วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ครบรอบแต่งาน 23ปี

การฉลองครบรอบแต่งานครบ 23ปียังไม่สิ่นสุด จากบล๊อกที่แล้ว ที่บอกว่าคุณภรรยาได้จองที่กางเต้นท์เอาไว้ที่เขายายเที่ยง และแล้ววันเสาร์ที่ 9 เราก็ออกไปใช้สิทธิตามที่ได้จองเอาไว้

โดยงานนี้ไปกันแค่ 2คน เพราะว่าลูกๆ ติดเรื่องงานของมหาวิทยาลัย ส่วนแม่ผมก็คงจะไม่สะดวกเพราะว่าเป็นการนอนเต้นท์ ออกจากบ้านกัน 2 ตายายก็ประมาณ 10โมงเศษๆ ขับรถแบบชิวๆ ไปถึงจุดพักรถลำตะคองก็เที่ยงนิดๆ เพราะว่าภรรยาผมบอกว่าน้องที่ทำงานเก่าที่เป็นสายนอนเต้นท์ จะมาสบทบด้วย 



ได้สอบถามกับภรรยาว่าจุกางเต้นท์คือที่ไหน ภรรยาบอกว่าไร่ SSB Park เป็นที่เอกชนบนเขายายเที่ยง ดูใน เว็บมา เสียเงินคนละ 250บาทเอง และถามต่อว่าคนที่ให้รอคือใคร ภรรยาก็บอกว่า ซินดี้ ไงจำได้หรือเปล่า ที่เคยไปนอนเต้นท์ด้วยกันที่วังน้ำเขียว 2ครั้งละมั้ง ก็บอกว่าจำได้ ตั้งแต่ลูกยัง  5-6ขวบเลยล่ะมั้ง จากนั้นก็

รอประมาณ 5นาที ซินดี้ก็มาถึง ตอนแรกคิดว่าจะพาเพื่อนมาด้วยแต่ก็ไม่มี มาคนเคียวเก่งมากเลยขับรถมาจากนครสวรรค์-ลพบุรี จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นไปยัง SSB Park ที่เป็นจุดหมายปลายทางกัน แต่ภรรยาผมบอกว่าเขาไม่ให้ปักหมุดตรงไปที่ SSB Park เลย เพราะว่าแผนที่ Google จะพาวิ่งไปทางที่เป็นทาง Off Rode

ซึ่งจะอันตรายมาก เขาให้ปักหมุดเป็นช่วงๆ โดยตอนแรกให้ปักหมุดไปที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคองก่อน จากนั้นให้ปักหมุดตอไปที่ วัดเขายายเที่ยงใต้ แล้วถึงจะปักต่อไปที่ SSB Park ถึงจะเป็นทางปกติ ที่เขาวิ่งกัน ไม่น่าเชือว่าจาก จุดพักรถลำตะคอง 12:30 ขึ้นไปจนถึงที่ SSB Park เกือบบ่ายสองโมง... ทางขึ้นเขาตลอด เป็นถนนปูนเลยศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ไปได้ไม่ไกล ก็เปลี่ยนเป็นถรรดินแดง สลับกับถนนปูเป็นช่วงๆ ถ้าเป็นช่วงหมู่บ้านก็จะเป็นปูน ถ้าผ่านหมู่บ้านไปแล้วก็เปลี่ยนเป็นดินแดง และก็มีชันบ้างเป็นบางจุด บอกตรงๆ เลยว่าโชคดีมากที่ฝนไม่ตก ไม่อย่างนั้นรับรองว่าขึ้นไม่ได้แน่นอน



แต่ว่าพอถึงที่ SSB Park เท่านั้น วิวแรกที่เห็นก็ทำให้หายเหนื่อยกันเลยทีเดียว ตามรูปแรกเลยครับ เป็นหน้าผาเห็นวิวด้านล่างเป็นอ่างเก็บน้ำลำตะคองสีเงินแดดส่องผ่าเมฆลงมาเป็นสาย สวยงามมาก แต่ว่านี่เรามาช้าไปหรือเปล่า เพราะว่าจุดใกล้หน้าผาถูกจองจนเกือบจะเต็มแล้ว เรียกว่า เราเป็นรถ 2 คันสุดท้ายที่ได้จุดจอดริมผา 

แต่ไปไกลสุด ห่างจากห้องน้ำประมาณ 300-400เมตรเลย แต่ก็ไม่มีปัญหา รีบจอดรีบปักเต้นท์ จะได้ทำกับข้าวกินกัน  เพราะหิวมากยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกันเลย หลังจากกวงเต้นท์ เสร็จเรียบร้อย ภรรยาผมกับรุ่นน้องก็เขาก็นั่งทำกับข้าวกัน ส่วนผมก็ออกไปเดินสำรวจ และถ่ายรูปเล่น ก็พบว่า เทรนการนอนเต้นท์ เดี๋ยวนี้พัฒนากันไปมากจริงๆ บางคนมาเป็นรถตู้กันเลย ตัดหลังคาทำเป็นที่นอน มีห้องอาบน้ำส่วนตัว ใช้แผงโซล่าเซลล์มาผลิตไฟฟ้าเพื่อเปิดแอร์นอนตอนกลางคืน เต้นท์ที่ติดตั้งบนหลังคารถเลย ก็มีเยอะหลายแบบ น่าสนใจมาก

จากนั้นเมื่ออาหารเสร็จ เราก็นั่งกิน ดื่ม คุยเรื่องความหลัง และถามไถ่ ความเป็นอยู่ในปัจจุบันกัน จากนั้นท้องฟ้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนสี พระอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป เสียดายที่เมฆเยอะมากไปหน่อยเลยไม่เห็นพระอาทิตย์ตกเป็นดวงแดงๆ กลมๆ แต่แค่นี้ก็เรียกว่าสวยมากแล้ว แสงสีแดงสะท้อนกับผิวน้ำในอางเก็บน้ำทำให้ทุกอย่างยิ่งแดงขึ้นไปอีก  

และเมื่อพระอาทิตย์ยิ่งหายไป ไฟส่องสว่างต่างๆ ก็จะยิ่งชัดมาขึ้นยิ่งทำให้ดูสวยมากขึ้น โดยเฉพาะดาวเคียงเดือน และวิวเมืองปากช่องยามราตรีที่อยู่ตรงหน้า บวกกับลมแรงๆ เย็นๆ พัดเข้ามาปะทะตัวเรา ตลอดเวลาทำให้รู้สึกถึงความหนาวได้เหมือนกัน อยากบอกว่าลมแรงจริงๆ มิน่าเขาถึงเลือกเป็นที่ตั้งของกังหันลม อุณหภูมิคาดว่าน่าจะประมาณ 24-26 องศา แต่ว่าลมแรงมาก เลยทำให้เรารู้สึกหนาว เหมือนกับเปิดแอร์ และเปิดพัดลมไปด้วย

และไม่นานพระอาทิตย์ ก็หายไป คงเหลือเอาไว้แต่ความมืด และน้ำค้าง... อยากบอกว่าน้ำค้างแรงมาก ประมาณ 3ทุ่มเศษๆ ผ้าเต้นท์ และทุกอย่างเปียกไปหมด ขนาดเป็นผ้าที่สามารถกันน้ำได้อย่างดี หยดน้ำค้างยังแทรกตัวลงมาได้ ซึ่งก็คงจะได้เวลาล้างถ้วย ล้างชาม อาบน้ำแล้วก็พักผ่อนกันแล้ว

เช้าวันต่อมา อยากบอกว่าบรรยายกาศดีมาก ลมก็ยังแรงต่อเนื่อง เห็นหมอกปกคุมอยู่เหนือยอดไม้เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน เลยต้องขอบันทึก VDO เอาไว้ซักหน่อย นี่ขนาดยังไม่หน้าหนาวยังสวยขนาดนี้ นี้ถ้ามาช่วงหน้าหนาว ก็คงจะสวยมากขึ้นไปอีก เบื้องหน้าอาจจะเป็นทะเลหมอกเหมือนอย่างทางภาคเหนือก็เป็นได้ จากนั้นกิจวัตรประจำวันก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยการล้างหน้าปลงฟัน ก่อเตา ต้มน้ำชงกาแฟ และหุงหาอาหารเช้า รอให้พระอาทิตย์แผดเผาทุกอย่างให้แห้งก่อนที่จะทยอยเก็บ ซึ่งก็ปาเข้าไปใกล้ๆ เที่ยง จากนั้นก็เก็บทุกอย่างก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน ความจริงแล้วข้างบนเขามีจุดแวะเที่ยวอยู่หลายที่ แต่วันนั้นภรรยาเขามีธุระต่อตอนสี่โมงเย็น เลยจำเป็นต้องรีบกลับกัน น่าเสียดายอยู่ แต่ว่าไม่เป็นไร รู้จักกันแล้ว เดี๋ยวก็แวะมาได้เรื่อยๆ

 
อยากบอกว่าข้างบนมีรีสอจ์เอกชนเยอะมากมาย จริงๆ แต่อยากให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้ด้วย ไม่ใช่มีแต่สิ่งปลูกสร้างที่เป็นเหล็ก เป็นปูน เป็นหิน จนไม่เหลือดิน ไม่เหลือต้นไม้ เพราะว่ายังไงเขาก็จะเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ และการจะมีน้ำได้ก็จะต้องมีต้นไม้เยอะๆ เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ และยังช่วยชลอน้ำฝนที่ตกลดมาสู่ดินด้วย  อย่าแค่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ใส่ตัวเท่านั้น ต้องมองไปถึงอนาคตรุ่นลูก รุ่นหลาน ว่าเขาจะยังมีโอกาสได้เห็นธรรมชาติแบบนี้อยู่

จบทริปครบรอบแต่งงาน 23ปี แบบ Happy Ending ครับ เอาไว้พบกันใหม่ทริปหน้า เพราะลมหนาวกำลังจะมาแล้ว . . .

By: KCAN



วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

3 ตุลาคม 2564



เมื่อวันที่ 3ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบแต่งงานกับคุณภรรยามาแล้ว 23ปี ซึ่งสำหรับผู้หญิงแล้วคงจะมีความสำคัญระดับชาติเลยทีเดียว ซึ่งภรรยาผมเขาเตรียมการเอาไว้หลายอย่างมาก ตอนแรกวางแผนว่าจะไปกางเต้นท์นอนบนเขายายเที่ยง โดยได้จองที่กางเต้นท์เอาไว้แล้วด้วย แต่ว่าจะต้องขึ้นไปตอนหลังเลิกงานวันเสาร์...



ซึ่งผมก็บอกว่าอย่าดีกว่า เพราะว่าเลิกงานก็ 5โมงเย็น กว่าจะถึงทางขึ้นเขาตรงลำตะคอง ก็อีก 2ชั่วโมงกว่า ก็ทุ่มกว่า กว่าจะขึ้นเขาอีก 40นาที ทางก็ไม่ชิน และก็อยู่บนเขาด้วย เป็นอะไรไป หาคนช่วยก็คงจะลำบาก เอาไว้ไปเสาร์ที่หยุดดีกว่า ตอนแรกก็เหมือนจะนอยๆ อยู่ แต่ก็อยู่กันมา 23ปีแล้ว ก็รู้นิสัยใจคอกันดี วันอาทิตย์ ก็เลยชวนภรรยา ลูก และแม่ผม ออกไปหาอะไรกินกันข้างนอก แต่ว่าแม่ผมบอกว่าไปกันเลย แค่



ซื้อมาฝากก็พอ เพราะว่าแกเดินเหินไม่สะดวกแล้ว แกกลัวว่าจะเป็นภาระ พยายามชวนยังไงก็ไม่ยอมไปอย่างเดียว ขนาดให้หลานชวนว่าจะไปดูว่าน้ำเยอะขนาดไหน จะท่วมบ้านเราหรือเปล่า แต่แกก็ไม่ยอมไปอยูดี ก็เลยต้องตามใจแก เลยไปกัน 4คน ก็คนผม ภรรยา และลูก 2คน ตกลงกันว่าจะไปดูน้ำด้วย และไปหา


ของกินด้วย ก็ต้องหาร้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะมีแถวๆ สามโคก ปทุมธานี (ฝั่งหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ รังสิต) ซึ่งจะได้ไม่ต้องออกไปไกลมาก ก็ขับเล๊าะแม่น้ำไปเรื่อยๆ ก็พบกับร้านอาหารชื่อครัวท่าเรือ ซึ่งได้เล่าไปแล้วในบล๊อกที่แล้ว ว่าเจ้าของร้านชอบซุปเปอร์ฮีโร่มาก และนอกจากซุปเปอร์ฮีโร่แล้ว แกยังน่าจะชอบแนวงานศิลปะอย่างอื่นอีก เพราะร้านแกจะมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก รสชาติอาหารก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ถ้ามาเยือนปทุมธานี ร้านนี้สามารถแนะนำได้ ไม่อายใคร 


หลังจากที่อิ่มเข้าแล้วก็ต้องหาร้านกาแฟแบบชิวๆ นั่งเล่นกันต่อ ก็ได้ขับต่อขึ้นมาอีก ไม่น่าจะเกิน 2กิโลเมตร จากครัวท่าเรือ ลูกสาวก็บอกว่า เมื่อกี้มีร้านกาแฟน่ารักดี เหมือนบ้านคนปกติ แต่กั้นส่วนหนึ่นมาเปิดเป็นร้านกาแฟ โดยมีการจัดสวนเป็นสไตล์อังกฤษ ก็เลยกลับรถและแวะเข้าไปดู ซึ่งก็สวยดี สงบๆ มีมุมห้องปรับอากาศ และมุมสวนให้เลือกนั่งได้ แต่จำชื่อร้านไม่ได้ น่าจะชื่อ BBB cafe หรืออะไรนี่แหละ ต้องขออภัยที่จำไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าจะหลง เพราะทางบังคับ ไม่มีแยกใดๆ ให้เลี้ยวเลย เพียงแค่นี้ ก็ทำให้คุณภรรยาหายนอยได้แล้ว



จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านโดยได้สั่งขนม และแวะซื้อของกินมาฝากแม่ผมที่บ้านตามที่ได้รับปากกับแกเอาไว้ ไม่อย่างงั้นเดี๋ยวจะมีคนน้อยใจอีกคน


ตอนนี้รัฐบาลก็กำลังจะเปิดประเทศ อยากให้คนออกไปเที่ยวกัน แต่ก็นะ คนติดเชื้อโควิดก็ยังอยู่ที่หลักหมื่นคนต่อวัน จะว่าน่ากลัว ก็ยังน่ากลัวอยู่ แต่เอาเป็นว่าเราก็ออกไปช่วยกันบ้าง แต่ก็ต้องอย่าให้การ์ดตก เที่ยวไม่ต้องไปไกลมาก เอาแค่ใกล้ๆ ใช้เงินหาความสุขให้กับชีวิตบ้าง เพื่อจะได้กันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ถ้าคิดไม่ออกว่าจะไปไหน มาปทุมธานีก็ได้นะครับ มีที่เที่ยวสวยๆ เยอะอยู่ หรือจะมาแนวกิน-ดื่มแบบครอบครัวผม ปทุมธานีก็ตอบโจทย์อยู่หลายที่


วันนี้ต้องขอตัวกลับล่ะครับ เอาไว้เจอกันบล๊อกต่อไป จะพาไปขึ้นเขายายเที่ยงกันครับ

By: KCAN

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564

ตัวอำเภอเมืองปทุมธานี 2564

ตั้งแตย้ายมาเป็นสมาชิกของจังหวัดปทุมธานี นี่ก็ปาเข้าไป 20กว่าปีแล้ว ยังไม่เคยมาที่ตัวจังหวัดเลยซักครั้ง เคยแต่ผ่านไป ผ่านมา ไม่เคยเลี้ยวเข้ามา และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เลี้ยวเข้ามายังตัวจังหวัดปทุมธานี เพราะต้องมาติดต่องานราชกาล


และพอเลี้ยวผ่านตลาดเข้ามายังถนนเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะเห็นอาคารรูปแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งเรียงรายกันไปเป็นแนว ทั้งจวนผู้ว่าฯ และสถานที่ราชกาลอื่นๆ ก็รู้สึกแปลกตาและประทับใจดี คิดในใจว่า ปทุมธานีีั่ก็สวยเหมือนกัน 


ที่ลานจอดรถก็จะพบกับประติมากรรมดอกบัวปทุมธานี ๑๐๐ ปี โดยศิลปินแห่งชาติ 13 ท่านได้ร่วมกันออกแบบ ซึ่งข้อความตามป้ายที่บันทึกไว้ก็คือ "ต้องการจะสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองปทุมธานี เมืองแห่งดอกบัว เมืองแห่งสายน้ำ ความเจริญงอกงาม ความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายของผู้คนและความงดงามของประเพณีวัฒนธรรม"


จากลานจอดรถ ก่อนอื่นก็ต้องหาอาหารใส่ท้องก่อน เพราะเวลาใกล้เที่ยงมากแล้ว จะเข้าไปติดต่องานเลยก็ดูแล้วไม่น่าจะทัน ก็เลยเดินย้อนมานิดหน่อยก็จะเป็นตลาด ซึ่งจะมีทั้งแบบตลาดโบราณ และประยุกต์ให้เลือกใช้บริการได้ตามอัธยาศัย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ เยอะมาก


หลังจากจบมื้ออาหารแล้ว ก็เป็นช่วงเวลารอให้บ่ายโมง และก็ช่วงย่อยอาหารด้วย ก็ต้องเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยย่อยอาหาร และดูบรรยายกาศกันหน่อย ก็เห็นเมฆฝนตั้งเค้ากันแต่ไกลๆ และก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเด็กๆ ใจดีมาให้อาหารปลา อาหารนก กันที่ท่าเรือด้วย


ความจริงน้องๆ เขาคงจะให้อาหารปลาแหละ แต่นกก็ขอเข้ามามีส่วนร่วม แย่งปลากินด้วยหน่อย ไปๆ มาๆ น้องเขาก็เลยต้องโปรยให้นกทีนึง ให้ปลาทีนึง ก็แสดงให้เห็นความใจบุญ ใจดี ของคนปทุมธานีได้ในระดับนึง


ดูๆ ไปแล้วเมืองปทุมธานีก็สวยไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เหมือนกันนะครับ ตอนแรกคิดว่าคงจะไม่มีอะไร แต่พอได้มาเห็นก็มีอะไรกับเขาอยู่เหมือนกัน ว่างๆ ก็ลองแวะมาเที่ยวดูได้ ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็น่าจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการนั่งกินในร้านกันได้แล้ว วันนี้ขอตัวไปทำภารกิจต่อครับ พิกัด GPS @14.0212494,100.5345445

By: KCAN

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564

ภูมโนรมย์ มุกดาหาร


ภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร เป็นภูเขาในตัวอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยด้านบนของภูเขาเป็นสถานที่ตั้งของวัดภูมโนรมย์ ที่มีพระองค์ใหญ่ สีขาวตั้งอยู่เห็นได้แต่ไกลๆ พอดีว่าได้ไปปฎิบัติหน้าที่ที่จังหวัดมุกดาการมา โดยไปที่โรงพยาบาลมุกดาหาร จากวิวบนชั้น 10 ของโรงพยาบาลมุกดาหาร เราจะเห็นภูมโนรมย์ และเห็นองค์พระได้ชัดเจน


จนต้องสอบถามกับเจ้ากน้าที่ว่าชื่อวัดอะไร รถขึ้นได้ไหม และชั้นหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ชื่อวัดภูมโนรมย์ สามารถขับรถขึ้นไปได้เลย ชันหรือเปล่า ก็มีนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ชันมากขนาดนั้น สามารถขับรถไปได้ไม่ไกลมาก ไม่เกิน 30นาที ข้างบนจะเป็นเหมือนสวนธารณะด้วย ช่วงเย็นๆ คนจะขึ้นไปออกกำลังกายกันเยอะอยู่


แต่ช่วงกลางวันก็จะค่อนข้างร้อนนิดนึง จึงได้สอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมว่า ไม่เกิน 30นาที คือไปจากโรงพยาบาลใช่หรือเปล่า เพราะดูเหมือนจะค่อนข้างไกล เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ใช่จากโรงพยาบาลไป เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าไม่ไกลเลย ลองไปเที่ยวดู ข้างบนสวยนะ...


ไหนๆ เจ้าของพื้นที่เชียร์ขนาดนี้แล้ว ในฐานะคนนอกพื้นที่จะพลาดได้อย่างไรจริงไหมครับ ก็เก็บเอาไว้เป็นเป้าหมายหนึ่งในใจ เดี๋ยวงานเสร็จจะต้องขึ้นไปดูซักหน่อย ซึ่งหลังจากภาระกิจเสร็จสมบูรณ์ในช่วงบ่ายสองโมง ก็มีเวลาเหลือซัก 1ชั้่วโมง เลยได้ขับรถขึ้นไปดู ซึ่งก็สวยอย่างที่เจ้าของพื้นที่บอกเอาไว้ มีถนนรถขึ้นได้ถึงบนวัดเลย วิวแม่น้ำโขงสวยมากจากมุมสูง เห็นองค์พระอยู่ไม่ไกล ก็เดินต่อจากที่จอดรถขึ้นไปอีกซัก 150เมตร ก็จะถึงทางขึ้นวัด


หลังจากที่ได้กราบองค์พระเรียบร้อยแล้ว ก็เดินดูวิวกันนิดหน่อย พอดีเห็นเศียรพญานาคกลังชูคออยู่ที่ด้านข้าง ก็ตกใจอยู่ เพราะว่าพญานาคนี้เคยเห็นตามเว็บท่องเที่ยวอยู่ แต่ก็ไม่รูปว่าอยู่ที่ไหน ไม่อยากจะเชื่อว่าจะอยู่ตรงหน้าเรา ซึ่งเจ้าของพื้นที่ก็ไม่เห็นบอกเลยว่ามีพญานาคอยู่ด้วย เลยต้องเดินไปดูใกล้ๆ ซักหน่อย


พอเดินเข้าไปถึง ก็ต้องตกใจเพราะว่าพญานาคตัวใหญ่มาก และสวยมากด้วย หันหน้าไปทางแม่น้ำโขงด้วย โชคดีจริงๆ ที่ได้มาเห็นท่านใกล้ๆ 


ศรัทธา ความเชื่อ ความหวัง ทำให้มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตามจินตนาการ ให้ออกมาเป็นความจริงได้เสมอ ตั้งแต่โบร่ำโบราณมาแล้ว และสิ่งที่สร้างเอาไว้ ก็จะกลายเป็นตำนานที่อยู่คู่กับโลกมนุษย์ต่อไป เชกเช่นตำนานเรื่องพญานาค สัตว์ลี้ลับและศักดิ์สิทธิ์แห่งลำน้ำโขง 


วันนี้ดีใจและประทับใจมาก ที่ได้มาเยือนเมืองมุกดาหาร  ได้ขึ้นมาที่ภูมโนรมย์ ได้มาไหว้องค์พระใหญ่ และพญานาคตัวใหญ่ แม้จะไกลมากเกือบ 800กม. จากกรุงเทพฯ แต่ถ้าวาสนาบอกว่าต้องได้มาพบกัน ยังไง ยังไง ก็จะต้องได้มาพบ ผมเชื่อแบบนั้น
และตามสัญญา ผมได้เขียนบล๊อกๆ นี้ให้แล้วนะครับ หวังว่าจะทำให้ภูมโนรมย์แห่งมุกดาหารจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น แม่ว่าคนที่ติดตามอาจจะไม่มาก แต่ก็ตั้งใจทำให้ครับ 

By: K.C.A.N

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เศรษฐกิจประเทศไทย...

ด้วยความบังเอิญ กำลังค้นหาความหมายของคำว่า GDP. อยู่ ก็พอดีไปเห็นลิงค์ที่ Google ให้ขึ้นมาเป็น GDP ของปรเทศไทย ตั้งแต่ปี 1960 จนถึง 2020 ก็คือปีที่แล้วนี่เอง เป็นข้อมูลของธนาคารโลก ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ธนาคารโลกเก็บข้อมูลเอง หรือว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทยส่งไปให้นะครับ แต่ถ้าใครสนใจ ก็สามารถคลิ๊กตามลิงค์ข้างล่างนี้ได้

https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?locations=TH

เห็นข้อมูลแล้วก็เลยสนใจ ไม่อยากรู้แล้วว่า GDP คืออะไร แต่กลับอยากรู้ว่ายุคใครเป็นนายกฯ กันบ้าง เพราะเห็นข้อมูลว่าสมัยก่อน GDP. ของประเทศไทยเราโตเกิน 5% เกือบตลอดทุกปี มีบางปีพุ่งขึ้นไปเกืน 10% เสียด้วยซ้ำ เลยได้ขอ Download ข้อมูลมาเป็น Excel และนำรายชื่อนายกฯ ในแต่ละปีเข้าไปใส่

เพื่อให้เห็นภาพความสามารถของนายกฯ แต่ละคนในการบริหารบ้านเมือง บริหารเศรษฐกิจประเทศ และเพื่อเป็นเกียรติแกท่านๆ ด้วย สำหรับคนที่ทำดีก็ต้องชมกัน แต่สำหรับคนที่ทำไม่ดีก็คงจะเอาไว้ให้ลูก - หลานด่ากันต่อไป

GDP.

สูงสุดของประเทศไทย ก็คือ 13.288% ในยุคของน้าชาติ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณตลอด 3ปีทีท่านเป็นนายกฯ เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองสุดๆ เกิน 10%ทุกปี 

และยุคต่ำสุดก็คือ -7.634% ในยุคของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่เรียกกันว่ายุคต้มยำกุ้ง

และจากปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นต้นมา GDP ของประเทศเราไม่เคยเกินกว่า 10% เลย ยุคนายกทักษิณ ชินวัตร ที่ว่าเก่ง ก็ทำได้แค่ 7.189% เท่านั้น จากนั้นประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคแย่งชิงอำนาจรัฐ ในช่วงปีนั้นปีเดียวเปลี่ยนนายกฯ 4คน ช่องมันยาวไม่พอจะใส่ เลยขออนุญาติตัดชื่อนายกฯ ออกไป 2ท่านคือ นายกสมัคร และนายกสมชาย มาถึงยุคนายกอภิสิทธิ์ ก็ได้สูงกว่านายกทักษิณนิดหน่อยที่  7.513% จากนั้นก็โดนคนเสื้อแดงมาไล่ และมาถึงยุคนายกยิ่งลักษณ์ ก็สามารถดัน GDP ให้โตได้กว่า 7.243% และก็โดนคนเสื้อเหลืองมาไล่ แล้วก็มาถึงยุคนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งที่ไม่มีใครทำอะไรท่านเลยในช่วง 5ปีแรก แต่ท่านก็ดันเศรษฐกิจไทยโตได้แค่ 4.190% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดของท่านแล้ว จากนั้น ก็เป็นขาลงของประเทศอีกครั้ง ในช่วงยุคโควิดในปัจจุบัน ปีที่แล้วเศรษฐกิจเราติดลบไปถึง -6.087% เป็นรองก็แค่ยุคต้มยำกุ้งเท่านั้น ยิ่งถ้าปีนี้เศรษฐกิจของเราโตติดลบเหมือนปีที่แล้วละก็... ได้เข้าโครงการ IMF แบบปี 2540 อีกเป็นแน่

เส้นสีแดงคือเส้นพยากรณ์แน้วโน้ม โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดมาคำนวณทางสถิติ ทำให้เห็นแนวโน้มในอนาคตได้บ้าง เห็นแล้วก็บอกตรงๆ ว่าน่ากังวลใจมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

พูดก็พูดนะครับ อยากให้น้าชาติกลับมาเข้าฝันรุ่นน้องบ้าง ว่าทำยังไงเศรษฐกิจมันถึงจะโตได้ดีอย่างยุคของท่าน อย่าปล่อยให้รุ่นน้องหลบโรคระบาดอยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว ช่วยบอกให้ออกไปดูโลกแห่งความจริงบ้าง ว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนกันยังไง เวลาไปก็ให้ไปหาชาวบ้าน ไม่ใช่ไปหาข้าราชกาลที่เขาไม่เดือดร้อน และบอกให้ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นด้วย พร้อมกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ทำแบบชายชาติทหารเสือด้วย ชอฝากน้าชาติด้วยครับ

By: K.C.A.N

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

โควิดพานางฟ้ากลับสวรรค์...

31 กรกฎาคม 2564 ขอบันทึกเอาไว้ว่าน้องข้างบ้านที่น่ารักคนหนึ่งได้จากโลกนี้ไปจากโรคโควิด-19 ทิ้งลูกสาว เอาไว้ 4คน โดยคนเล็กสุดพึ่งจะ 4ขวบเท่านั้น...

เหตุการณ์เริ่มต้นประมาณวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อนข้างบ้านได้พาภรรยาออกไปตลาดแถวรังสิตในตอนเช้าตรู่ เพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารขายในหมู่บ้าน ซึ่งก็จะเป็นเหตุการณ์ปกติในแทบทุกวันหรือ 2วันครั้ง ก็มีการป้องกันเป็นอย่างดี เพราะเพื่อนผมเขากลัวมาก ขนาดจะขึ้นรถยังต้องเอาแอลกอฮอล์ฉีดรองเท้าก่อนก้าวขึ้นรถเลย... 

วันศุกร์ที่ 9 กรกฏาคม 2564 ตัวภรรยาเริ่มมีคั่นเนื้อคั่นตัว

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2564 เริ่มมีไข้ตัวร้อน

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม 2564 ลูกสาวคนที่ 2 กับ 3 ก็เริ่มคั่นเนื้อ คั่นตัว

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 เพื่อนผมเริ่มคั่นเนื้อคั่นตัว ปวดเมื่อย โดยที่ภรรยาเองก็ไข้ไม่ลดลงเลย รวมทั้งลูกสาวอีก 2คนด้วย

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2564 ภรรยาเริ่มที่จะหอบเหนื่อย เพื่อนผมเริ่มมีไข้ เสียงเริ่มเปลี่ยน

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2564 เพื่อนพาทั้ง 3แม่ลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่งสัยว่าติดโควิด-19 ซึ่งวันนั้นภรรยาเขาหอบเหนื่อย แต่ทางโรงพยาบาลก็ตรวจให้แค่ 3คน แม่ลูก โดยใช้สิทธิบัตรทอง แต่ไม่ตรวจให้เพื่อนผม เพราะเพื่อนผมมีประกันสังคม โรงพยาบาลบอกให้ไปตรวจตามสิทธิที่โรงพยาบาล จากนั้นก็ให้ยาลดไข้ แล้วให้กลับมารอผลตรวจที่บ้าน... ทั้งๆ ที่ก็เห็นๆ อยู่ว่าคนไข้หายใจเหนื่อยหอบ ยังให้กลับมารอผลที่บ้านอีก และนี่ก็เป็นอีก สาเหตุที่ทำให้น้องเขาเสียชีวิต

15 กรกฎาคม 2564 เพื่อนผมก็ได้ออกไปหาซื้อชุดตรวจ Antigen test กลับมาตรวจเองที่บ้าน ผลก็คือติดโควิด-19 จากนั้นก็ได้ถ่ายรูปและนำไปให้โรงพยาบาลประกันสังคมดู แต่ก็ถูกปฎิเสธว่า ไม่สามารถใช้ยื่นยันได้ ต้องเป็นผลตรวจแบบ RT-PCR เท่านั้น และโรงพยาบาลก็ไม่ยอมตรวจให้ด้วยอ้างว่าน้ำยาหมด 

16 กรกฏาคม 2564 เพื่อนผมออกไปหาหมออีกโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่ง เพื่อขอให้ตรวจแบบ RT-PCR ก็บอกว่าไม่รับตรวจเหมือนกัน เพราะว่าเตียงเต็ม ขนาดยอมเสียเงินตรวจเองยังไม่ยอมตรวจให้เลย

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2564 ผลตรวจ RT-PCR ออกมาว่าน้องและลูกสาว 2คนติดโควิด ซึ่งกว่าจะได้ผลตรวจ เชื้อก็ลงปอดไปเรียบร้อยแล้ว น้องเขาหายใจเหนื่อยมากๆ เริ่มลุกเดินไม่ไหว เพื่อนบ้านทุกคนพยายามช่วยกันหาเตียงตามโรงพยาบาลต่างๆ โทรไปทุกเบอร์โทรที่ให้มา ก็บอกว่าต้องให้ผู้ป่วยหรือคนในบ้านเป็นคนโทรมา เพราะว่าต้องสอบถามอาการก่อน เนื่องจากเตียงเต็มถ้าไม่เป็นผู้ป่วยสีแดงก็จะให้รักษาตัวที่บ้าน...  

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม 2564 ลูกสาวได้ ไลฟ์ใน Facebook ขอให้ใครก็ได้มาช่วยแม่เขาหน่อย แม่เขามือเท้าชาหมดแล้ว นั่นก็คือค่าออกซิเจนในเลือดคงจะต่ำมาก ไม่พอเลี้ยงเซลล์ต่างๆ พี่ข้างบ้านก็ช่วยกันประสานจนกระทั่งบ่าย 3 โมงก็มีรถกู้ชีพเข้ามารับตัวน้องเขาไปโรงพยาบาล...

ส่วนที่เหลืออีก 5คนที่อยู่ในบ้านก็ต้องกักตัวต่อ ซึ่งคนที่ดูอาการหนักสุดก็คงจะเป็นเพื่อนผมที่เป็นสามีของน้องเขา และเพราะว่าโทรคุยกับเขา เขาจะหายใจแบบหอบมาก และบอกว่าให้ไลน์มาดีกว่าพูดไม่ไหว... ซึ่งจากการคุยก็รู้ได้เลยว่าเชื้อน่าจะลงปอดแล้ว แต่ปัญหาก็คือไม่มีผลตรวจ RT-PCR ทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าโรงพยาบาลไหนได้ ต้องพยายามดิ้นรนออกหาที่ตรวจให้ได้ และนั่นเป็นจุดบอดของระบบสาธรณะสุขไทยเลย เพราะให้คนที่ติดเชื้อเดินทางออกไปหาที่ตรวจ RT-PCR ซึ่งก็บอกได้เลยว่า น่าจะมีคนติดเชื้อจากเพื่อนผมอีกหลายคนแน่นอน แต่ไม่รู้ตัวเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2564 โรงพยาบาลให้ทุกๆ คนในบ้านที่ยังไม่ได้ตรวจไปตรวจทั้งหมด เพราะว่าพบว่า สมาชิก 3คนที่ตรวจไปก่อนหน้าติดโควิดทั้งหมด เพื่อนผมกับลูกสาวคนโต และน้องคนสุดท้องก็ได้ไปตรวจ

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 ผลตรวจออกมาว่าติดเชื้อโควิด ทั้งบ้าน แต่ว่าเด็กๆ เริ่มจะหายกันแล้ว ไข้ลดลงแต่เสียงพูดยังไม่ปกติ ช่วงเที่ยง มีรถจากเทศบาลมารับลูกสาวคนที่ 2 ไปโรงพยาบาลสนามที่บึงยี่โถ และช่วง 17:00 ก็มารับเพื่อนผมไปที่โรงพยาบาลธัญบุรี

วันพฤหัสที่ 22 กรกฎาคม 2564 ก็มารับสมาชิกที่เหลือไปโรงพยาบาลสนามที่ ม.ราชมงคล

วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 อบต. มาพ่นยาฒ่าเชื้อให้ที่ในบ้านทั้งหมด

วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 เด็กๆ เริ่มกลับบ้าน โดยชุดที่ไป ม.ราชมงตลกลับมาก่อนช่วง 17:00 

วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 เด็กคนที่อยู่ที่ บึงยี่โถก็กลับมา

ทุกอย่างเหมือนจะผ่านไปด้วยดี เด็กๆ ก็โทรคุยกับพ่อ กับแม่เขา ซึ่งพ่อก็เริ่มอาการดีขึ้น ไม่ต้องใช้ออกซิเจนแล้ว แต่ยังไอมากอยู่ แต่แม่ยังต้องใช้เครื่องผลิตออกซิเจนอยู่เหมือนเดิม แต่ไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว

วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 น้องข้างบ้านอีกหลังนึงไลน์มาบอกตอนดึกๆ ว่า น้องข้างบ้านแน่หน้าอกมาก หายใจไม่ออก แต่ตอนนี้หมอกำลังช่วยชีวิตอยู่ ลูกสาวก็ร้องไห้กันใหญ่

วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 เพื่อนข้างบ้านก็โทรมาตั้งแต่เช้า ว่าได้คุยกับน้องแล้วน่าจะไม่เป็นอะไร เสียงใสเลยไม่เหนื่อยหอบด้วย น่าจะปลอดภัยแล้ว...

วันที่ 31 กรกฎาคม 2564 เวลาตีห้าครึ่ง น้องข้างบ้านอีกหลังนึงก็โทรมาร้องไห้ บอกว่าพยาบาลโทรมาบอกว่าน้องเขาเสียแล้ว... ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เปิดประตูบ้านออกมาเสียงเด็กๆ ร้องไห้ระงมเลย ไม่รู้จะช่วยยังไงสงสารมาก กักตัวก็ต้องกัก แม่ก็มาเสียชีวิต พ่อก็ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

กว่าจะประสานโรงพยาบาล รถส่งศพ และวัดได้ ก็เกือบ 10โมง โดยกำหนดเผาตอน 10โมงครึ่ง ลูกสาวคนโต กับคนที่ 3 ขอออกมาส่งแม่ด้วยส่วนคนเล็กสุด ก็ให้คนที่ 2 ดูแลเอาไว้และก็มีคนมาร่วมส่งประมาณ 10กว่าคน .ใช้เวลาไป 30นาที พระ 4รูปสวดให้ 1จบแล้วก็เผาเลยภาพที่สะเทือนใจมากๆ ก็ตอนที่ลูกสาวคนโตไปนั่งคุกเข่าร้องไห้และคุยกับแม่เขาหน้าเตาเผาศพนีแหละ

จากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ของบ้านเราได้จริงๆ

ตั้งแต่รัฐบาลหาวัคซีนมาไม่เร็วพอ หาวัคซีนที่ประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำมา และไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นกับวัคซีนได้ด้วยภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของตัววัคซีนและรัฐบาลเอง

ระบบสาธารณะสุขยังยึดตามกฎต่างๆ มากเกินไป ทั้งๆ ที่อยู่ภายใต้ พรก ฉุกเฉิน แต่เหมือนทุกอย่างไม่ฉุกเฉิน

ฝ่ายค้านเล่นเรื่องวัคซีนมากเกินไปจนทำให้คนไม่กล้าฉีด

บอกได้เลยว่าถ้ายังคงทำแบบเดิมๆ อย่างนี้อยู่ จะไม่มีวันที่จะสามารถควบคุมโรคได้  พรก,.ฉุกเฉินที่ประกาศมาปีกว่าๆ เพียงเพื่อรักษาอำนาจรัฐเท่านั้น ไม่ใช่เพือรักษาโรคระบาดและชีวิตให้กับประชาชนแม้แต่น้อย

ทั้งๆ ที่อาการออกขนาดนี้ ยังไม่รับรักษาเขาเลย ให้กลับบ้านรอผล RT-PCR 3วัน

ทั้งๆ ที่เขาไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ก็ไม่ตรวจให้ ให้เขากลับไปใช้สิทธิโรงพยาบาลประกันสังคม

ทั้งๆ ที่เขาไปซื้อชุดตรวจมาเองแล้วว่าเป็นโควิด ยังไม่สามารถอ้างอิงเพื่อขอรับการรักษาได้

ทั้งๆ ที่เขายอมเสียเงินตรวจเอง ก็ไม่ตรวจให้เขา เพราะไม่มีน้ำยา เพราะเตียงเต็ม

ให้คนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโควิด วิ่งไป วิ่งมา เพื่อเอาชีวิตรอด แบบนี้นะหรือจะไม่ทำให้เชื้อกระจาย

ขอให้น้องสาวคนดี กลับไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์  ไม่ต้องเป็นห่วง พ่อของลูกหายและกลับมาดูแลลูกๆ ต่อแล้ว สงสารก็แต่เด็กๆ ต้องมากำพร้าแม เพราะรัฐบาลที่บริหารไม่เป็นจริงๆ เลือกตั้งครี้งหน้าจะไม่เลือกพรรคพวกนี้แล้ว 

By : KCAN

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564

จึน - สหรัฐฯ

สหรัฐฯเอาแน่! เคลื่อนทัพ "บุกถิ่นจีน" ยึดหัวหาด "อินโด-แปซิฟิก" ยุทธศาสต...

เชื่อจริงๆ หรือว่าจีนสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ?
ทำไมสหรัฐฯ ชอบใช้เหตุความชอบทำแบบนี้ในการเข้าโจมตีคู่แข่ง คุณหาเหตุผลอันอื่นไม่ได้แล้วรึ ? แบบนี้เขาเรียกว่าอันธพาน สู้ทางความสามารถไม่ได้ ก็หาสมัครพรรคพวกแล้วใช้กำลัง ไม่ว่าจะเป็นอิรัก อัฟกานิสถาน อิหร่าน และอีกหลายๆ ประเทศที่เคยโดยสหรัฐฯ โจมตีด้วยเหตุผล ผู้ก่อการร้าย สะสมอาวุธนิวเคลียร์ พอยึดเขาเสร็จ ก็หาอาวุธนิวเคลีย์ไม่เจอ เจอแต่ทรัพยากรธรรมชาติของเขาแล้วก็เอามาเป็นของตัวเอง ก็แปลกใจที่ดันมีพรรคพวกที่เข้าร่วมอีก และเรียกกันซะเพราะว่าพันธมิตร หวังแต่ผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง และทำให้โลกวุ่นวาย ถ้าหากว่าเก่งจริงๆ ก็สู้กันด้วยความสามารถในการค้าขาย ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี หรือความสามารถอื่นๆ ไม่ใช่เอากำลังเข้าข่มขู่ 

ทำไมสหรัฐฯ สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ แต่ประเทศอื่นถึงมีไม่ได้ ? ถ้าหากว่าจีนจะต้องสะสมอาวุธ ก็คงเป็นเพราะการถูกข่มขู่คุกคามของพวกพันธมิตรนี่แหละ




ยังไงๆ ในฐานะลูกหลานชาวจีน แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศจีน แต่ก็เชื่อว่าจีน จะไม่ลุกลานหรือรังแกใครก่อนแน่นอน ที่สำคัญรัฐบาลไทยอย่าไปยุ่งกับเขาก็แล้วกัน อย่าให้ความช่วยเหลือพันธมิตรทุกประเทศในการโจนตี หรือลุกลานจีน...

By: K.C.A.N

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปลุกวิญญาณความเป็นช่างในตัวคุณ

หยุดอยู่บ้านไม่รู้จะทำอะไร พอดีไปพบกับแผงวงจรที่เคยซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นแผงวงจรที่ใช้ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านโทรศัพท์มือถือโดยใช้ระบบ Bluetooth ในการสั่งงาน ซึ่งสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กๆ ที่ใช้กระแสไฟไม่เกิน 10A ได้ (ดูจากอัตราทนกระแสของหน้าสัมผัสรีเลย์) หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่เกิน 2000วัตต์  (10A x 220V) แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ควรจะเกิน 1000W เพื่อความปลอดภัย (Safety Spec.) 

ไหนๆ ก็ว่างอยู่ ก็เลยหยิบออกมาทำเป็นโปรเจค ปลั๊กพ่วง ควบคุมด้วยโทรศัพท์มือถือเลยดีกว่า โดยตอนแรกก็ต้องทดลองแผ่นวงจรก่อนว่ายังสามารถทำงานได้อยู่หรือเปล่า โดยต่อไฟ 5V เข้าไป และลองสั่งปิด สั่งเปิด รีเลย์ดู ซึ่งก็สามารถสั่งให้รีเลย์ทำงานได้ จึงได้เริ่มสั่งกล่องสั่งปลั๊ก สั่งสายไฟมา 

หลังจากที่ได้ของครบ ก็เริ่มลงมือทำกันเลย โดยได้เริ่มจากกล่องก่อน ได้เจาะช่องสีเหลี่ยม เพื่อให้ปลั๊กตัวเมียสามารถโผล่ออกมาได้ เจาะรูสำหรับสายไฟออก เจาะรูยึดแผงวงจร เจาะรูยึดปลั๊กตัวเมีย เมื่อเจาะครบแล้วก็เริ่มทำขั้นตอนต่อไป โดยเริ่มจากยึดปลั๊กตัวเมียให้อยู่กับที่บนฝากล่องที่เจาะเอาไว้ 

เดินสายไฟ ระหว่างรีเลย์ ที่อยู่บนแผงวงจรเข้ากับปลั๊กตัวเมีย จากนั้นก็ยึดแผงวงจรให้อยู่กับที่ ตามรูที่เจาะเอาไว้  

จากนั้นก็ติดแหล่งจ่ายไฟตรง 5V เพื่อเลี้ยงแผงวงจร ในที่นี้ผมก็ใช้หม้อแปลงชาร์จมือถืออันเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาทำหน้าที่ ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้ดีที่เดียว

และขั้นตอนสุดท้ายก็คือต่อสายไฟ 220V เข้ากับระบบ ซี่งในขั้นตอนนี้อาจจะต้องใช้ความรู้เฉพาะด้านนิดหน่อย เพราะว่ามันอันตรายเพราะถ้าต่อผิดไฟอาจช๊อตได้ และก็เป็นไฟที่มีระดับแรงดันค่อนข้างสูงด้วย อาจได้รับอันตรายได้ พอดีว่าผมเรียนมาทางด้านนี้โดยเฉพาะ แต่เป็นหลักสูตรเมื่อ 30ปีที่แล้ว ยังไม่มี Wifi, Bluetooth ใดๆ แต่ก็พอมีพื้นฐานด้านไฟฟ้าอยู่บ้างครับ

หลังจากประกอบทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ถึงตอนทดสอบใช้งานกัน แล้ว โดยใช้พัดลมในการทดสอบ ซึ่งก็ทำงานได้ดีทีเดียว 

ปัญหาที่พบ ณ ตอนนี้คือเรื่องโปรแกรม APK ที่แถมมาให้กับแผ่นวงจรไม่สามารถที่จะใช้กับ Android รุ่นใหม่ๆ ได้ น่าจะใช้ได้กับ Android รุ่น 6,7,8 เพราะลองเอาไปลงที่มือถือลูกสาวเป็น Android รุ่น 10แล้วใช้งานไม่ได้ แต่สำหรับมือถือของผมสามารถใช้งานได้เพราะเป็นรุ่นเก่า อันนี้คงต้องศึกษาเรื่องการเขียนซอฟแวร์เพิ่มเติม ซึ่งก็คงจะยากเหมือนกัน

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ภรรยาคอมเม้นท์มาก็คือเรื่องความปลอดภัย อยากให้มีสวิทช์ ปิด/เปิด และควรติดตั้งฟิวส์ด้วย และอีกเรื่องคือเมื่อเวลาไฟดับ และไฟเลี้ยงแผ่นวงจรดับ จะต้องมาเข้ารหัสใหม่ทุกครั้งด้วย จึงไม่ค่อยสะดวก... ซึ่งจะต้องเก็บเอาไว้พัฒนาต่อ เรื่องสวิทช์ ปิด/เปิด และฟิวส์ ก็ไม่น่าจะยากอะไร แต่เรื่องเวลาไฟดับต้องมาเข้ารหัสเพื่อต่อ Bluetooth ใหม่ อันนี้น่าจะลำบาก เพราะยิ่งถ้าติดสวิทช์ ปิด/เปิด ด้วยแล้ว ทุกครั้งที่ปิด นั่นคือควรจะตัดไฟเลี้ยงแผ่นวงจรด้วยเช่นกัน 

https://youtu.be/M-ydAAA-U0I

ส่วนลูกสาวบอกว่า ควรจะมีไฟแสดงสถานะด้วย ไม่อย่างงั้นก็ไม่รู้ว่าปลั๊กอันไหน เปิด หรือ ปิด อยู่อีก... ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนา แต่ไม่สงสารคุณพ่อที่เป็นคนทำเลยอ่ะ ยิ่งใส่โน่นใส่นี่เข้าไปต้นทุนก็ยิ่งสูง แล้วจะขายได้รึ 555 เอาเป็นว่าจะค่อยๆ พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะมาอัปเดทให้ฟังเป็นระยะแล้วกัน

ช่วงเวลาโควิดที่ต้องอยู่กับบ้าน ก็หาอะไรทำไปเรื่อยๆ เพิ่มพูนความรู้ความสามารถกันครับ อย่าอยู่เฉยๆ เพราะเวลาเป็นสิ่งมีค่า แม้จะไม่มีรายได้ แต่ก็หาอะไรที่เก็บจากของเก่าๆ มาทำใหม่ก็ได้ ก็ขอให้ทุกๆ คนปลอดภัยการโควิด-19 กับทั่วๆ หน้าครับ

By: KCAN