วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567

ทรงวาด ถนนในตำนาน (2024 01 02)

วันนี้ไปเที่ยวกันมั๊ย... 


เมื่อคุณแม่ คุณลูก หยุดปีใหม่อยู่บ้านมาหลายวัน  และก็ดูคลิปใน Internet ต่างๆ กันเยอะ โดยเฉพาะหาที่เที่ยว จากนั้นก็นั่งซุบซิบกัน 2คน  แล้วก็หันมามองหน้าผม ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรด้วย จากนั้นลูกสาวก็บอกว่า วันนี้ไปเที่ยวกันมั๊ย... 
 


ติดในใจ ทำไมเวลาซื้อหวย ซื้อล๊อตเตอรี่ไม่เคยถูก แต่ทำไมแบบนี้ถึงได้ทายถูกก็ไม่รู้  ก็คงต้องถามในฐานะพ่อที่ดีของลูกอ่ะนะว่า " อยากจะไปเที่ยวไหนกันล่ะ..." ลูกสาวก็ตอบทันทีว่า ก็ต้องไปเที่ยวกรุงเทพฯ ซิป๊า เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้เที่ยวกรุงเทพฯ แบบรถไม่ติด 



อืม... ฟังแล้วคล้อยตามอย่างมีเหตุผล ฮ่าๆๆๆ ตรงไหนของกรุงเทพฯ ล่ะ  ลูกสาวบอกทันทีว่าก็ต้องเป็นกรุงเทพฯ ชั้นในซิ แจนคุยกับแม่แล้ว อยากไปเดินถนนทรงวาด แล้วก็สำเพ็งด้วย เห็นแม่บอกว่าเป็นถิ่นเก่าของป๊าด้วย พาไปหน่อยซิ... 



จุดจบของเรื่องก็คือต้องพาไปอ่ะนะครับ แต่ปัญหาที่เคยประสบเรื่องหนึ่งคือ ที่จอดรถที่ถนนทรงวาดนี่แหละ ไม่รู้จะไปจอดตรงไหน เพราะสมัยที่เป็นเด็ก มันยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง คือใช้รถสาธารณะ และก็เดินอย่างเดียว 



ที่นึกออกก็จะมีมี่หน้าโรงเรียนเผยอิง ที่เป็นศาลเจ้า จะมีที่จอดรถอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเต็มหรือเปล่า เพราะว่าวันนี้ข้าราชกาลเขาทำงานกันแล้ว นั่นก็โรงเรียนก็น่าจะเปิดแล้วเหมือนกัน ซึ่งเฉพาะรถของคุณครูที่มาสอนที่โรงเรียนก็น่าจะไม่มีที่เหลือแล้ว


แล้วก็คิดออกว่าเราควรจะขับรถไปจอดแถวๆ ท่าดินแดงจะดีกว่า ข้ามไปจอดฝั่งธนฯ เลย แล้วก็ข้ามเรือที่ท่าดินแดง มายังท่าราชวงศ์ แล้วก็เดินๆ ไปถนนทรงวาด เหมือนตอนสมัยเด็ก ว่าแล้วก็แว๊ปมาถึงท่าดินแดงกัน มีที่จอดรถเอกชนให้ฝากรถอยู่ 1ชม 40บาท, 3ชม ขึ้นไปก็ราคา 120บาทจอดยาวๆ ได้ ก็ถือว่าแพงเหมือนกัน


แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้จอดทุกวัน เรามาเที่ยว หลังจากที่เดินบนถนนทรงวาดกันแล้ว ก็ต้องหากาแฟดื่ม ซึ่งลูกสาวก็หาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็นร้านกาแฟที่แพงเอาเรื่องเลยทีเดียว อยู่บนชั้น 4ของตัวอาคารเก่า  เยื้องๆ กับ รร. เผยอิงเลย จะเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาตามรูป เรียกว่าเขาน่าจะขายวิวให้นักท่องเที่ยวมากกว่า เพราะว่าคนไทยน้อยมาก น่าจะมีไม่เกิน 3โต๊ะ ที่เหลือก็จะเป็นคนจีนเสียเป็นส่วนใหญ่


จากถนนทรงวาด ก็เดินย้อมกับไปที่ซอยคิคูย่า เพื่อช๊อปปิ้ง และเดินทะลุไปยังสำเพ็ง สะพานหัน ไปดูผลงานของลุงตู่หน่อย เห็นแกโปรโมทมากว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของแก ซึ่งอย่างว่ามากับผู้หญิง 2คน ก็เรียกว่า เดินๆ หยุดๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงสะพานหัน ใช้เวลาไปเกือบ 1ชม. ได้กางเกงช้างมา 3ตัว กระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆ เป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกน้องของคุณภรรยาอีก 20ใบ และกระบอกน้ำร้อนของคุณภรรยาอีก 1ใบ


จากนั้นก็ไปนั่งกินข้าวเที่ยงตอนบ่ายสองโมงกันที่สะพานหัน เรียกว่าแว๊ปแรกที่เห็น ก็ต้องบอกเลยว่าเปลี่ยนไปเยอะจริง ไม่เหมือนเมื่อตอนผมเป็นเด็กเลย น้ำใส ไม่มีกลิ่นเหม็น สองข้างคลองเป็นทางเดิน และร้านอาหาร ดูสะอาด และดูเหมือนต่างประเทศเลย อันนี้ต้องชมลุงตู่จากใจจริงเลย  
ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีร้านเปิด เพราะยังเป็นช่วงปีใหม่ แต่ที่ไหนได้ เปิดกันแทบทุกร้านเลย โดยเฉพาะไอติมถั่วตัดกับผักชี ชื่อดัง แต่ผมไม่รู้จักนะครับ ฮ่าๆๆๆ พึ่งจะรู่จักก็วันนั้นแหละจากคุณภรรยา



ซึ่งคุณภรรยาผม เขาเป็นติ่งซีรีย์เกาหลี บอกว่ายังไงๆ ก็ห้ามพลาด เรียกว่าเป็นจุดประสงค์หลักเลยที่อยากมาสะพานหัน ก็เพื่อเหตุผลนี้ ตามรอยซีรีย์เกาหลีในเมืองไทย... Soft Power จริงๆ เมื่ออิ่มหน๋ำสำราญกันแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับกันแล้ว ก็ยังคงใช้วิธีการเดิน เพื่อย่อยอาหารไปด้วย มาข้ามเรือกลับ ไปเอารถ แล้วก็ขับรถกลับบ้าน 

เป็นอีกหนึ่งทริป ที่ผมสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเอง เล่าให้กับลูกสาวฟังได้ เรียกว่าลูกสาวบอกว่าเป็นไกด์ของถนนทรงวาดได้เลย ฮ่าๆๆ... เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่บนถนนเส้นนี้นานกว่า 7ปีทีเดียว 

ความทรงจำเก่าๆ กับห้วงกาลเวลา ของศิษฐ์เก่าโรงเรียนเผยอิง




วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2567

ส่งท้ายปลายปีที่ วัดดอนใหญ่

        เมื่อวันที่ 30/12/66 ที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่หยุดงานครบกันทั้งครอบครับ โดยผมเป็นคนสุดท้ายของบ้านที่ได้หยุดงาน น่าสงสารมากๆ ครับ ฮ่าๆๆๆ แต่มองในแง่ดีก็คืออย่างน้อยบริษัทฯ ก็มีงานให้พนักงานทำจนวันสุดท้ายของปีอ่ะนะ... 

        วันนี้จึงถือเป็นวันที่ดี เลยได้นัดกันว่าจะไปทำบุญไหว้พระกันซักหน่อย เป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ แต่ว่าไม่อยากเดินทางไกล เพราะเป็นช่วงที่คนเดินทางออก ต่างจังหวัดกันเยอะ ก็คุยกันว่าจะไหว้พระอยู่แถวๆ บ้านนี่แหละ แต่ก่อนจะไปไหว้พระก็ขอหา Cafe ชิกๆ นั่งเล่นกันก่อน ซึ่งก็น่าจะเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่กันแล้ว  

        โดย Cafe ที่ได้มาก็อยู่แถวๆ คลองสอง ห่างจากบ้านไม่เกิน 8กิโลเมตร และก็บรรยากาศดีเลยชื่อว่า Res-fe-ber cafe ใครผ่านไป ผ่านมา แถวๆ ซอยเสมาฟ้าคราม ก็แวะกันได้อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆ และก็ไม่มีส่วนลดใดๆ ให้ด้วยนะครับ ฮ่าๆๆ


        จากนั้นก็หาข้อมูลว่าจะไปวัดไหนกัน หลังจากที่นั่งชิวๆ กันใน Cafe จนของกินหมดกันแล้ว... ซึ่งก็นั่งไปเกือบชั่วโมงกันเลยทีเดียว จะไปเหลืออะไร ฮ่าๆๆ

        โดยสรุปจาก 3ใน 4เสียงบอกว่าจะไปวัดดอนใหญ่ ที่อยู่ที่คลองแปด ซึ่งก็ไกลอยู่จาก Cafe คลองสอง... แต่ในเมื่อเป็นมติที่ประชุมก็ต้องยอมรับ โดยลูกสาวบอกว่าดูจากในเน็ตแล้วเป็นวัดที่สวย และที่สำคัญคือเราไม่เคยไปมาก่อน ดูจากแผนที่แล้ว ก็ใช้เวลาไปประมาณ 30นาทีเท่านั้น ถือว่าไม่ไกลมาก ในฐานะเสียงข้างน้อย ก็คงต้องตามเสียงส่วนใหญ่ตามหลักประชาธิปไตย แม้ว่าเราจะต้องเป็นคนขับรถพาไปก็ตาม... "_"  

        เมื่อไปถึงทีวัดก็ต้องตกตะลึงกับผู้คนที่มีจำนวนมาก นี่เราย้ายมาอยู่ปทุมธานีนานกว่า 20ปี ไม่ยักรู้ว่ามีวัดสวยๆ แบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งวัดก็ถือว่าใหญ่ และสวยงามมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถ ที่เหมือนจะพึ่งสร้างเสร็จ เป็นสีเงินคล้ายวัดร่องขุน สวยงามทีเดียว

        พอเข้าไปในวัดก็ถึงบางอ้อว่าทำไมวันนี้คนเยอะ เมื่อเห็นท่านท้าวเวสสุวรรณยืนอยู่ และที่กระถางธูปก็เต็มไปด้วยธูปเสี่ยงทายตามรูปข้างล่าง  ฮ่าๆๆ ไม่รู้จะซื้อเบอร์อะไรกันเลยครับ ความจริงแล้ว นี่น่าจะถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างดีมากทีเดียว อยากให้คณะรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจ เข้ามาดูด้วยก็จะดีนะครับ...

        แต่ก่อนอื่นต้องเดินเข้าไปไหว้พระประธานในโบสถ์กันก่อนครับ จากนั้นก็เดินเที่ยวภายในวัด แล้วก่อนจะกลับก็ค่อยออกมาไหว้ท่านท้าวเวสสุวรรณ 


        แต่เราก็ไม่ได้ซื้อธูปเสี่ยงทายอะไรนะครับ แค่ไหว้และขอพรจากท่านท้าวเฉยๆ ก่อนจะเดินทางกลับ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งทริปใกล้บ้าน ส่งท้ายปีเก่า ๒๕๖๖ และต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๗ ให้มีความรัก ความสุข และความเจริญก้าวหน้ากันทั่วกันทุกคน


By: KCAN

วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2566

วัดพระขาว โคราช

 วัดพระขาว หรือ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม



จากเขาวงพระจันทร์ สู่ วัดพระขาว 
วัดพระขาว หรือ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา อำเภอปากช่อง แต่ว่าหลายๆ 
คนเข้าใจผิดคิดว่าอยู่ในจังหวัดสระบุรี เพราะว่าเป็นพื้นที่ติดๆ กันกับอำเภอมวกเหล็ก ของสระบุรี 

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ลูกสาวบอกว่าอยากไปวัดที่ต้องขึ้นภูเขาสูงๆ อีก หลังจากกลับมาจาก
วัดเขาวงพระจันทร์ ได้ 2สัปดาห์ รู้สึกว่าชอบที่ได้เดินเยอะ... เพราะวันที่ไปขึ้นเขาวงพระจันทร์ 
แกเดินไปหมื่นกว่าก้าว ก็เลยถามว่าทำไมต้องเดินขึ้นเขาด้วย เดินทางเรียบๆ ไม่ดีกว่ารึ 
ลูกสาวก็บอกว่าวิวมันสวยดี 

 

อืม...  แล้วอยากไปไหนละ? อย่าบอกนะว่าจะกลับไปเขาวงพระจันทร์อีก ลูกสาวก็หัวเราะบอกว่าเอา
ที่สูงกว่านั้นมีหรือเปล่า เลยบอกว่าน่าจะไม่มีแล้วนะ ไปวัดพระขาวไหมล่ะ บันไดน่าจะ 600กว่าขั้นสูง
น้อยกว่า แต่น่าจะเคยไปมาแล้วนะถ้าจำไม่ผิด ลูกสาวบอกว่าเคยไปแล้วแต่ว่าไม่ได้ขึ้นไป เพราะว่า
ตอนนั้นใส่กางเกงขาสั้นไป เลยต้องเฝ้าอาม่าอยู่ข้างล่าง ตกลงไปที่วัดพระขาวอีกครั้งก็ได้นะ 



ครั้งนี้จะใส่กางเกงขายาวไปจะได้ขึ้นได้ จากนั้นสองพ่อลูกก็ออกจากบ้านกันตอนสายๆ ประมาณ 10โมง
เช้า ขับรถไปถึงที่วัดก็ประมาณใกล้เที่ยง ก่อนที่จะเดินขึ้นบันได ก็บอกว่าขอกินข้าวกันก่อน เพื่อจะได้มี
แรง ก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวแถวๆ ลานจอดรถของวัด จากนั้นก็เป็นเวลาย่อยอาหารด้วยการเดินขึ้นบันได 
631ขั้น 

  


บันไดที่วัดพระขาวค่อนข้างขึ้นง่ายกว่าที่เขาวงพระจันทร์มาก เพราะว่าทุกขั้นๆ จะเท่าๆ กัน ไม่เหมือน
ที่เขาวงพระจันทร์ ที่บางขั้นจะสูง บางขั้นก็ต่ำมาก บางขั้นกว้างมาก บางขั้นก็แคบ แต่ถ้าพูดเรื่องความ
ชันแล้ว ก็ต้องบอกว่าที่วัดพระขาวค่อนข้างจะชันใช้ได้เลย และชันเท่าๆ กันตลอดทางขึ้น - ลง เลย 
เพราะที่วัดพระขาว เขาใช้การปักเสาเข็มเพื่อปรับความชัน ในการทำขั้นบันไดเลย ไม่เหมือนเขา
วงพระจันทร์ ที่ทำขั้นบันไดตามภูมิประเทศของภูเขา



เราใช้เวลาในการเดินขึ้นบันได 631 ขั้นประมาณ 30นาทีเศษ มีแวะพักเป็นระยะเหมือนกัน เพราะยังไงก็
เหนื่อยอยู่ ฮ่าๆๆ ใช่ว่าเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์มาแล้วจะไม่เหนื่อย แค่ช่วงเวลามันสั้นกว่าเท่านั้นประมาณ 30นาทีเศษก็ถึง ถึงจะเหงื่อออกยังไงแต่ก็ยังมั่นใจได้ทั้งวัน จากนั้นก็พักเหนื่อย ไหว้พระ และดูวิว กันก่อนที่จะเดินลงมานั่งพักเหนื่อย และขับรถ
กลับบ้าน มาถึงบ้านประมาณบ่าย 4โมงเศษ เป็นอีกหนึ่งทริปง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นานมาก แต่ก็สนุกดี 
ได้ออกกำลังกาย ให้เลือดได้สูบฉีดแรงขึ้น ดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน



By: K.C.A.N

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้พิชิตยอดเขาวงพระจันทร์

    


    ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้พิชิตยอดเขาวงพระจันทร์ หนึ่งความภูมิใจที่จะจดจำไปตลอดชีวิต กับขั้นบันได 3,790ชั้น ความยาวในการเดินประมาณ 1.680กิโลเมตร. ซึ่งเป็นทางเดินขึ้นเขาอย่างเดียว ไม่ค่อยจะมีทางเรียบๆ เลย ใช้เวลาในการเดินประมาณ 2-3ชม. แล้วแต่ความแข็งแรงของร่างกาย โดยของผมกับลูกสาวก็ใช้เวลาไปประมาณ 2ชั่วโมงเศษ



    เขาวงพระจันทร์ตั้งอยู่ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 650เมตร โดยข้างบนเป็นที่ตั้งของวัดเขาวงพระจันทร์ ที่มีรอยพระพุทธบาท รอยที่ 4 (โยนกปุเร) เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยากไปมาหลายปี แต่ไม่มีโอกาสซักที จนเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว พาลูกสาวคนโตไปรับแม่เขาที่โรงงานแถวนวนคร ก็คุยกันว่าอยากไปหาที่เที่ยววันพรุ่งนี้ ลูกสาวบอกว่าอยากไปเขาช้างเผือก ที่กาญจนบุรี แต่ว่าไม่น่าจะสามารถไปกลับได้ภายในหนึ่งวัน เลยพูดไปว่า ไปขึ้นเขาวงพระจันทร์ดีกว่ามั๊ย... ลพบุรีนี่เอง ลูกสาวบอกวา่าไปๆ ก็บอกว่าถ้าจะไปจริงๆ ก็ไปแต่เช้าเลยนะ ไม่อย่างนั้นจะร้อนมาก...

    จนเช้าวันอาทิตย์ ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าลูกสาวคนโตจะตื่นมาจริงๆ ตั้งแต่ตีห้าเลย ทั้งๆ ที่ไม่เคยตื่นมาก่อน ฮ่าๆๆ ตั้งใจสุดๆ แล้วคนเป็นพ่อจะไปทำลายความตั้งใจเขาได้อย่างไร ก็อาบน้ำอาบท่ากัน และออกจากบ้านกันตอน 6โมงเศษ และวิ่งม้วนเดียวมาถึงที่ ปั๊มน้ำมันใกล้ๆ ทางเข้าวัดเขาวงพระจันทร์ประมาณ 8โมงนิดๆ ซึ่งก็เป็นปั๊มเดียวเท่านั้นที่แวะ เพื่อหาข้าวกินกันก่อนจะขึ้นเขา เพราะเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป แวะเข้าห้องน้ำห้องท่ากันให้เรียบร้อย และก็ซื้อน้ำ ลูกอม ขนมเล็กน้อย เพื่อเป็นเสบียงระหว่างทางขึ้นเขา  จากนั้นก็เดินทางต่อเขาไปที่ลานจอดรถของวัด ประมาณ เกือบ 9โมง น่าจะอีก 20นาที 9โมง และก็เริ่มออกเดินทางกันเลย

    จากลานจอดรถของวัดเดินไปจนถึงจุดเริ่มต้นทางขึ้นบันไดขั้นที่ 1 ก็ใช้เวลากว่า 15-20นาทีกันแล้ว เหงื่อเริ่มซึมเล็กๆ จากนั้นก็เริ่มเดินขึ้นบันไดกันเลย โดยดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ 9โมงนิดๆ เดินขึ้น และขึ้นอย่างเดียว จน 500ขั้นแรกผ่านไป เริ่มเหนื่อยมาก หัวใจเต้นแรงมากต้องพักกันแล้ว โดย 2ข้างทางจะมีศาลา ร้านค้า ให้พักเป็นระยะ แทบจะทุก 200ขั้นบันไดกันเลยทีเดียว จนเดินขึ้นมาถึงที่ประมาณ ขั้นที่ 600 ก็มีคนเดินย้อนกลับลงมา ได้สอบถามว่าข้างบนสวยไหม คำตอบที่ได้คือ ขึ้นไม่ถึงข้างบน ไปได้แค่ 700ขั้นเท่านั้น เพราะต้องไปที่อื่นต่อ... 


    ทำให้ลูกสาวผมซึ่งเหนื่อยมาก และเรื่มจะท้อ เพราะไม่เคยออกกำลังกายก่อนขึ้นเขาเลย ก็เริ่มชวนผมกลับซะแล้ว บอกว่าไปเที่ยวที่อื่นเถิดป๊า... แจนไม่ไหวแล้วซะงั้น ต้องนั่งพักเกือบ 20นาที และค่อยๆ โน้มน้าวใหม่ ตั้งแต่บอกเขาว่า ป๊าแก่แล้วถ้าไม่ขึ้นตอนนี้ ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้ขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เราค่อยๆ ขึ้นไปพักไปก็ได้ ไม่ต้องรีบมาก มีเวลาทั้งวัน พักทุกๆ 100ขั้นยังได้เลย เสียความตั้งใจ เป้าหมายมีไว้ทำลาย และอื่นๆ อีกมากมาย จนเขายอมที่จะไปต่อ และก็เดินขึ้นไปจนเห็นป้าย 1500, 2000, 2500 และ 3000ขั้น... ทั้งดันก้น ดึงมือ...

    ยิ่งสูงวิวก็ยิ่งสวย เวลาพัก ก็จะหันกลับมามองวิวข้างหลัง จากขั้นที่ 3000 ขึ้นไป จนถึงซุ่มประตูวัด เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด จะเป็นเนิน 2เนินซ้อนกัน เรียกว่าค่อนข้างชันเลยทีเดียว และที่พักริมทาง ก็ไม่มีด้วย เรียกว่าถ้าเหนื่อยก็ยืนพักบนขั้นบันไดนั่นแหละ ยืนตากแดด ให้หายเหยื่อยแล้วก็ก้าวต่อไปอีก 20-30ขั้น ก็พักอีก สลับกันไปเรื่อยๆ




    และแล้วเราก็เห็นซุ้มประตูวัดอยู่ข้างหน้า เรียกว่าดีใจกันสุดๆ 2พ่อลูก อีกไม่กี่ขั้นจะถึงแล้ว สู้ๆ ไอ้ลูกสาว ตอนนั้นก็เป็นเวลา 11โมง 45นาทีพอดี ขึ้นถึงวัดก็เที่ยงแป๊ะๆ นั่งรอให้หายเหนื่อยกันอีก 20นาที ก่อนจะออกเดินสำรวจวัด ไหว้พระ นมัสการรอยพระพุทธบาท ดูวิว และถวายสังฆทานให้กับหลวงพ่อเจ้าอาวาส 


    หลังจากที่ถวายสังฆทานให้หลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อก็เล่าประวัดของเขาวงพระจันทร์ให้ฟัง ซึ่งเท่าที่จำได้จะเกี่ยวกับการต่อสู้ของยักษ์ กับพระราม แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะหลวงพ่อท่านพูกค่อนข้างจะเบา เพราะท่านเคยไปตัดชิ้นเนื้อที่กล่องเสียง หรือเส้นเสียงออก เลยพูดดังไม่ค่อยได้ จึงมาหาดูข้อมูลในเว็บไซท์ต่อ ซึ่งก็ได้ข้อมูลจากวิกิพีเดียมาตามข้างล่าง

"ท้าวกกขนาก ยักษ์ตนสุดท้ายที่ไม่ยอมแพ้พระราม ตามตำนานเรื่องรามเกียรติ์ จึงถูกพระรามแผลงศร โดนยักษ์กระเด็นลอยละลิ่วข้ามมหาสมุทรอินเดียมาตกที่ยอดเขาลูกนี้ แล้วพระรามก็สาบให้ศรปักอกเอาไว้หากวันใดที่ศรเขยื้อนจะให้หนุมานลูกพระพาย(ลูกลม ถ้าตายเมื่อต้องลมพัดผ่าน จะกลับฟื้นคืนชีพ หนุมานจึงไม่รู้จักตาย) เอาฆ้อนมาตอกย้ำลูกศร ให้ปักอกไว้เช่นเดิม แต่ยักษ์โดนเข้าขนาดนี้ก็ยังไม่ตายนอนรอความตาย ฝ่ายนางนงประจันทร์ลูกสาวท้าวกกขนากก็เหาะตามมาเพื่อปรนนิบัติดูแลพ่อ เพราะพ่อยังไม่ตาย ท้าวกกขนากได้แต่นอนแอ้งแม้งอยู่ในถ้ำยอดเขานางพระจันทร์นี้และต่อมาเมื่อนางทราบว่าหากได้น้ำส้มสายชูมารดที่โคนศรแล้วศรจะเขยื้อนหลุดออกมาได้ แต่หากศรเขยื้อน ไก่แก้วก็จะขันเรียกหนุมานเอาฆ้อนมาตอกศร จึงเป็นเหตุผลให้เมืองลพบุรีไม่มีน้ำส้มสายชูขายมานาน จากตำนานนี้จึงเรียกเขาลูกนี้ว่า เขานงประจันต์หรือนางพระจันทร์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2496 หลวงพ่อโอภาสี ได้ขึ้นมาบนเขานี้ และเห็นว่าบริเวณเขาทั้ง4 ด้าน เป็นรูปเขาโค้ง มองทางไหนก็เห็นเป็นวงโอบล้อมอยู่ จึงขนานนามว่า เขาวงพระจันทร์ นับตั้งแต่นั้นมา"  

    

จากนั้นหลวงพ่อก็แนะนำให้ลงไปกราบพระแม่เกตุมณีศรีประจันต์ ที่เป็นลูกสาวของ ท้าวกกขนาก ที่ถ้ำข้างล่าง โดยหลวงพ่อบอกว่าพระแม่ฯ ท่านศักดื์สิทธิ์มาก ใครมาขออะไรจากพระแม่ฯ แล้ว จะต้องกลับมาอีกครั้งแทบทุกรายเลย จึงได้ชวนลูกสาวลงไปกราบพระแม่ฯ 



เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำแล้ว เห็นชุดที่แขวน ก็น่าจะเป็นเครื่องรับประกันว่าพระแม่ฯ ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ครับ ภายในถ้ำอากาศเย็นมากเหมือนเป็นทางผ่านลมเลย ก็กราบพระแม่ฯ แต่ว่าไม่กล้าบนอะไร แค่ขอให้ทุกคนในครอบครัวสุขภาพแข็งแรงๆ  


    จากนั้นก็ถึงเวลาเดินลงจากเขากันแล้ว อีก 3,790ขั้น ซึ่งตอนลงไวกว่าตอนขึ้นค่อนข้างมาก ใช้เวลาประมาณ 30-40นาทีก็ลงมาถึงข้างล่าง โดยลงมากินข้าวเที่ยงตอนบ่ายสองโมง กันที่ร้านหน้าวัด ก่อนเดินทางกลับบ้าน โดยกลับมาถึงบ้านก็ประมาณ 5โมงกว่าๆ เป็นทริป 1วัน ที่เหนื่อย แต่ สนุกมาก และได้ข้อคิดดีๆ ให้ลูกสาวด้วยว่า ต่อไปนี้ในชีวิตเขาจะไม่มีอะไรที่ยากลำบากอีก เพราะว่าเขาได้พิชิตมันไปแล้ว รวมถึง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่นด้วย...


ขอบันทึกเอาไว้

ขอบคุณภาพถ่ายจากกล้อง มือถือ Xiaomi 13PRO

BY: KCAN

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 


เมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสพาลูกสาวมาไหว้พระที่วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี  ซึ่งสมัยก่อนเป็นอีกหนึ่งวัดที่มาบ่อย เพราะจะมาให้อาหารปลา และนั่งชิวๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และภายในวัดก็จะมีของกินเยอะด้วย โดยแม่ผมกับลูกสาวคนโตชอบมากินก๊วยเตี๋ยวที่นี่ แต่ตั้งแต่แม่เริ่มเดินไม่ค่อยไหว ก็เลยไม่ได้มานานมากๆ เมื่อวาน (วันเสาร์) ลูกสาวคนโตมีภารกิจ แถวๆ มหาวิทยาลัย เลยให้คุณพ่อพามาทำธุระ หลังจากเสร็จภารกิจ ลูกสาวก็บอกว่าวันนี้อยากไปไหว้พระจัง ก็เลยงงว่าทำไมถึงอนกไปไหว้พระ ลูกสาวก็บอกว่าไม่มีอะไร แค่เหมือนจะไม่ได้เข้าวัดไหว้พระมานานแล้ว เลยอยากไปเฉยๆ 


เลยถามว่าอยากไปไหว้พระที่วัดไหนล่ะ เอาแบบไม่ไกลมากนะ ถ้าเป็นไปได้ให้อยู่ในปทุมธานีนะ เดี๋ยวกลับมารับแม่ไม่ทัน ลูกสาวก็คิดอยู่แป๊บนึง แล้วก็บอกว่าไปวัดโบสถ์มั๊ย ที่สมเด็จพุฒาจารย์โตองค์ใหญ่อ่ะ ไม่ได้ไปมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่าไกลไปหรือเปล่า ก็เลยดูในแผนที่ Google ก็ดูแล้วไม่ไกลมากไปกลับน่าจะอยู่ในช่วงเวลา 1:30ชม.ไม่เกิน ซึ่งน่าจะทันกลับมารับคุณภรรยาอยู่ ก็เลยบอกว่าโอเค ไปกันเลย เพราะว่าก็ไม่ได้ไปมานานมากแล้วเหมือนกัน 



จากมหาวิทยาลัยมาที่วัดก็ใช้เวลา 30นาทีเศษ เราก็มาถึงที่วัด ซึ่งอยากบอกว่าเปลี่ยนแปลงไปมาหจริงๆ แทบจำไม่ได้กันเลยทีเดียว พอมาถึงวัด ก็ต้องไหว้พระกันก่อน สมัยก่อยมีหลวงพ่อเหลือ พระเก่าแก่ที่สุดของวัด ก็ต้องเดินหากันอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอหลวงพ่อ จากหลวงพ่อเหลือ ก็ต้องมาไหว้สมเด็จฯโตองค์ใหญ่ เป็นพระที่ทำให้วัดโบถส์เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป


แต่ที่เห็นเปลี่ยนแปลงไปใหม่เลยก็คือมีโบสถ์หลวงพ่อทันใจ กับวิหารหลวงพ่อโสธรจำลองเพิ่มขึ้นมา ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พาแม่มา น่าจะกำลังสร้างศาลาองค์หลวงพ่อโสธรอยู่ แต่ว่าหลวงพ่อโสธรองค์ใหญ่สร้างเสร็จแล้ว น่าจะเกินกว่า 3-5ปีเห็นจะได้อยู่นะครับ และมีสร้างที่ให้อาหารปลาใหม่ยื่นออกไปในแม่น้ำเลย เรียกว่าบรรยากาศดีเลยทีเดียว และคนก็เยอะเหมือนเดิม ส่วนร้านอาหารและร้านขายของต่างๆ ก็ถูกจัดระเบียบใหม่ ทำให้ดูดีกว่าเดิมมาก ลูกสาวเป็นคนที่ชอบชานมไข่มุกอยู่แล้ว ก็มาสะดุดกับร้านชานมอยู่ร้านนึง

แต่ว่าเราไม่ได้ซื้อกินนะครับ เพราะว่า "เราไม่ทุกข์ ชาไข่มุกเลยไม่จำเป็น..." ฮ่าๆๆ  ลูกสาวถึงกับร้อง ฮือๆๆ 

ความสุขเล็กๆ วันหยุดที่ต้องบันทึกเอาไว้


By : KCAN