว่าชื่ออะไร ใช้ส่วนไหนมาทำเป็นยาสมุนไพร และแก้โรคอะไร เส้นทางพี่พี่พงษ์พาเดิน จะเป็นวงกลม พี่เขาบอกว่าระยะทางโดยรวมจะประมาณ 400เมตร ไป-กลับ ก็ 800เมตร ใช้เวลาประมาณ 1-1.5ชม.

แต่ถ้าคนที่ไม่เคยมา และไม่มีคนนำทาง ก็จะสามารถเดินผิด และจะไปโผล่อีกภูเขาหนึ่งแถวๆ วัดเขาทำเทียมได้เช่นกัน ซึ่งจะใช้เวลาเดินประมาณ 2-3ชม.


 อากาศร้อนมากๆ แต่ก็สนุกดี วิวป่าฤดูร้อน สวยมาก ทุกอย่างเป็นสีทองทั้งหมด ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า ต้นไม้ไม่มีใบเลย พี่พงษ์บอกว่าถ้าเป็นฤดูฝน จะเขียวขจีมากให้ลองมาดูช่วงเดือน ก.ค.

 คำแนะนำก่อนขึ้นไปเดินเที่ยวคือ ต้องติดน้ำดื่มขึ้นไปด้วยครับ อย่างน้อยคนละ 2ขวดเล็ก ห้ามสูบบุหรี หรือทุกอย่างที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ป่าได้ เพราะว่ามันแห้งมากจริงๆ


 By: K C A N.

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อุปกรณ์แปลงไฟตรง เป็น ไฟตรง

อุปกรณ์แปลงไฟกระแสตรงเป็นไฟกระแสตรง (DC to DC converter)

เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มาก สำหรับแปลงไฟกระแสตรงที่มีระดับแรงเคลื่อน (แรงดัน) ไฟที่สูง ให้เป็นแรงดันไฟที่ต่ำลง ทำให้เราไม่ต้องวุ่นวายในการแปลงแรงดันไฟฟ้า โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้แรงดันไฟฟ้าที่สูงแต่ว่า อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ ใช้แรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ยกตัวอย่างเช่นรถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้า (Electric Forklift) รถกอล์ฟ (Golf Cart) รถจักรยานไฟฟ้า (Electric Bike), รถบรรทุก เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แรงดันไฟฟ้าที่ 48V, 36V หรือ 24V เป็นต้น แต่ว่าอุปกรณ์ประกอบต่างๆ เช่น ไฟหน้า, ไฟหมุน, ไฟเลึ้ยว, ไฟท้าย, เสียงเตือนต่างๆ ถ้าหากว่าใช้ไฟที่ตรงกับอุปกรณ์แล้วละก็ จะมีราคาที่แพงกว่ามากเมื่อเทียบกับใช้แรงดันไฟฟ้ามาตราฐานอย่าง 12V เพราะว่าส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะผลิตเป็น 12V เพราะจำนวนการใช้งานมันเยอะกว่ามาก แต่ว่าเราเองก็ไม่สามารถเอาอุปกรณ์ที่ใช้กับไฟ 12V มาต่อเข้ากับรถหรือเครื่องจักรของเราได้ เพราะมาตราฐานของไฟไม่เท่ากัน จึงทำให้ต้องเสียเงินอุปกรณ์ต่อพ่วงที่มีราคาแพง เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ใช้ไฟมาตราฐาน 12V

48Vdc to 12Vdc, 20A, 240W

ดังนั้นเจ้าอุปกรณ์แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง นี้จึงเข้ามาช่วยตรงจุดนี้ เราสามารถต่อไฟ 48V, 36V, หรือ 24V เข้าไป และอุปกรณ์นี้จะให้แรงดันไฟฟ้าขาออกเป็น 12V ซึ่งเราสามารถเอาไฟ 12V นี้ไปต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟ 12V ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินไฟพวงจากแบตเตอรี่เพื่อให้ได้ไฟ 12V แบบเดิมๆ อีกต่อไป อีกอย่างคือซื้อแค่ครั้งเดียว สามารถใช้ได้นานเลย จากประสบการณ์ที่เคยใช้ คือแปลงจาก 48V เป็น 12V ติดรถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้า ตอนนั้นซื้อมาเป็นขนาด 20A สามารถต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้แทบทั้งคันเหมือนกัน โดยใช้กับไฟหน้า 12V ขนาด 60วัตต์ 2ชุด และไฟท้าย 12V ขนาด 10วัตต์อีก 2ชุด และไฟหมุนบนหลังค่า 12V ขนาด 10วัตต์อีก 1ชุด รวมๆ แล้วก็ไม่เกิน 180วัตต์

ในการเลือกใช้งานอุปกรณ์แปลงไฟกระแสตรงเป็นไฟกระแสตรงนั้น นอกจากเรื่องของแรงดันไฟฟ้าขาเข้าว่าต้องการใช้กับไฟเข้าเป็น 48V, 36V, หรือ 24V แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงอีกเรื่องก็คือ กระแสไฟฟ้าขาออก แม้ว่าแรงดันไฟฟ้าขาออกจะเป็น 12V อยู่ แต่ว่ากระแสไฟฟ้าที่จะจ่ายให้กับแต่ละอุปกรณ์ต่อพ่วงหรือขอเรียกว่าโหลด นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งถ้าหากว่าจ่ายกระแสไฟฟ้ามากกว่าที่อุปกรณ์แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงกำหนดเอาไว้ ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ได้
ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง บอกว่าจ่ายกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดหรือ 20A แปลว่าอุปกรณ์ที่เราจะนำมาต่อใช้งานนั้น จะต้องมีกำลังไฟฟ้าไม่เกิน = 12V x 20A = 240W (วัตต์) นั่นเอง ถ้าหากว่าเราใช้กับหลอดไฟหน้าขนาด 60วัตต์ แปลว่าเราจะใช้ได้มากถึง 4หลอดนั่นเอง แต่ว่าความเป็นจริง เราควรจะใช้แค่ 3หลอดหรือ 180วัตต์ เพราะว่าการที่เราใช้กระแสสูงสุดตามที่สเป็คกำหนดเอาไว้นานๆ จะทำให้อุปกรณ์ของเราอายุสั้นลงได้ หรือว่าขณะเปิดไฟ จะมีกระแสกระชาก ซึ่งจะทำให้กระแสสูงเกินได้เช่นกัน เป็นต้น


สำหรับราคาเจ้าอุปกรณ์แปลงไฟกระแสตรง สมัยก่อนแพงมาก ไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่เดี๋ยวนี้ราคาลงมาเยอะ เรียกว่าคุ้มค่าการลงทุนอยู่ครับ เพราะราคาอุปกรณ์ต่อพ่วง ยกตัวอย่างไฟหมุน ขนาด 12V ราคาจะอยู่ที่ ไม่เกิน 300-400บาท แต่ถ้าเป็น 48V แล้วละก็ราคาขึ้นไป ใกล้ๆ หรืออาจจะเกิน 1พันบาทเลยทีเดียว เป็นต้น
48Vdc to 12Vdc, 30A, 360W

และสมัยนี้อุปกรณ์แปลงไฟกระแสตรง เป็น กระแสตรง ก็มีให้เลือกจ่ายกระแสได้หลากหลาย สูงสุดที่เคยเห็นก็คือ 30A เลยทีเดียว 12V x 30A = 360W (วัตต์) เรียกว่าสบายช่างอย่างเรา ไม่ต้องเจาะขั้วแบตฯ ฝั่งน้อต เดินสายไฟ แยกสวิทช์ปิด/เปิด ให้วุ่นวายอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีให้เลือกแบบกันน้ำได้ 100% อีกด้วย (มาตราฐาน IP68) เหมาะกับหลากหลายงานกลางแจ้งอีกด้วย

อีกหนึ่งอุปกรณ์ดีๆ ที่แนะนำกันในช่วงส่งท้ายปี 2018

K C A N
 

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หิน ช้าง สี, ขอนแก่น

Date: 2018 10 06
Location: Khon KaenThailand
GPS: @16.6542287,102.6038708

การนัดเจอของเพื่อนๆ ของคุณภรรยาที่อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ทำให้ได้มายังที่แห่งนี้ หิน ช้าง สี ที่ที่เพื่อนของภรรยาบอกว่าเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของจังหวัดขอนแก่น ต้องขอบคุณคุณเพื่อนจริงๆ เพราะว่ามันสวยมากครับ เป็นภูเขา ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำพอง



ผมเองก็อธิบายทางไม่ถูก เพราะว่าเพื่อนของภรรยา เขาตั้ง GPS ให้พาไป ขึ้นเขาไม่ชันมากจากจุดจอดรถเดินขึ้นเขาไปประมาณไม่เกิน 200เมตร ก็จะถึงจุดชมวิว 


ชื่อว่าผาหมื่น บรรยากาศดีครับ เห็นอ่างเก็บน้ำเชื่อนอุบลรัตน์ อย่างชัดเจน วิวเหมือนอยู่ริมทะเลเลยหน้าผาสูง มีหอชมวืวที่ทางอุทยานจัดทำเอาไว้ให้ขึ้นไปดูดวิวได้แบบ 360องศาอีก


สวยครับเรียกว่ามาเที่ยวก่อนคนขอนแก่นอีกหลายคนแน่นอน ถ้าหากว่าเป็นช่วงฤดูหนาวแล้วล่ะก้อน่าจะได้เห็นทะเลหมอกบ้าง เอาไว้มาอีกครั้งช่วงปีใหม่ดีกว่า ไม่รู้เขาจะให้กางเต้นท์นอนข้างบนนี้หรือเปล่า...


K C A N










วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชุดแปลงรางไฟหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ ให้ามารถเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดพลังงานได้


 

ชุดเแปลงรางไฟ JK-18, JK-36 เปลี่ยนหลอดนีออนยาว “T8″ (18วัตต์, 36วัตต์ ที่มีทั้งบาลา์ทส์ และสตาร์ทเตอร์) เป็น หลอดประหยัดพลังงาน “E27″ (หลอดตะเกียบ) ขนาด 13วัตต์ x 2 = 26วัตต์ โดยยังสามารถใช้รางไฟอันเดิมได้.

ข้อดี. 

1) ประหยัดไฟฟ้าได้จริง. อัตราการประหยัดขึ้นอยู่กับขนาดวัตต์ของหลอดที่ใช้.
2) ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรางไฟเดิม. ทำให้ติดตั้งได้ง่าย.
3) ไม่ต้องใช้สตาร์ทเตอร์
4) ไม่สูญเสียพลังงานความร้อนในวงจรบาลาส์ท
5) หลอดติดทันทีไม่มีกระพริบ
6) ถ้าหลอดใดหลอดหนึ่งเสีย คุณก็จะยังไม่มืด
7) สามารถติดตั้งหลอด 2สี ในชุดเดียวกันได้
8) เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อน
9) แข็งแรง ทนทาน ใช้งานนานปี
10) ทำจาก PVC อย่างดี ไม่ไหม้ไฟ ไม่นำไฟฟ้า ปลอดภัย

Patent no. 0801001306
สิทธิบัตรหมายเลข 0801001306
ติดต่อเรา:

ตารางเปรียบเทียบการประหยัดพลังงานและคำนวณเป็นเงินที่คุณสามารถประหยัดได้

ช่วยกันประหยัดพลังงานวันนี้เพื่อลูก หลานของเรา
คู่มือการติดตั้งง่ายแค่ใส่แทนที่หลอดเดิม

AN

CK

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

คมความคิดของ คุณกัมพล ตันสัจจา เจ้าของ สวนนงนุช จ.ชลบุรี

"คมความคิดของ คุณกัมพล ตันสัจจา เจ้าของ สวนนงนุช จ.ชลบุรี

1.ทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ถ้ามันดี ให้มีความสุขกับมัน เพราะมันจะอยู่กับเราไม่นาน ถ้ามันไม่ดีอย่ากังวล เพราะมันจะอยู่กับเราไม่นานอีกเหมือนกัน

2.ทางเดียวบนโลกใบนี้ ที่จะทำให้ความสุขนั้นมีมากขึ้นนั่นก็คือให้แบ่งปันความสุขนั้น (แบ่งให้คนอื่น ยิ่งให้มาก ยิ่งสุขมาก)

3.คนที่น่าอิจฉาที่สุด คือ คนที่ไม่อิจฉาใครเลย ดูเหมือนมันเป็นความสุข ง่ายๆ แต่ คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยทำกัน

4.ทุกวินาทีที่หายใจอยู่คือโอกาสของชีวิต อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่และอย่าแคร์สายตาใคร ตราบใดที่เรายังหายใจด้วยจมูกของเราเอง

5.ไม่ยุ่งกับชีวิตคนอื่น ไม่ขัดความสุขคนอื่น ไม่คิดแทนคนอื่น ไม่อิจฉาคนอื่น ไม่ดูถูกคนอื่น คำสอน 5 ข้อ ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข

6.จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา

7.ไม่ว่าจะมีสิ่งไหนหายไปจากชีวิตเรา แต่เวลาก็ยังคงเดินต่อ และเวลาก็สอนให้เราได้รู้ว่า ระหว่างที่เรามีเวลาอยู่นั้น เราควรจะดูแลและรักษาอย่างไร เพื่อว่าวันหนึ่งเราจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำดีที่สุดแล้ว

8.ความสุขแม้จะอยู่กับเราไม่นาน แต่ความทรงจำที่ดีจะอยู่กับเราตลอดไป

9.บางครั้ง เราไม่ต้องคิดว่า สิ่งที่เราทำ เราจะได้อะไร แต่เมื่อทำแล้ว มันสุขใจ มันก็คือกำไรของชีวิต

10.จุดที่ตกต่ำที่สุด เป็นได้ทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้นใหม่ อยู่ที่เราจะให้มันเป็นอะไร"

cr: https://www.facebook.com/Ruengdeedeemeekorkid/posts/1342740255820798:0


AN
CK