วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566

เจ้แขกปากหมา

เจ้แขกปากหมา

     เห็นหัวเรื่องแล้วผมไม่ได้ว่าอะไรใครนะครับ แค่มันเป็นชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าหนึ่งที่พนัสนิคมเฉยๆ ด้วยความที่เป็นคนชอบก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ชอบแวะชิมไปเรื่อย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งร้านในตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือที่ได้ไปชิมมา

     พอดีได้มีโอกาสไปปฎิบัติหน้าที่แถวๆ นั้น เลยได้ลองแวะชิมรสชาติดูสักหน่อย เห็นในหลายๆ เว็บไซท์กล่าวขานถึง ว่าเป็นร้านดังของเมืองพนัสนิคม


     ก็ต้องบอกตามตรงว่าถ้ารสชาติไม่ดีจริง ร้านนี้น่าจะต้องปิดกิจการไปแล้ว ยิ่งช่วงโควิดด้วย ก็ไม่รู้ผ่านมาได้ยังไง นอกจากจะมาจากรสชาติ และฝีมือแน่ๆ เพราะทำเลที่ตั้งอยากบอกว่าอยู่อย่างลึกลับ อยู่หลังตลาด และท้ายๆ สุดของซอยเลยก็ว่าได้ฮ่าๆๆ ทำให้คิดถึงคำพูดของพวกน้องๆ ที่ขับ Grap, Food Panda และอื่นๆ เลย  ว่าร้านดังๆ ที่อร่อยๆ มักจะอยู่ในซอกในหลืบกันไม่รู้ทำไม แต่ก็ดันมีคนรู้จัก และอยากกิน ก็คงจะเป็นแบบนั้นจริงละมั้ง...


     ร้านเป็นตึกแถวห้องหัวมุม และทำเป็นหลังคายื่นออกมา ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ดูแล้วโล่งโปรงน่านั่งดี ในร้านก็สะอาด แม้ว่าโต๊ะเกาอี้ต่างๆ อาจจะดูเก่าไปหน่อย แต่ก็สะอาด และบ่งบอกถึงอายุของร้านได้ว่าขายมานานแค่ไหนแล้ว 

     วันนั้นที่ไปได้สั่งบะหมี่น้ำ 1 และแห้ง อีก 1 เป็นแบบธรรมดา เพื่อลองชิมรสชาติดู ก็ต้องบอกว่าแม่ค้าลวกเส้นได้สุกพอดีไม่เละ และไม่แข็ง แต่แบบน้ำเหมือนแม่ค้าเขาจะหวงน้ำซุปไปหน่อย ให้แบบคลุกคลิกๆ ไม่ใสน้ำมาเยอะๆ แบบบางร้าน  น้ำซุปก็มีกลิ่นหอม กลมกล่อม รสชาติดีเลย แต่อยากบอกว่าพริกร้านนี้เขาเผ็ดใช้ได้เลยทีเดียว อันนี้ควรน่าจะมีป้ายบอกเอาไว้จะดีมาก แต่แม่ค้าคงจะกลัวหาว่าแม่ค้าหวงพริกหรือเปล่า เลยไม่เตือน 

บะหมี่แห้ง

     หลังจากที่กินเสร็จเรียบร้อยแล้ว และรู้รสชาติแล้ว ก็ต้องสั่งกลับไปให้คนที่บ้านได้ลองชิมด้วยซิ เพราะว่ามันอร่อยจริงสมคำล่ำรือ แบบห่อกลับเลยขอเป็นแบบพิเศษ 40บาทเลย เพื่อความอื่มในถุงเดียว 


     อีกอย่างที่ทำให้ร้านนี้มีเส่ห์ คือ ชื่อร้าน เพราะชื่อร้านนี่แหละ เวลาเราเข้าไปนั่งกิน แบบยิ่งมาคนเดียวด้วยแล้วล่ะก็ ต้องแบบสงบปาก สงบคำ ไม่กล้าพูดอะไรมาก สั่งเสร็จแล้ว ก็นั่งรอแบบเงียบๆ นั่งเล่นโทรศัพท์ไป ฮ่าๆๆๆ แต่แม่ค้าก็ดูไม่ใช่อย่างที่ป้ายชื่อร้านบอกเอาไว้นะ พูดคุยสุภาพดี

     อาจจะพูดเยอะไปหน่อย เพราะตั้งแต่เข้าไปนั่ง จนจ่ายเงินออกจากร้าน จะได้ยินเสียงแม่ค้าคุยกับเพื่อน หรือลูกน้องไม่แน่ใจ ตลอดเวลา เวลามีตำรวจขับมอเตอร์ไซด์ผ่าน ก็ตระโกนทักทายกันกับคุณตำรวจ ดูแล้วน่าจะเป็นคนเพื่อนเยอะ แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้ากินเสร็จแล้วไม่จ่ายตังค์ จะเป็นแบบไหนนะครับ  อีกอย่างคือแกชอบดอกมะลิที่เขาเอาไว้ร้อยพวงมาลัยมาก ถึงขนาดเอามาปักผมแกเยอะเลย แต่คงจะไม่ถึงขั้นเอาดอกมะลิไปแลกก๋วยเตียวหรอกนะครับ แต่อาจซื้อไปฝากแกได้ แกชอบ 

     โดยรวมแล้วร้านนี้ก็ถือว่าผ่านครับ ทั้งรสชาติ และถูกสุขลักษณะ อนามัย อัธยาศัย สามารถแนะนำหรือบอกต่อได้ แต่ก็น่าเสียดายที่อยู่ไกลไปหน่อย น่าจะมีสาขา ในกรุงเทพฯ จะได้ไม่ต้องเดินทางไปตั้งพนัสนิคม

พิกัดร้าน ก็คลิ๊กตามนี้ได้เลย

13.4493278,101.1825449

ฺBy: K.C.A.N


วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566

Smart watch กับ Mobile Phone

มีเพื่อนบ้านมาสอบถามว่า ถ้าหากว่าจะซื้อของขวัญให้ลูกน้อยอายุซัก 5-6ขวบ กำลังจะเข้า ป.1 ซักกะชิ้นนึงจะซื้ออะไรให้เขาดี ? ลูกเขาอยากได้โทรศัพท์มือถืออ่ะ  เลยแนะนำไปว่าซื้อเป็น Smart watch แบบนี้ให้จะดีกว่าไหม 



ผมว่าซื้อเป็นนาฬิกา ที่เป็น Smart watch ให้จะดีกว่า เพราะเด็กอายุประมาณนี้ ยังรับผิดชอบของตัวเองได้ยังไม่ดีเพียงพอ ถ้าหากว่าซื้อโทรศัพท์มือถือให้ โอกาสที่หายน่าจะสูงกว่า นาฬิกาหรือเปล่า เพราะอย่างน้อยๆ นาฬิกาก็ใส่อยู่ที่ข้อมือตลอดเวลา แถมสามารถใช้เป็นโทรศัพท์ ก็ได้เหมือนกัน เพราะสามารถใส่ SIM มือถือได้  สามารถ Tracking ลูกเราได้ตลอดเวลา ว่ายังอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้หรือเปล่าด้วย และยังสามารถใช้ดูเวลา และสอนให้เขาเป็นคนตรงต่อเวลาได้ด้วย  แต่ว่าเด็กๆ ก็ยังอยากได้มือถือมากกว่า โดยบอกว่าสามารถลง App ต่างๆ ได้ โน่นนี้ นั่น นี่แค่เด็ก ป.1 รู้จัก App กับแล้ว แต่ว่าด้วยเรื่องของราคาแล้วโทรศัพท์ พันกว่าบาท จะสามารถลง App อะไรต่างๆ ได้มากมายอย่างนั้นรึ ถ้าจะลง App ต่างๆ ได้มากมายคงต้องราคาหลายพันเลย อีกอย่างคือ ดูเหมือนจะเอาไว้เล่นเกม กับดู Youtube มากกว่า

เลยแนะนำคุณเพื่อนไปว่า ให้ไปคุยกับลูกว่า ไม่ใช่ว่าจะไม่ซื้อให้ แต่ว่าเอาไว้โตกว่านี้ก่อน รู้จักรับผิดชอบสิ่งของต่างๆ ก่อนนะแล้วจะซื้อให้ อายุแบบนี้ต้องออกไปเล่นกับดิน กับทราย ไม่ใช่จะอยู่แต่กับโทรศัพท์มือถือ  เอาไว้ขึ้นมัธยมก่อนแล้วจะพิจารณาให้อีกครั้ง ส่วนตอนประถมก็เอานาฬิกาแบบนี้ไปก่อน โทรศัพท์ ก็มาเล่นของพ่อตอนกลับมาจากโรงเรียนก็ได้


By: K.C.A.N

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ความทรงจำดีดีที่ หาดจอมเทียน พัทยา

ความทรงจำดีดีที่ หาดจอมเทียน พัทยา




เมื่อรุ่นน้องทีเคยทำงานร่วมกันที่ TDK เมื่อ 10กว่าปีที่แล้ว จากนั้นได้แต่งงานกับคนญี่ปุ่น และไปอยู่ที่ญี่ปุ่น ได้กลับมาเที่ยวเมืองไทยในช่วง Golden Week ซึ่งรุ่นน้องคนนี้ก็จะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านในทุกปีในช่วงนี้ โดยจะมีเพื่อนๆ ในแก็งค์ เดียวกันมารวมตัวกันแบบนี้ทุกปี  


โดยปีนี้ได้นัดกันไปเที่ยวที่หาดจอมเทียนพัทยา เพื่อพูดคุยกันในเรื่องความหลังต่างๆ โดยนัดกันที่โรงแรมที่พักเลยประมาณบ่ายโมง โดยปีนี้เจ้ารุ่นน้องผมมากับลูกชายคนที่ 2 ชื่อเรียวคุง  


โดยในแก็งค์นี้ ก็มีผู้ชาย 2คน คือ ผม กับ เรียวคุง ที่ต้องไปนอนค้างคืนกับสาวๆ 5 คนแบบงงๆ แต่ก็สนุกมาก แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ คือจากบ่ายโมง ถึงเที่ยงของอีกวันก็ตาม ส่วนมากจะเป็นการกิน และคุยกันเสียเป็นส่วนใหญ่


มาทะเลทั้งทีก็ต้องเล่นน้ำทะเลกัน แต่ว่าไม่มีใครเล่นกันเลย งงมาก อาจเป็นเพราะว่าที่โรงแรมมีสระว่ายน้ำ ทุกคนเลยเล่นน้ำในสระมากกว่าเล่นน้ำทะเล แต่ว่าทะเล ก็คือทะเล วิวสวยยังไงก็สวยอย่างงั้น โดยเฉพาะเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะตก


ช่วงที่ไป ก็เป็นช่วงวันแรงงาน คนก็เยอะมากพอสมควร และอากาศก็ร้อนสุดๆ ไปเลย เจ้าเรียวคุงไม่เคยสัมผัสอากาศร้อนแบบประเทศไทย ก็ผดร้อนขึ้นเต็มตัวเลย เปิดแอร์อยู่แต่ในห้องพัก กว่าจะชวนลงมาเล่นน้ำในสระน้ำได้ก็ร่วมๆ 5โมงเย็น แต่พอได้เล่นเท่านั้น ก็ไม่ยอมขึ้นเลย เหมือนกันหมดทั้งเด็กไทย เด็กญี่ปุ่น ชอบเล่นน้ำกันจริงๆ 


จากนั้นก็ต้อง Enjoy Eating กันครับ งานนี้ผู้หญิงเยอะ ก็ต้องแสดงฝีมือกันแบบสุดๆ ส่วนเราผู้ชาย ก็รอกินอย่างเดียว จากนั้นก็นั่งล้อมวงกินข้าว และก็คุยกัน โดยเล่นเกมกับเรียวคุงด้วย เรียกว่าสนุกมากมายเลย กว่าจะแยกย้ายกันไปนอน ก็ เกือบๆ 5ทุ่มกันเลย แต่เหมือน เรียวคุงยังสนุกอยู่ ยังไม่อยากจะเลิกเล่น 



ทั้งเล่นทายเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ทั้งทายธงชาติ ทายชื่อประเทศ และอื่นๆ สนุกจนลืมง่วง กันเลย แม้ว่าจะพูดกันคนละภาษา แต่ว่าเรามีตัวช่วยอย่าง Google แปลภาษา และคุณแม่ เรียวคุง ทำให้เล่นกันได้อย่างสนุกสนาน เอาไว้พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา แล้วมาเล่นกันใหม่ก็ได้นะครับ วันนี้ต้องนอนแล้ว ดึกมากแล้ว

By : K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ทำความสะอาดพัดลม

ช่วงนี้อากาศร้อนมากมาย อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทุกๆ บ้านมี และทำงานกันหนักหนาสาหัสอุปกรณ์หนึ่งในช่วงนี้เลยก็คือ "พัดลม" 

เมื่อเราใช้พัดลมไปนานๆ ก็จะมีฝุ่นสะสมตามตะแกรงหน้า ตะแกรงหลัง ใบพัด และบริเวณอื่นๆ ซึ่งฝุ่นเหล่านี้นี่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าพัดลมของเรากินไฟเพิ่มขึ้น ให้ลมออกมาน้อยลง รวมถึงอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และที่สำคัญที่สุดก็คือฝุ่นจะทำให้ แกนของพัดลมกับบูตเสียดสีกันจนทำให้แกนสึก หรือบูตสึก และอาจทำให้พัดลมหยุดหมุนได้

ซึ่งถ้าพัดลมหยุดหมุนแต่ว่าไฟฟ้ายังจ่ายเข้าไปในมอเตอร์อยู่และล่ะก็ โอกาสที่จะเกิดเพลิงไหม้ก็จะมีสูงมาก เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าไม่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ ในการหมุนมอเตอร์ มันก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนแทนโดยทันที...

วันนี้ก็เลยจะมานำเสนอวิธีการทำความสะอาดพัดลมกัน พอดีว่าวันนี้ผมก็ว่าจะทำความสะอาดพัดลมทั้งบ้านด้วย  เลยเอามาเขียนเป็นบล๊อกด้วยก็น่าจะดี

เริ่มแรกก็จะต้องแกะตะแกรงหน้าออกก่อนครับ ซึ่งปกติพัดลมแต่ละรุ่นก็ไม่ค่อยจะเหมือนกัน แต่โดยส่วนมากก็จะไม่แตกต่างกันมา อย่างของผมจะมีตัวล๊อกอยู่ข้างล่าง ก็แค่แกะตัวล๊อกออก จากนั้นก็ค่อยๆ ถอดพลาสติกที่ล้อมตะแกรงหน้าออกครับ สิ่งที่จะต้องถอดอันถัดไปก็คือใบพัด ซึ่งก็จะมีตัวล็อกอยู่ตรงกลาง วิธีการถอดก็คือให้จับใบพัดเอาไว้ และให้หมุนตัวล๊อกออกซึ่งโดยปกติ ตัวล๊อกใบพัดลมจะเป็นเกลียวแบบย้อนศร คือไม่เหมือนกับเกลียวปกติทั่วไป แต่จะเป็นแบบหมุนตรงข้าม อธิบายแล้วอาจจะงงนิดๆ เอาเป็นว่าที่ตัวล๊อกจะมีลูกศรบอกว่าหมุนทางไหนออก และหมุนทางไหนเข้า (<--tight loose-->) loose คือหมุนออก tight คือหมุนเข้าให้แน่น 


เมื่อถอดใบพัดออกแล้วก็จะถึงคิวตะแกรงหลัง ซึ่งก็จะมีตัวล๊อกแบบเกลียวปกติอยู่ ก็ให้หมุนออกปกติได้เลย และก็นำตะแกรงหลังออก จากนั้นก็ถอดตัวครอบมอเตอร์ออกโดยอันนี้ต้องใช้ไขควงเฉกเข้ามาช่วย  โดยขันน๊อตของตัวครอบมอเตอร์ด้านหน้าออกก่อน ปกติจะมีน๊อต 3-4ตัว จากนั้นก็ขันตัวกดส่ายออก และก็ตัวครอบหลัง ซึ่งก็จะมีน๊อตอยู่ 1ตัว ตามรูปข้างบนด้านขวามือ

เมื่อถอดทั้งหมดออกแล้ว เราก็จะแบ่งส่วนประกอบออกเป็น 2ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่สามารถล้างน้ำได้ กับส่วนที่ล้างน้ำไม่ได้


เราก็จะเริ่มจากส่วนที่ล้างน้ำได้ก่อนเลย เพราะว่าล้างเสร็จแล้ว เราก็ต้องนำไปตากแดด เพื่อให้มันแห้งอีก ก็ง่ายๆ ครับ ล้างน้ำผสมน้ำยาล้างจานได้เลย แล้วก็นำไปตากแดดเอาไว้


จากนั้นก็มาจัดการกับตัวมอเตอร์ ซึ่งไม่สามารถล้างน้ำได้ โดยเราจะใช้แปรงทาสีในการกำจัดฝุ่นออกจากตัวมอเตอร์ครับ เมื่อกำจัดฝุ่นออกจนดูสะอาดดีแล้ว เราก็จะมาใส่น้ำมันหล่อลื่นตามจุดหมุนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณแกนของพัดลม กับตัวบูต เมื่อทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะถึงช่วงประกอบกลับกันแล้ว


จุดทีต้องเน้นก็คือตัวครอบมอเตอร์ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง จะต้องให้แห้งสนิทจริงๆ เพราะว่าถ้าไม่แห้งหรือมีหยดน้ำเหลืออยู่ภายในแล้วจะอันตราย เนื่องจากจะต้องสัมผัสกับมอเตอร์ซึ่งจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่ ถ้ามีหยดน้ำหรือไม่แห้งสนิท อาจทำให้เกิดการลัดวงจรสร้างความเสียหายให้กับตัวมอเตอร์ได้



เมื่อมั่นใจว่าแห้งสนิทดีแล้วเราก็เริ่มประกอบกลับกันเลย โดยเริ่มจากแผ่นครอบฝาหน้า ยึดน๊อตกลับเข้าไปตามเดิม ตามด้วยตัวครอบมอเตอร์ด้านหลัง และปุ่มกดส่าย ตามด้วยตะแกรงหลัง ใบพัดพัดลม และสุดท้ายท้ายสุด ก็คือตะแกรงด้านหน้า ตามรูปข้างล่างเลยครับ


เมื่อประกอบทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ก็ให้ตรวจดูอีกครั้ง ก่อนที่จะนำไปเสียบปลั๊ก เพื่อทดสอบกัน ว่าพัดลมที่เราทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จะยังทำงานปกติหรือไม่... เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็เสียบปล๊ก และลองเปิดเครื่องดูได้เลย ถ้าหากว่าพัดลมหมุนปกติ ก็เป็นอันว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อย ซึ่งจะรู้ได้ทันทีว่าลมมันแรงขึ้น และเสียงก็จะเบาลงด้วย เพราะว่าเราได้หล่อลื่นมอเตอร์ ด้วยน้ำมันแล้ว


หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบล๊อกทำความสะอาดพัดลมนี้จะมีประโยชน์กับทุกๆ คนในช่วงที่อากาศร้อนๆ ครับ

By: KCAN



วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ให้มันจบในรุ่นเรา

"ให้มันจบในรุ่นเรา" ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ได้หมายความแบบที่น้องๆ ยุคใหม่เขาหมายถึงกันนะครับ ในที่นี้หมายถึงธุรกิจของครอบครับ ธุรกิจบางครอบครับที่จะต้องหายไปเมื่อหมดรุ่นใด รุ่นหนึ่งไป... 
ผมเคยมีเพื่อนที่ที่บ้านขายข้าวหน้าเป็ด เป็นเป็ดย่างอบน้ำผึ้งที่ผมคิดว่าอร่อยพอๆ กับเจ้าดังๆ เจ้าหนึ่งที่อยู่ในหลายๆ ห้างเลยทีเดียว ร้านของเพื่อนผมตั้งอยู่แถวๆ สี่แยกบ้านแขก หลังจากที่เรียนจบ ป.ตรีมาด้วยกัน ก็แยกย้ายกันไปทำงาน เพื่อนผมก็อยู่ในโรงงานแถวๆ บางปะอินมานานกว่า 20ปี ปล่อยให้พ่อกับแม่ขายข้าวหน้าเป็ด จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็ขายไม่ไหว และร้านก็ต้องปิดตัวลงไป ข้าวหน้าเป็ดที่แสนอร่อยร้านนึง ในราคาทีคนธรรมดาสามารถจับต้องได้ ก็หายไปจากประเทศไทย...

เคยถามเพื่อนผมเหมือนกัน ว่าทำไมไม่สืบต่อธุรกิจครอบครับ เพื่อนก็บอกว่าพ่อกับแม่ บอกว่าอาชีพที่ทำมันลำบากมาก เป็นอาชีพของคนที่ไม่มีความรู้เขาทำกัน เพราะว่า พ่อกับแม่เพื่อนไม่จบชั้นประถม เลยอยากให้ลูกๆ เรียนหนังสือสูงๆ เท่าที่จะทำได้ และได้อาชีพการงานที่ดีกว่าที่พ่อ แม่ทำ จะได้ไม่ลำบาก ซึ่งก็มีความคิดคล้ายๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ของผมเองก็เช่นกัน แต่สำหรับผมต่างไปตรงที่ว่า พ่อผมก็ทำงานเป็นลูกจ้างเขามาตลอดทั้งชีวิต ส่วนแม่ผมก็เป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด ซึ่งเคยเหมือนกันที่จะสืบต่อธุรกิจของแม่ แต่ว่าแม่ก็ไม่ให้ ไล่แต่ให้ไปสมัครงาน บางครั้งก็ไม่ค่อยจะเข้าใจผู้ใหญ่เหมือนกัน ทำไมถึงอยากให้ลูกๆ ไปเป็นลูกจ้างเขาจัง ทำไมไม่อยากให้ลูกเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองไม่เข้าใจจริงๆ 

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ผมเองก็เกินกว่าความเป็นผู้ใหญ่แล้วมองย้อนกลับไปในอดีต และมองคนที่อยู่รอบข้าง น้องๆ รุ่นใหม่ในที่ทำงาน  บางคนพ่อกับแม่ก็มีร้านอาหารบ้าง มีร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังบ้าง ก็หวังดีว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้สืบทอดธุรกิจต่อจากพ่อแม่ ด้วยความที่พ่อแม่ผมไม่มีกิจการใดๆ ส่งต่อให้และตัวเองก็รับจ้างเขามาตลอดชีวิต จึงอยากให้น้องๆ รุ่นใหม่รักษาธุรกิจของครอบครัวเอาไว้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความสนใจจากเขามากเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กพึ่งจบใหม่ ยังอยากทำงานในสายอาชีพที่ตัวเองเรียนจบมา และอาจจะเห็นว่าอาชีพที่พ่อแม่ทำอยู่นั้นลำบาก และจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่จะเลือกทำ ผมเองก็เข้าใจในความลำบากของพ่อแม่ แต่ถ้าเราเป็นลูก เราก็ควรที่จะได้เคยช่วยเหลือพ่อแม่ทำอยู่บ้าง ดังนั้นการหาวิธีการต่อยอดทางธุรกิจ โดยนำความรู้ที่ได้เรียนมา นำมาต่อยอดร่วมกับธุรกิจที่บ้านเช่นนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ นำความรู้ที่ได้เรียนมาปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการ โดยเราอาจจะไม่ต้องลงมือทำเองในทุกขั้นตอน

แต่เราจะเป็นผู้บริหารแทน เพราะว่าถ้าเราเคยช่วยพ่อกับแม่ทำงานในทุกๆ ขั้นตอนมาแล้ว รู้อยู่แล้วว่าต้นทุนเท่าไหร่ ซื้อวัสดุมาจากไหน แต่ละวันขายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ขั้นตอนไหนที่จะต้องเป็นความลับ ขั้นตอนไหนสามารถเปิดเผยได้ ขั้นตอนไหนที่ต้องปรับปรุง ขั้นตอนไหนที่สามารถนำเทคโนโลยีมาต่อยอดได้ อะไรคือสิ่งที่พ่อกับแม่ขาดไป แต่ว่ามีในรุ่นของเรา ก็นำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามยุค ตามสมัย นำหลักการทางสถิติ ที่ได้เรียนมา มาจับกับธุรกิจที่บ้าน อะไรประมาณนั้น

ยิ่งถ้าหากว่าเป็นร้านที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว การจะต่อยอดทางธุรกิจก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก เช่น อาจจะขายแฟรนไชส์ หรือเปิดสาขา 2 สาขา 3 แต่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันในเรื่องของเงินทุน แต่ถ้าหากว่าร้านมีชื่อเสียงจริงๆ มีหลายๆ เว็บไซท์เข้ามารีวิว มีลูกค้าเยอะ การที่จะนำชื่อเสียงของร้านมาเป็นเครดิตในการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาเป็นทุนก็น่าจะไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบล๊อกนี้ จะช่วยให้ลูกๆ เด็กยุคใหม่ เลือกอาชีพเพื่อต่อยอดธุรกิจของพ่อแม่เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเลือกไปทำงานกับคนอื่นในอาชีพที่ตัวเองได้เรียนมาแต่ก็เป็นได้แค่ "ลูกจ้าง"  บ้าง อย่าให้ธุรกิจของครอบครับเราจบลงในรุ่นพ่อแม่เราเลย หรือจะพูดให้ถูกคือ ธุรกิจนั้นจบลงในรุ่นเรานั่นแหละ เพราะเราไม่ต้องการที่จะทำต่อ...

#อย่าให้จบในรุ่นเรา

#ทุกอาชีพมีเกียรติ

By: KCAN

วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566

ก๋วยเตียวเรือ แสนอร่อย

ก๋วยเตี๋ยวเรืออาหารที่แสนจะอร่อย

    สำหรับผมแล้ว ก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นหนึ่งในอาหารชามโปรดสุดๆ เลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าหากว่าร้านไหนน้ำซุปเข้มข้นๆ และร้อนๆ ด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งอร่อยมาก เพราะว่าด้วยความชอบนี้ เลยได้ทดลองตะเวนชิม ก๋วยเตี๋ยวเรือไปเรื่อยๆ


    ที่ใด เจ้าไหน ที่ใครบอกว่าอร่อย ก็อยากไปลองชิม  ความจริงแล้วบ้านผมก็อยู่ใกล้ๆ กับตลาดรังสิต แห่ลงก๋วยเตียวเรือในตำนาน หลายต่อ หลายเจ้า ก็เรียกว่าได้ชืมมาแล้วทุกเจ้าแล้ว อร่อยบ้าง ธรรมดาบ้าง 



    อยากเจอร้านก๊วยเตี๋ยวเรือในตำนาน และอยากไปลองชิมดูทุกๆ ที่มาก เท่าที่เคยไปชิมมาหลายๆ เจ้า เจ้าที่อร่อยถูกใจจริงๆ ก็จะมีที่ในตลาดรังสิตอยู่เจ้านึง ส่วนเจ้าอื่นๆ ก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะรสชาติไม่ดี แต่ว่าบางครั้งก็รู้สึกว่าธรรมดา บางเจ้าน้ำซุปก็ไม่ร้อนเลย แค่อุ่นๆ หรือไม่ก็ไม่ค่อยเข้มข้นเท่าที่ควร


    ถ้าหากว่าที่ไหนมีร้านก๊วยเตียวเรือเจ้าดังๆ และอร่อยๆ อยากให้ช่วยแนะนำกันหน่อยนะครับ อยากไปลองชืมดู เท่าที่ค้นหาใน Internet แล้วร้านดังก๋วยเตียวเรือ ถ้าในกรุงเทพฯ ก็จะอยู่แถวๆ อนุสาวรีย์ชัยฯ และกระจายตามที่ต่างๆ อีก ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยาก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะปทุมธานีย่านรังสิต อีกหนึ่งจังหวัดที่น่าสนใจก็คือชลบุรี ซึ่งก็ยังงงอยู่เหือนกัน ว่าทำไมก๋วยเตี๋ยวเรือถึงได้ไปดังอยู่ที่ชลบุรี เพราะถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวเรือแล้ว ก็น่าจะคิดถึงคลอง ถึงแม่น้ำ มากกว่าทะเลหรือเปล่า 


    บางร้านก็ใช้ชื่อนำเพื่อให้คนจำได้ง่าย แต่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้แขกปากหมา ที่ อำเภอพนัสนิคม หรือ เทพเจ้าเพอร์ซีอุส และอีกหลายต่อหลายเจ้า ไม่รู้ว่าใครเคยไปชิมแล้วบ้างครับ ไม่รู้รสชาติเป็นอย่างไร เล่าให้ฟังกันหน่อย เห็นมีหลายๆ เว็บเขาไปรีวิวแล้วมาเขียนก็เลยอยากไปลองชิมดูเหมือนกัน ว่าจะอร่อยสมคำร่ำลือหรือเปล่า... 

BY:  KCAN


วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2566

คิดมากไปไหม

ช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเลยอยู่แต่บ้านอย่างเดียว สาเหตุจากที่เมื่อคุณแม่อายุมากขึ้น ก็ทำให้เดินทางลำบาก เลยได้แค่อยู่แต่ที่บ้านดูแต่ ซีรีย์เกาหลี 555  ทั้งเสาร์ ทั้งอาทิตย์ มันก็มีข้อดีคือประหยัดเงิน เพราะไม่ค่อยได้ใช้เงินเท่าไหร่ 

และช่วงนี้ก็น่าจะมีปัญหาบางอย่างเกิดกับลูกสาว ที่พึ่งจะเริ่มทำงานครั้งแรกและเหมือนจะมีปัญหาที่ทำงานนิดหน่อย หรือเปล่า หรือว่างานเยอะเกิน เพราะดูลูกสาวเศร้าๆ ลงไปเยอะ คนเป็นพ่อ กับแม่ก็ได้แค่เป็นกำลัใจให้ห่างๆ อย่างห่วงๆ คิดว่า พ่อกับแม่ของลูกใครก็คงจะคิดเช่นนั้นเหมือนๆ กัน แต่ว่าถ้าเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเขาแบบใกล้ชิด เหมือนสมัยเป็นเด็ก ก็คงจะไม่ค่อยดี เพราะจะทำให้เขาไม่โตเป็นผู้ใหญ่เสียที เลยขอช่วยให้คำปรึกษาอยู่ห่างๆ จะดีกว่า เช่นโพสต์ ข้อคิด คำสอน ต่างๆ ไปตาม Social ที่เขาเป็นเพื่อนกับเรา เฝื่อว่าเขาจะเห็น

และให้เขาทำใจได้ ว่าชีวิตการทำงานมันก็เป็นแบบนี้แหละ และอยากได้ลูกสาวคนเดิมที่ร่าเริงกลับมา เรื่องทำงานก็สำคัญ แต่ว่าเรื่องจิตใจสำคัญกว่าเยอะ อย่างที่คนโบร่ำ โบราณ เคยพูดเอาไว้ว่า "คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก" แต่ก็ขอไม่ชี้นำ และให้เขาตัดสินใจในชีวิตของเขาเองจะดีกว่า 


ไปเห็นโพทต์อะไรตลกๆ และมีความเกี่ยวเนื่องกับเขา เราก็เอามาพูดกันเล่นๆ แบบให้เขาแอบได้ยิน เฝื่อว่าเขาจะคิดได้ เช่น 

"อย่าไปปวดหัวกับงานที่เจ้านายสั่ง แต่ให้เจ้านายปวดหัวกับงานที่สั่งเรา" เป็นต้น 555 

กลับมาเป็นลูกสาวที่แสนจะร่าเริงเหมือนเดิมของพ่อกับแม่เร็วๆ นะ

By: KCAN

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

บ้านมีไม่นอน ไปนอนเต้นท์ ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น

อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น จังหวัดสระบุรี 12-13 พ.ย 65



เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นวันที่คุณภรรยาได้หยุด เสาร์ - อาทิตย์ ซึ่งจะมีเดือนละ 1ครั้ง ดังนั้นแม่คุณก็อยากจะออกไปเที่ยว ก็ชวนไปทั่ว ทั้งลูกสาวทั้ง 2 คนก็ไม่มีใครสะดวกจะไปด้วยเลย คนเล็กก็บอกว่าจะต้องส่ง 


งานให้อาจารย์วันจันทร์หน้า ต้องรีบปั่นงาน ส่วนคนโตที่พึ่งได้งานทำ ก็บอกว่าเพื่อนนัดกันไปฉลองที่เขาได้งานทำแล้วกันที่ฟิวเจอร์ฯ นัดเอาไว้แล้วด้วย คุณแม่ก็เลยอกหัก แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาเตรียมข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งเต้นท์ และอื่นๆ ที่จำเป็น จากนั้นก็หันมาหาผม ซึ่งก็กะเอาไว้อยู่แล้ว 555 เลยถามว่าจะไปกางเต้นท์ที่ไหนล่ะ ภรรยาผมก็บอกว่าแถวสระบุรี นครนายกนี่แหละพอแล้ว ไม่ต้องไปไกลมาก เลยถามว่าที่ไหนละ น้ำตกเจ็ดคตโป่งก้อนเส้า หรือว่าที่ไหน ซึ่งภรรยสผมก็บอกว่าที่ไหนก็ได้ เอาเป็นว่าตอนนี้ชีวิตต้องการธรรมชาติ (โอ้โห... ชีวิตต้องการธรรมชาติ 555)   


ก็บอกว่าเอาไว้บ่ายๆ ค่อยไปแล้วกัน ถ้าสระบุรีไม่ไกลมาก ขับรถชั่วโมงครึ่งก็ถึงจากที่บ้าน ภรรยา ผมก็ถามว่าแล้วจะไปกางที่ไหนล่ะ ก็เลยบอกว่าถ้าให้ผมเป็นคนเลือก ก็ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น อยู่แค่ในตัวเมืองสระบุรีเอง ถ้าไปน้ำตก 7-คต ต้องเลยขึ้นไปที่อำเภอแก่งคอย หรืออีกประมาณ 40-50กม.


ภรรยา ผมก็สอบถามว่าเคยไปมาแล้วไม่ใช่รึ มันไม่มีอะไรเลยนะเป็นที่โล่งๆ เฉยๆ และก็อยู่ติดถนนด้วยจำได้อยู่ ผมเลยบอกว่าก็ใช่นะ แต่ก็ไม่ติดถนนขนาดนั้น และนั่นก็ 10กว่าปีมาแล้วตั้งแต่ลูกๆ ยังอายุ 4-5ขวบเอง นี่ผ่านมานานแล้ว เขาก็น่าจะปรับปรุงใหม่แล้วหรือเปล่า เข้าไปดูรีวิวเขาก็บอกว่าโอเคสวยอยู่ มีอ่างเก็บน้ำด้วย สามารถปันจักรยามรอบอ่างเก็บน้ำได้ด้วย ภรรยาผมเขาก็เงียบไป

จากนั้นประมาณ เกือบบ่ายโมงหลังจากที่ทยอยขนของที่คุณเธอเอามากองๆ ไว้เข้าไปเก็บเอาไว้ในรถแล้ว ก็ไปบอกภรรยาว่าจะไปกันหรือยัง ปรากฏว่าหลับซะงั้น... แถมบอกว่า ก็ขับรถแค่ ชั่งโมงครึ่งเองไม่ใช่รึ ค่อยออกซักบ่าย 3โมงก็ได้ ไปตอนนี้ก็ร้อนอ่ะซิ... งงไหมครับ เอาใจลำบากจริงๆ ผู้หญิงนี่ เมื่อ 3ชั่งโมงก่อนยังกะตือรือล้นอยากไปหาธรรมชาติมาก หรือที่ที่เราแนะนำจะไม่ถูกใจ แต่ประมาณบ่ายสองกว่า คุณภรรยาก็ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำและก็บอกว่าให้ออกเดินทางได้แล้ว จึงขับรถออกจากบ้านมายังไม่ทันถึงไหนเลย ก็แวะตลาด เพื่อซื้อเสบียงขึ้นไปทำกินกัน ทั้งมื้อเย็น และมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้ แถมยังได้แวะอีก 2 ร้านซะดวกซื้อ ตลอดทางไปอุทยาน เพราะลืมนั่น ลืมโน่น ลืมนี่ 555 ทั้ง กย. 15 น้ำแข็ง เครื่องดื่มก็ต้องไปซื้อใกล้ๆ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวละลาย เดี๋ยวไม่เย็น กว่าจะถึงก็ 5โมงเย็น 


ปรากฎว่าที่ในอุทยานมีร้านค้าสวัสดิการ มีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการแคมปปิ้งจำหน่าย รวมถึงอาหารต่างๆ ด้วย แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ เรื่องการขนของ จากที่จอดรถไปยังจุดที่จะตั้งแคมป์ค่อนข้างจะไกล เรียกว่าเกิน ครึ่งกิโลเมตร ควรจะมีรถเข็นไปด้วยอย่างยิ่ง อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น เหมือนเขาจะทำใหม่ ดูดีมาก ภรรยาผมเห็นแล้วก็เลยเริ่มจะอารมณ์ดีขึ้น หรือว่าได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติก็เลยอารมณ์ดี หลังจากได้ที่เหมาะก็เริ่มกางเต้นท์ และก็ทยอยขนของ โดยเริ่มจากพวกโต๊ะ เก้าอีก เตาแก๊ส เพื่อให้ภรรยาเขาเตรียมอาหารก่อน จากนั้นก็จะเป็นเครื่องนอนต่างๆ และตามด้วยอุปกรณ์ส่องสว่าง 

กว่าจะได้กินข้าวในวันนั้ก็เกือบๆ 1ทุ่ม เป็นหมูกะทะตามแบบภรรยาผม ก็อร่อยดีครับ ประมาณ 2ทุ่มก็ขนหม้อ จาน ขาม กะทะ ไปล้าง จากนั้นก็อายน้ำอาบท่า และกลับมาดื่นเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ทางอุทยานเขาไม่อนุญาติให้นำเข้าไป แต่ๆ มันจำเป็นครับ ไม่ใช่ว่าติดหรืออะไรนะครับ ในส่วนนี้ก็อยากให้ทางอุทยานเข้าใจด้วยนิดหน่อย เพราะสำหรับผมแล้วมันคือยานอนหลับชั้นดีเลยทีเดียว ขอซัก 1-2กระป๋องเพื่อให้หลับง่าย เพราะมันแปลกที่ และมีเสียงลม เสียงสัตว์ต่างๆ ที่ออกหากินตอนกลางคืนด้วย เพื่อการนอนหลับจริงๆ ของร่างกาย 


ประมาณ 4ทุ่ม เจ้าหน้าที่ก็ประกาศให้ดับไฟส่องสว่าง และให้เข้านอนกันได้ ก็พอดีกับเครื่องดื่มหมดพอดี ลำบากมากต้องแอบกิน... จากนั้นก็ไปแปรงฟันก่อนเข้านอน อุณหภูมิก็แค่เย็นๆ ประมาณ 25-26องศา ต้องเปิดหน้าต่างเต้นท์เอาไว้ ไม่อย่างงั้นภายในเต้นท์จะค่อนข้างร้อน  แต่พอตอนเช้าซักตี 4 อุณหภูมิก็เหลือแค่ 22-23องศา ต้องหาผ้ามาห่มกันเลยทีเดียว

สำหรับกิจกรรมในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ก็คือ เดินรอบอ่างเก็บน้ำ ระยะทางก็น่าจะเกือบๆ 1กิโลเมตรได้ และก็ถ่ายรูปวิวตามมุมต่างๆ และก็กลับไปทำอาหารและกาแฟกินกัน ซึ่งก็จะเป็นข้าวจี่กับไข่ดาว และต้มมาม่า ตบท้ายด้วยกาแฟ อีกแก้ว ก่อนที่จะล้างถ้วย ล้างจาน ทยอยเก็บของอื่นๆ เพื่อรอให้เต้นท์แห้ง ก่อจะเก็บเต้นท์ เป็นรายการสุดท้าย และเดินทางกลับ เป็นอีกทริปติดธรรมชาติที่อยากบันทึกเอาไว้ 

By: KCAN

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ทำบุญ ทำใจ รำคาญ

ทำบุญ ทำบุญ ทำบุญ. . .

    วันนี้เป็นวันที่ล๊อตเตอรี่ออก เมื่อวานตอนเย็นลูกเปิดเดี่ยว 13 ให้ดู แล้วก็ขำมากมายสไตล์คุณโน๊ต อุดม โดยเฉพาะช่วงวิจารณ์นายกฯ ชอบที่สุดก็ตรง "ทำใจ ทำใจ ทำใจ" นี่แหละ วันนี้เลยขอมาทำบุญ ทำบุญ ทำบุญ ให้ท่านซักหน่อย เฝื่อว่าท่านจะดีดตัวออกไปจากเครื่องบินประเทศไทยซักที 555  แนะนำให้ไปอยู่ดูไบนะครับ หลังจากดีดตัวออกไปแล้วอ่ะ

    วันนี้คุณภรรยาเขาเลือกมาที่วัดพระยาสุเรนทร์ ซึ่งที่ดูในแผนที่ Google แล้วก็ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่จากบ้าน บอกตรงๆ แต่บอกเลยว่าผมไม่เคยมาเหมือนกัน ปกติก็จะไปแต่วัดแถวบ้าน วันนี้มาซะไกลเลย  สอบถามว่าทำไมต้องวัดนี้ เพื่อนชวนหรือว่ายังไง  ภรรยาผมบอกว่ามาจาก Tiktok. . . งงไปเลยครับ เลยถามต่อว่า ใน Tiktok เขาว่ายังไงถึงได้อยากมา 

    ภรรยาบอกว่าเขามีงานทอดกฐิน โดยมีเบลล่ามาเป็นประธาน ก็เลยยิ่งงงไปใหญ่ เลยสอบถามต่อว่า เป็นติ่งเบลล่าตั้งแต่เมื่อไหร่? อยู่กันมา 20กว่าปีไม่เคยเห็นว่าจะชอบดารามากมายขนาดว่าอยากไปเจอเขาเลย พอถามเสร็จ แม่คุณก็หันมามองแล้วก็ถามกลับมาว่า ตกลงจะพาไปหรือเปล่า ??? ผมก็เลิกถามแล้วก็เดินไปอาบน้ำแต่งตัว...


    ประมาณ 10โมงเศษ ก็มาถึงที่วัด ก็ต้องบอกว่าวัดสวยดีครับ งานทอดกฐินก็จัดใหญ่เลย ผมก็เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ และก็เดินตามคุณภรรยาไปไหว้หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ และก็ไหว้พระประธานในโบสถ์ และสุดท้าย ท้ายสุดก็มาจบที่ท่านท้าวเวชสุวรรณ... (นึกเอาไว้อยู่แล้ว) ว่ามาทำไม แต่เอาเบลล่ามาอ้าง 555 แถมโมโหให้เราอีกมันน่าไหม 

    แต่ก็คิดว่ามาทำบุญแล้ว อย่ามีปัญหากันจะดีกว่า ความสุขของเขา และก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นความสุขของเราด้วย แค่ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องการได้มาในสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยได้มา ได้ถ่ายรูปได้ทำบุญ และอืนๆ แค่นี้ก็โอเคแล้ว 


 หลังจากที่ได้สมปรารถณาเรียบร้อยแล้ว ก็ชวนกลับบ้านซะงั้น ตอนแรกว่าจะถามว่าเบลล่ามาตอนสี่โมงเย็นนะไม่รอรึ แต่อย่าถามดีกว่านะ กลับก็กลับ พอบ่ายสี่โมงทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ คือไม่ถูกอะไรเลย  อย่างที่เขาว่าจริงๆ "เช้าวุ่นวาย สายตื่นเต้น เย็นนั่งเศร้า" จบข่าว 555